เธอก้าวไปที่นั่น ช้าๆ และมั่นคง… มั่นคงเพียงพอที่จะเดินไปอย่างไม่แยแสอดีต เธอก้าวไปอย่างช้าๆ จนราวกับว่ามันคือชั่วนิรันดร์

ความสุขของผมลอยออกมาจากตรงนั้น ช้าๆ และมั่นคงเช่นกัน มันเริ่มหายไป จมดิ่งสู่ความมืด โลกที่สว่างกลับมืดมิด ดอกไม้ผลิบานบ้าอะไร สุดท้ายมันก็ร่วงโรยใช่ไหม อะไรบ้างที่ยังคงเหลืออยู่ การจากลาสินะ การสูญเสียสินะ ที่คงอยู่ และแน่นอน

เพื่อนของผมบอกว่าเวลาเป็นสิ่งที่โหดร้าย มันทำลายได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสุข หรือความทุกข์

จริงหรือ เวลาจะทำลายความทุกข์ได้จริงหรือ?

ความทุกข์นั้นจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์กาล หรือเพียงเสี้ยวนาทีหนึ่งก่อนที่แสงตะวันจะฉายส่องลงมาอีกครั้งหนึ่ง? ถ้าจะมีใครสักคนเอื้อมมือมาฉุดผมขึ้นไปอีกครั้ง ผมจะยอมให้เขาฉุดขึ้นไปไหมนะ? ไม่หรอก ผมรู้ตัวเองดี ความช่วยเหลือนั้นอาจจะทำให้ผมตัดสินใจผิดพลาด ด้วยความหวังว่ามือนั้นจะคงอยู่กับผมไปอีกนาน หรือบางที มือนั้นอาจจะไม่ได้อยากอยู่กับผมด้วยซ้ำไป

ไม่เอาหรอกความช่วยเหลืออะไรนั่นน่ะ
ไม่เอาหรอก สิ่งที่ไม่จีรังนั่นน่ะ
ไม่เอาหรอก ความเป็นปวดอีกครั้งนั่นน่ะ

อาจจะมีก็ได้นะ สิ่งที่ทำให้คิดว่าคุ้มค่าจะเสี่ยงที่จะเจ็บปวดอีกครั้ง
อาจจะมีก็ได้นะ ความสุขที่คุ้มจะเสี่ยงที่อาจจะเป็นทุกข์ในภายหลัง
อาจจะมีก็ได้นะ โลกสดใสที่รอคอยหลังพระอาทิตย์ตก และมันจะสดใสตลอดไป

ถ้ามันมีล่ะ มือที่สว่างเพียงพอที่จะจับ และเดินออกไปจากเงามืดนี้
ถ้ามันมีล่ะ ทางออกในห้องทีมืดจนไม่รู้ทิศทาง เพียงแต่หาไม่เจอ
ถ้ามันมีล่ะ ความสุขชั่วนิรันดร์นั้นน่ะ

เพ้อเจ้อไปแล้ว

ไม่มีหรอก ประตูสู่ความสุขที่ว่าน่ะ
ไม่มีหรอก อะไรที่คุ้มจะเสี่ยงอีกครั้ง ว่ามันจะออกหัวหรือก้อย
ไม่มีหรอก วันที่พระอาทิตย์จะขึ้น และไม่มีวันตก

สองปีในห้องมืดนี้นานเพียงพอแล้ว

นานเพียงพอที่จะบอกว่าประตูที่ปิด จะไม่มีวันเปิด
นานเพียงพอที่จะบอกว่าในความมืด ไม่มีความสว่าง
นานเพียงพอที่จะบอกว่าในความโศกเศร้า ไม่มีรอยยิ้ม จะมีก็แต่หน้ากากที่ทำให้คนรอบข้างสบายใจ

มันเจ็บจนด้านชาแล้ว
มันเจ็บจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว
มันเจ็บจนไม่อยากจะลืมตาหรือเงี่ยหูฟังเพื่อเปิดใช้ประสาทที่เหลือแล้ว

อีกมือหนึ่งที่พยายามจะยื่นเข้ามา
ไม่เอาหรอก นี่แน่ะ ตั้งกำแพงหนาพิเศษซะเลย

ไม่เอาแล้ว ความช่วยเหลือที่จะไม่จีรังยั่งยืน
ไม่เอาแล้ว คนที่หวังดีแค่ชั่วคราวแล้วจากไป
ไม่เอาแล้ว การเป็นภาระให้กับคนอื่น

มือนั้นไหลกลับไป ยอมแพ้แล้วสินะ
เอากำแพงลงก็ได้ ตั้งกำแพงตลอดเวลามันก็เหนื่อยนะ

ในกำแพงนั้นคงจะมีรอยร้าว หลังจากถูกนำมาตั้งๆ เก็บๆ บ่อยครั้ง แรกเริ่มก็มีแต่ลม พัดเข้ามาในห้องมืดที่ประสาททั้งห้าไม่ทำงานแล้ว ตาก็ไม่เห็น หูก็ไม่ได้ยิน ผิวสัมผัสก็ด้านชาจากความเจ็บปวดทั้งหลายที่ทิ่มแทง

เมื่อแสงอาทิตย์ฉาย มันก็ไล้ไปตามกำแพง และวิ่งเข้าสู่รอยร้าวของกำแพง ห้องที่มืดมิด ก็สว่างขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง แม้จะน้อย แต่ตาที่ปิดสนิทมานานก็แสบพร่า

เมื่อลองมองส่องกำแพงไป ก็พบกับเธอที่ยืนอยู่ตรงนั้น

เล่นกีตาร์ตัวเดียวกับที่ผมเคยเจอ เพียงแต่ว่า… เธอคงจะเป็นคนละคนกับที่เคยเจอ เธอคงเป็นอีกหนึ่งคนที่ทำสัญญากับซาตาน เพื่อภารกิจบางอย่างที่ทำให้พวกเธอมีหน้าตาที่เหมือนกันทุกคน

แต่มือของเธอคนนี้แปลกไป ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เคยเห็น

มือนั้นเหมือนกับมือที่เคยพยายามจะยื่นเข้ามาช่วยเหลือยังไงพิกล

ผมคงจะคิดไปเอง

ซาตานที่สี่แยกหัวมุม (๑๐)

บ่นไปงั้นแหละครับ จริงๆ ไม่ได้คิดอย่างที่ตั้ง Subject เลย

ช่วงนี้เริ่มรู้สึกว่าอยู่นิ่งๆ มานานแล้ว ชีวิตกำลังถูกมนุษย์คนอื่นที่เกิดขึ้นในวัยใกล้ๆ กันหนีไปไกลแล้ว ทั้งหนีไปเรียน ป โท ทั้งทำงานเงินเดือนมาก (เอ่อ ก็ไม่มาก แค่มากกว่าผมสามเท่า) ทำให้รู้สึกว่าตายห่าละ โดนทิ้งไว้ข้างหลังแล้วสิ สงสัยจะได้เวลาไปเรียน ปริญญาโท

แต่ด้วยความที่บ้านจน ก็ต้องหาเงินเพิ่มล่ะ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องขอทุน! ตอนเรียนปริญญาตรีก็ถือว่าเรียนประสบผลสำเร็จนะ เรียนรู้เรื่อง เข้าใจในหลักสูตรดี (ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่เข้าใจคือวิชาดีไซน์ อันนี้ยอมแพ้จริงๆ) เรื่องกระบวนการผลิต เรื่องต่างๆ นี่เข้าใจ และทำได้ ตอบได้

แต่เกรดออกมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก คนอื่นเกรด GPA ปีสามนี่ราวๆ 3.5+ ของผมนี่ 2.79 ได้มั้ง

จนถึงทุกวันนี้ถ้าน้องปริญญาตรีมาถาม ก็ยังพอตอบได้ (ลึกๆ ไม่ได้ ลืม แต่คอนเซปท์ยังเข้าใจอยู่) ถามว่าโอเคมั้ยก็โอเคนะ ถือว่าที่เรียนมาประสบความสำเร็จ เข้าใจในหลักสูตรที่จ่ายตังไปเรียนแม้จะไม่ได้ทำงานในสายงาน

แต่เกรดแม่ง…. บัดซบมาก บัดซบเพียงพอที่จะไม่มีปัญญาไปขอทุนเรียนต่อที่ไหนเลย

รู้งี้ตั้งใจทำเกรดดีกว่า…. แย่ฉิบ

:v . . .

Image

เพิ่งได้ไปดู LEGO the Movie มาครับ ในฐานะที่มีคนรู้จักเป็นพวกคลั่งเลโก้บ้าง (ผมไม่! ขอออกตัว ณ จุดนี้ว่าไม่คลั่ง ไม่สะสมด้วย เพราะไม่มีตัง!!!) รู้คร่าวๆ ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังตลก แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่หนังตลกซักเท่าไหร่ครับ เป็นหนังตลาด (แต่คุ้มค่าตั๋วนะ!) แทน

เรื่องราวมีอยู่ว่า เมื่อจินตภาพแห่มายาคติเรื่องความสมบูรณ์แบบบีบบังคับ และการแหกกฏโดยอิสระเกิดขึ้น จะส่งผลอย่างไรกับสังคมตั้งแต่ระดับจุลภาค ไปจนถึงระดับมหภาค

เนื้อเรื่องหลักคือพ่อกับลูกครับ อันนี้ไม่เจาะลึกละกันเพราะไม่มีผลอะไรกับการเขียน หรือสปอยล์ แต่เมื่อเปิดเรื่องมาเราจะเห็นตัวละครหลัก ซึ่งเป็นตัวละครธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างที่ Lord Business กำหนดไว้

ต้องทำตามคู่มือ ชีวิตที่ทำให้สังคมเดินไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเคลื่อนที่ ที่ขยับราวกับคลื่นมวลมหาประชาชน ที่เคลื่อนไปตามจังหวะที่ตายตัว ชีวิตอันแสนเรียบง่าย…. หรืออีกนัยยะหนึ่ง ชีวิตที่เดินไปตามคำสั่งที่มองไม่เห็น

คำถามที่อยากจะถาม Emmet เสียเหลือเกินว่า ชีวิตตามนี้คือชีวิตที่จะทำให้มีความสุขหรือ?

มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดี เอ่อ นึกออกข้อไหนบ้างนะ? มันก็เป็นสิ่งที่ดีแหละ

ตื่นมาตอนเช้า ให้เปิดประตูและตะโกนว่า Good Morning, CITY! แล้วจากนั้นให้กระโดดออกกำลังกาย โอเค เสร็จแล้วแต่งตัว ทำกับข้าวกิน ออกไปข้างนอก ขับรถตามกฏจราจร ฟังเพลงป๊อปสุดฮิต ประพฤติตามกฏเกณฑ์ กินกาแฟ ทักทายเพื่อนบ้าน ยู้ฮู

แม้ว่าจะฟังดูดี แต่คำถามคือการกระทำที่เกิดจากคำสั่ง และแบบแผนจะเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้จริงๆ หรือ

แน่นอนการทำตามกฏข้อข้างบนส่งผลที่ดีกับสังคมแน่ การตื่นมาตอนเช้าแล้วเปิดประตูออกไปทักทายสวัสดี ย่อมทำให้จิตใจปรอดโปร่ง และเป็นมิตรกับผู้คน ออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง แต่งตัว ทำกับข้าวกินเป็นสิ่งที่ไม่ทำให้เป็นโรคกระเพาะ (แฮ่ม เจ้าของบลอกเพิ่งเป็นโรคกระเพราะ เพราะใช้ชีวิตผิดรูปแบบมาสิบกว่าปี) ขับรถตามกฏจราจรทำให้ไม่เกิดการสูญเสีย และประพฤติตามกฏหมาย

ช่างเป็นสังคมอุดมคติที่แม้กระทั่งยูโทเปียก็น่าอิจฉา

แต่ทำไมกันนะ เมื่อพิจารณาว่านั่นคือคำสั่งจากคนๆ หนึ่ง ที่ออกเป็นกฏเกณฑ์ ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนทำมาด้วยใจ มันช่างกลายเป็นข้อดีจอมปลอม ความแข็งกระด้างสุดกู่ ที่ทุกคนทำตามคำสั่ง โดยบอกตัวเองว่าเรื่องนั้นย่อมเป็นผลดีต่อระดับมหภาคอย่างแน่นอน

นอกจากนั้นก็เห็นตัวละคร DC บานเลย ไม่ว่าจะเป็น Superman, Batman, Wonderwoman, Green Lantern แถมมีครอสจากฝั่ง Disney อย่าง Star Wars ด้วย (ทำไมไม่มี Marvel!!) เสียดายเรื่องนี้ไม่ใช่ยำใหญ่ชกกันข้ามเรื่อง เลยไม่น่าเสียดายมากนัก ไม่งั้นคงจะมีคำถามว่าทำไมไม่เอา Hulk มาชกกับ Superman ให้คนดูได้ลุ้นกันบ้างว่าใครจะชนะ แต่เป็นการยำใหญ่กับ Lord Business นั่นเอง

สำหรับเนือเรืองนั้นเป็นเส้นตรง และหัก….ไปเป็นเส้นตรงกว่าเดิม (แต่ผ่าแนวคิดคนดูโดยสิ้นเชิง) จากนั้น… เอ่อ หักมุมกลับมาด้านในอีกรอบ ทำให้ปรับตัวแทบไม่ทัน แน่นอนครับ หนังระดับนี้แล้วไม่ต้องเดา ชัยชนะเป็นของคนดีอย่างแน่นอน แต่คำถามก็คือ “คนดีคืออะไร?” เมื่อคุณดูจบคุณอาจจะสงสัยในบท ว่าเหตุใดแล้วตัวละครถึงเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เกิดขึนลึกๆ คืออะไร

บางที หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังสำหรับเด็กก็ได้ คุณเห็นอะไรบ้างใน LEGO The Movie ล่ะ

ปล. เพลง Everything is AWESOME ติดหูมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ลงที่สนามบิน Changi อ้าว ฉิบหาย ไปทางไหนเพื่อ immigration วะ LOL

ยอมรับนะครับ ว่าไม่รู้เชี่ยอะไรเลยสักอย่าง ครั้งสุดท้ายที่ออกนอกประเทศก็นานมาแล้ว แถมสิงค์โปร์นี่ก็ไม่เคยมา เอาวะ เดินตามตูดชาวบ้านไปสักพักคงเจอ ก็เดินตามไปเรื่อยๆ พบว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติมาก (หลายคนคงทราบอยู่แล้วว่าสิงคโปร์เคยเป็นอาณานิคมมาก่อน) มีตั้งแต่แขก ออกละม้ายคล้ายไปทางอินเดีย พ่อหนุ่มตี๋จีนจ๋า และฝรั่งหัวทอง

ให้ตายสิ อีคนไทยอย่างเรากลายเป็นตัวประหลาดไปเลย จีนก็ไม่ใช่ เอเชียก็ไม่เชิง เอาวะ ตัวประหลาดขอเดินหน้าผ่านอิมมิเกรชันก่อน ไม่งั้นตัวประหลาดจะไม่ได้ทำอะไรเลย อิอิกำ

ยืนรอคิวตรงอิมมิเกรชันสักพักก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ ไม่รู้เพราะมีวีซ่าหลายอันยืนยันว่าไม่หนีเข้าประเทศเอ็งแน่ๆ หรือเปล่า หรือว่าคนไทยมันผ่านง่ายอยู่แล้ว เอาวะ ผ่านก็ผ่าน

พอหลุดตม. มาได้ ก็คว้ากระเป๋า เดินผ่านที่แสกนสบายใจเฉิบครับ ในกระเป๋าไม่มีอะไรอยู่แล้วนอกจากเสื้อผ้าสำหรับเจ็ดวัน สบายๆ ถ้าไม่มีใครยัดยาเข้ากระเป๋ายังไงก็โอเค (เอ่อ เอายามาผลิตหรือลักลอบนำเข้าประเทศโทษที่นี่ประหารเน้)

พอหลุดมาได้ อย่างแรกที่ต้องทำ… ฉันจะทำซิมเล่นเน็ท! มีหลายคนแนะนำ Starhub แต่ทว่าเดินพ้นเส้นแบ่งแขตแดน Arriving Hall มาก็เจอ Singtel เลยซะงั้น อย่าช้า เอาวิ สิงเทลก็ยังดี ให้มีเน็ทใช้ก่อน

สมัครซิมที่นี่ปวดหัวพอควรครับ กระบวนการรับซิมน่ะง่าย จ่ายตัง ยื่น Passport จบละ แต่จะเปิด subscription เนี่ย ต้องโทร (Singtel ถ้าจำไม่ผิดกด *313 แล้วโทรออก จากนั้นจะมี SMS มา) แล้วต้องมานั่งไล่ตอบ SMS ว่าจะเอาข้อไหน… นายทำเป็นแอพเลยก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องมานั่งตอบ SMS หลายรอบ

ที่ใช้ก็คือ 7 Day 1GB Value ครับ (ไม่มี FUP ใช้เกินก็โดนไปตามอัตราแพงอยู่) ราคารู้สึกจะ $7 มั้ง ผมใช้ 4 วันหมดแฮะ

ต่อมาก็คือการนั่งรถไฟเข้าเมือง โชคดีเจ่เจ๊ Pinkywhale ให้บัตร ez-link มา ซึ่งใช้จ่ายค่าเดินทางในประเทศนี้ได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ (จำชื่อไม่ได้) หรือรถไฟใต้ดิน MRT (ครับ ชื่อเดียวกับบ้านเรา) ผมเลยนั่งยาวจาก Changi Airport ไป Chinatown

แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น นั่งรถไฟที่นี่ยากพอๆ (หรือใกล้เคียง) กับนั่งที่นิวยอร์กเลยทีเดียว เห็นแต่ละสายลากยาวในแผนที่อย่านึกว่ามันตรง บางทีมันเป็นสายเดียวกัน แต่มันวิ่งไปจบที่นึง แล้วต้องเปลี่ยนสีเดียวกันเพื่อต่อ

เอาเป็นว่านั่งจากสนามบินมา สถานีแรกก็คือเทห์รา เมห์รา (สะกดถูกเปล่าไม่รู้) เปลี่ยนเพื่อนั่งสายเขียวที่เข้าเมือง (สนามบินก็สายเขียวนะ!) เอาวะ นั่งตรงไปแล้วเปลี่ยนสายเข้าไป Chinatown (สายฟ้า)

ยอมรับครับว่าจำไม่ได้ว่านั่งยังไง แต่ถ้าถามผมตอนนี้ (ซึ่งนั่งเป็นบ้างแล้ว) คงแนะนำว่านั่งสายเขียวไปลง Bugis แล้วต่อสายสีฟ้าเข้า Chinatown ยาวๆ เลย ง่ายดี

มาถึงไชน่าทาว…. โอ้ว เหยด นี่มันเยาวราชชัดๆ ช่วงนี้ประกอบกับเป็นเทศกาลตรุษจีนพอดี อาตี๋อาม่า เหล่ากงต่างก็มาซื้อของต้อนรับปีใหม่กันในไชน่าทาว (หมายเหตุ ออกจากสถานีที่ประตูไหนจำไม่ได้ โผล่มาไชน่าทาวเลย หันไปทางซ้าย เดินย้อนทิศไปห้าเมตรเจอร้าน Sex Shop) ไอ้เราพักอยู่ Mosque St. อยู่ถัดจากซอยนี้ไปอีกซอย ก็เดินลากกระเป๋ากันไป

พอไปถึงก็จ่ายเงิน (ตอนเลือกบนเว็บเลือกจ่ายด้วย Cash เลยต้องพกเงินสดมา) จ่ายเสร็จก็เข้าห้องพัก ยู้ฮูว์ มีเน็ทให้ มีคอมให้ มีเครื่องซักผ้า เครื่องปั่นผ้า ตู้เย็น ไมโครเวฟ น้ำร้อน เตารีด เครื่องทำน้ำอุ่น ที่ฉีดตูด ให้ ฟินสุดๆ เหยด

วันแรกไม่ต้องทำอะไรครับ ทำงานที่อู้เอาไว้ให้เสร็จแล้วไปเซเว่นก่อน พอ!

พอก้าวเข้าเซเว่นเท่านั้นล่ะ น้ำตาไหลคิดถึงแผ่นดินแม่ทันที

ทำไมเซเว่นที่นี่ทุกอย่างเหมือนไทย (แต่แพงกว่า 2.5 – 3 เท่า) เลยวะ โดยเฉพาะขนมที่เหมือนกันเป๊ะ ฮรือ กุทำงานอยู่กับบ้านนะเว้ย เซเว่นนี่ของราคาอะไรเท่าไหร่กรูรู้หมด ทำไมแพงจัง ฮรืออออ

โชคดีวันที่มามี CNY Deal (Chinese New Year) ชาเขียวป๊อกก้ากลิ่นมะลิลด สองขวด 5 ดอลลาร์ คำนวนแล้วเท่าอยู่เมืองไทย (นี่มึงลดแล้วเท่าไทยราคาปกติ!) ก็เลยยอมซื้อมา แหม่ นี่เราต้องแดกน้ำหวาน แทนน้ำเปล่าไปอีกหนึ่งสัปดาห์เลยเรอะเนี่ย สรุปว่าเดินมาเซเว่นตั้งไกล เตรียมแร่ดรอบเมือง สุดท้ายก็วนกลับเข้าโรงแรมครัฟ

(ไม่เกี่ยว : เพิ่งเห็นว่าภาคไต้หวันยังไม่ได้กด publish เลย ฉิบหายละ ดองมาจะปีนึงแล้ว)

ตอนแรกว่าจะเขียนรายวันครับ แต่ดูเหมือนไปๆ มาๆ เรื่องให้เก็บเศษเล็กเศษน้อยมันไม่เยอะเท่าไหร่ ก็เลยเอามาเหมารวมดีกว่า (ถ้าทุกท่านได้อ่าน แสดงว่าฮูเร! เขียนจนจบ เพราะตอนที่เขียนอยู่นี้ก็ไม่รู้ว่าจะเขียนจนจบหรือเปล่า)

ก่อนอื่นต้องขอเรียบเรียงเหตุการณ์ก่อน ว่าอีท่าไหนทำไมถึงไปสิงค์โปร์ (แน่นอนว่าเหตุผลนั้นแทบไม่มีสาระเลย)

  • ปี 2013 เพื่อนชวนไปสิงค์โปร์ (แล้วแม่งก็ไม่ไป)
  • ปี 2013 (กลางปี) แม่งมาชวนไปสิงค์โปร์อีก (กูไปไต้หวันนนน)
  • ปี 2013 (กลางค่อนปลายปี) แม่งมาชวนไปสิงค์โปร์อีก (กูเพิ่งเปลี่ยนงาน)

คือจะไปตั้งแต่ปีที่แล้วละ แต่ก็ไม่ได้ไปซักที โดยเป้าหมายของสิงค์โปร์ปีที่แล้วมีสองอย่าง Ingress + Jubeat ครับ เพราะอีเกมส์ Jubeat เนี่ย ประเทศไทยแม่งไม่ต่อสัญญาภาคใหม่ ออนไลน์ไม่ได้ ไอ้ออนไลน์ไม่ได้นี่ไม่เท่าไหร่นะ แต่ดันเล่นเพลงเบสิคไม่ได้ด้วยเพราะใช้บัตรสมาชิกไม่ได้ กลายเป็นว่าเอาจริงๆ เหลือเพลงแค่นิดเดียวเพราะออนไลน์ไม่ได้นี่แหละ ไอ้ความฝันจะไปเล่นจูบีทที่ต่างแดนเลยกลายเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะอยากมาก

แต่แล้วก็ยังไม่ได้ไปครับ เพราะไปเล่น Jubeat ที่ไต้หวันมาเรียบร้อย ลืมไปละว่าจะไปสิงค์โปร์ ความอยากมันหายไปเยอะ แล้วก็มีเหตุการณ์ปลุกเร้าความอยากไปสิงค์โปร์ในตัวคุณก็คือ

  • ที่บ้านเป็นเสื้อฟ้า (ครับ….) ถึงขั้นเดินไปชั้นไหนต้องเปิดทีวีเสียงดัง ยิ่งช่วงนี้ม็อบรุกรานชีวิต ทีวีก็เริ่มหนักข้อขึ้น (เต็มไปด้วย hate speech และมีแต่คำว่า “เขาบอกว่า” มากกว่าข้อเท็จจริง) ทำให้ชีวิตส่วนตัวเริ่มแย่ลง ความเชื่อที่บ้านเลวร้ายถึงขั้นว่า “ถ้าต้องตายเพื่อประเทศชาติก็ทำเถอะ” (แต่พอถามแม่ว่างั้นแม่ก็ตายสิ เพื่อชาติ แม่บอกว่าไม่เอาว่ะ เรื่องอะไร)
  • ม็อบ กปปส ปิดหลายจุดในกรุงเทพ โดนเต็มๆ ครับ พี่ท่านปิดพระรามสี่ รถเมล์ทุกเส้นที่วิ่งแถวบ้านก็พิการหมด (หน้าบ้านมีไม่กี่สายครับ ได้แก่ 17, 77, 116, 149) คือแม่งวิ่งผ่านพระรามสี่ทุกสายเลย พอปิดพระรามสี่ชีวิตก็โดนปิดตาย
  • มีเวทีกปปส ที่สีลม/สวนลุม ความเลวร้ายก็ตรงนี้แหละครับ คือผมไม่สามารถนั่งรถไฟฟ้าได้เลย (รถเมล์ก็ไม่มีให้นั่งแล้วนะ!) เพราะว่ารถไฟฟ้าเต็มไปด้วยผู้คนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มนี้นั่งรถเมล์ไม่ได้ (แบบผม) หนีมาขึ้นรถไฟฟ้า อีกกลุ่มนึงก็คือผู้ที่จะไปชุมนุม พร้อมนกหวีดในมือ เฮ้อ รถไฟฟ้านะ ไม่ใช่ตลาดสด จะอยู่ๆ ก็เป่าทำไมวะ
  • Occupy MBK, Siam Paragon, Siam, Central World, Terminal 21 เอ้อ…. นี่มันที่ๆ ผมไม่มีที่ไปก็ไปเดินเล่น ไม่ก็ไปทำอะไรซักอย่างทั้งนั้นเลยนะครับ

สรุปว่าชีวิตผมแม่งไปไหนไม่ได้ (การเดินทางโดนปิด) ห้างหรือสถานที่เดินเล่นอินเกรสก็โดนม้อบ (ทำอะไรก็ไม่ได้) อยู่บ้านก็เจอช่องการเมืองเสียงดัง (ปิดก็ไม่ได้) สรุปว่าชีวิตนี้ขอ Getaway สักครั้งแล้วกัน เมื่อรวมกับแผนที่ล้มเหลวปีที่แล้ว กูก็หนีไปสิงคโปร์ดีกว่า

ไม่อยากบอกเลยครับ ไปสิงค์โปร์รอบนี้รู้ในหัวแค่สามอย่าง

  1. Ingress พอร์ทัลเยอะ ส่วนใหญ่ฟ้า
  2. มี Universal Studio
  3. มี Aquarium (เห็นตอนงานท่องเที่ยวปี 2013)

ไปสิงค์โปร์รู้แค่นี้จริงๆ ครับ ซึ่งเอาเข้าจริงแม่งขัดกะนิสัยมากๆ ว่าไปแบบไม่รู้สี่รู้แปดอะไรแบบนี้ กูไม่ไปดีกว่า… แต่ไม่เป็นไรครับ กูรับนกหวีดในปากซอย และชีวิตอับเฉาในบ้านไม่ไหวแล้ว พอ กปปส ปิดกรุงเทพวันแรกก็ตัดสินใจละ กูไม่อยู่แล้ว (โว้ย)

ไอ้ตอนจองตั๋วก็ลืมเช็คครับว่ามีสายการบินห่าอะไรบ้างที่เป็น Low Cost ไปสิงค์โปร์ นึกออกแค่ AirAsia (จริงๆ ยังมีพวก Tiger Airs, Fly Scoot!, Jetstar ด้วย แต่ลืม) พอกดดูราคาเล่นๆ เอ๊ะ สักสี่พันก็ยอมรับได้นะ งั้นไปๆ แหละ ไม่ยาก

เริ่มหาราคาที่พัก ก็ไปเจอ Backpacker Inn Chinatown (จริงๆ จะจองอีกโรงแรมนึงครับ ลืมชื่อไปละ ถูกกว่า แต่มัวแต่ดูตั๋วกับโรงแรมดูไปดูมาๆๆๆ แม่งเต็ม อดแดก) ราคาพอรับได้ เจ็ดวันแค่ $150 SGD (คิดเรท $1 SGD = 26 บาท จะอยู่ที่ 3,900 บาท)

พอรู้ตัวอีกทีก็ซื้อตั๋วกับโรงแรมเสร็จไปแล้ว โดยที่ไอ้ตั๋วสายการบินนี่โดนหลอกไปหน่อย แต่โอเค เอาวะ ขี้เกียจหาแล้ว อารมณ์ว่าอยากหนีเต็มที (คือว่าบินไปกลับมันสี่พันกว่าบาท แต่มันยังมีค่าเล็กๆ น้อยๆ อย่างค่ากระเป๋า ค่าประกันชีวิต ค่าบลาๆๆๆๆ พอบวกไปบวกมาโดนไป 5,900 กว่าบาท ถือว่าโอเคน่ะ ขี้เกียจหาสายการบินอื่น)

ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าช่วงนี้สายการบินเขา relocated กันยังไง แต่รู้แค่ว่าผมไม่ได้ขึ้นสุวรรณภูมิ (เข้าใจว่า Low-Cost โดนย้ายมาอยู่ดอนเมืองหมดเลย) ทีนี้ประเด็นมันก็ตรงนี้แหละ ดอนเมือง เนี่ย…. สรัด ผ่านม้อบกี่จุดวะเนี่ย

ปกติก็คงวิ่งออกจากบ้าน ผ่านซอยเชื้อเพลิงตรงพระรามสี่ วิ่งจู๊ดดดดดด ยาว จบ ปรากฏว่าพระรามสี่โดนปิด กว่าจะวนไปถึงเชื้อเพลิงมิเตอร์ก็ล่อไปร้อยแล้วครับ (ฮรือ) กว่าจะไปถึง ค่าทางด่วน ค่าโทลเวย์ ค่าเดินทาง พอดีสี่ร้อยกว่าบาท

แล้วก็บินไปสิงค์โปร์อย่างไม่ต้องคิดมาก เอาวะ กูรอดจากนกหวีดและม้อบ (และที่บ้าน) แล้ว

AF+cover+4[1]

ก่อนหน้านี้เคยลองเอามุมมองของ Animal Farm มา adapt เข้ากับบริบทของสังคมไทยแบบหลวมๆ โดยไม่ได้ใส่บทบาทให้ใคร หรือตัวละครไหนเป็นใครในโลกความเป็นจริง ผลคือไม่ได้จริงจังมาก และทำนายแบบหลวมๆ ไว้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ประกอบกับตอนนั้นยังมองโลกในแง่ดี ว่าสถานการณ์ไม่น่าจะเลยเถิดมาจนถึงอย่างที่เป็นในปัจจุบัน (เพราะเชื่อว่าประชาธิปปัตย์ไม่มีทางถลำลึกจนเกิดม้อบแบบเดียวกับเสื้อแดงล้อมกรุงเมื่อครั้งปี 53) โอเคครับ ไม่ต้องมาบอกผมว่ากำนันแกไม่เกี่ยวกับ ปชป หรือปชป มีส่วนร่วมอะไรนะครับ เห็นพวกพี่ท่านชอบเหมารวมบ่อยละ (เหมาว่าผมแดงบ้างล่ะ) ผมขอเหมารวมบ้างว่าไอ้ม้อบเนี้ย มันก็ผลิตผล By Product จากพรรรคประชาธิปปัตย์นั่นแหละ

ในครั้งนี้ผมขอเจาะลึก และทำการเทียบเคียงตัวละครเป็นคนบ้าง แต่ไม่เอาดีกว่าไม่พูด ใครเป็นใครก็ไปคิดเอาเอง สนุกดี ขืนบอกว่าใครเป็นใครเดี๋ยวจะมีการมาย้อนแย้งว่าคนนั้นคนนี้ไม่อย่างนั้นอย่างนี้ซักหน่อย คนที่ผมจับสวมบทกับคนที่คุณคิดอยู่อาจจะคนละคนกันก็ได้ แต่อาจจะรับกับบทบาทที่ใส่ให้ก็ได้นะเอ้อ

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคร่าวๆ ก่อนว่าตัวละครใน Animal Farm มีตัวอะไรบ้าง คงจะสปอยล์ไม่น้อยเหมือนกัน แต่จะพยายามลงรายละเอียดให้น้อยที่สุด และหยาบในการเจาะลึก เพื่อให้คนที่ไปอ่านเองจะไม่โดนสปอยล์มากเกินไป

หมู

นโปเลียน – นโปเลียนเป็นหมูที่ไม่เคยทำห่าอะไรเลย…. แต่เป็นตัวละครที่ร้ายกาจที่สุดตัวหนึ่ง เป็นเหตุผลทั้งหมดของความล่มจมของฟาร์มโดยแท้จริง เพราะว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นโปเลียนมักจะอยู่เบื้องหลังทั้งหมด (เฉพาะเรื่องแสบๆ) แต่ไม่เคยจะลงมาร่วมเสียเลือดเนื้อกับพี่น้องพลพรรคชาวมวลมหาสรรพสัตว์แม้แต่น้อย แต่ตั้งตัวเป็นใหญ่ และใช้อำนาจ ความหวาดกลัว รวมถึงใส่ร้ายอีกฝ่ายอย่างสุดซึ้ง ซึ่งตัวซวยก็คือสโนว์บอล

สโนว์บอล – สโนว์บอลเป็นหมูที่ยินดีทุ่มกายถวายชีวิตเพื่อรับใช้สังคมโดยแท้จริง ทำงานรับใช้สังคมทั้งหน้าฉากและหลังฉาก แอบไปวางแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับในฟาร์ม เพื่ออะไรวะ นอกจากนี้ยังมีสงครามกับเหล่ามวลมหาประชาชนที่บุกกลับมายึดฟาร์มก็โดนยิงปืนลูกซองถากหลังแต่ดันไม่ตาย แหม มันจะทำเพื่อสังคมขนาดนั้นให้มันเป็นประธานธิบดีหมูไปเลย แต่อนิจจา โดนนโปเลียนยึดอำนาจ ด้วยลูกหมาที่แอบนำไปเลี้ยงเพื่อความดุร้ายเก้าตัว และใส่ร้ายว่าเป็นผู้ทรยศที่ร่วมมือกับมนุษย์เพื่อเอาฟาร์มกับไปอยู่ในมือของมนุษย์ ยิ่งตอนหลังๆ ไม่อยู่ในฟาร์มแล้ว (โดนเนรเทศ) ก็ยิ่งโดนนโปเลียนเสริมเติมแต่งบทบาทผู้ร้ายมากขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นความผิดทุกประการที่เกิดขึ้นเป็นของสโนว์บอล กังหันพังก็เพราะสโนว์บอลแอบไปบอกมนุษย์ ผลิตผลโตน้อยลงก็บอกว่าสโนว์บอลแอบไปตัดระบบชลประทานที่ต้นน้ำ

สคอวเลอร์ – “ดูก่อนสหาย” เป็นคำพูดของสคอวเลอร์ที่จะเข้าไปชาร์จใส่ผู้เกิดความสงสัย สคอวเลอร์คือผู้เติมเต็มบทบาทและความสงสัยของสิ่งที่นโปเลียนทำ เพราะหลายๆ ครั้งที่นโปเลียนทำสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งห้ามร้องเพลงเกาะแห่งอังกฤษ หรือยกเลิกการประชุมทุกสัปดาห์ หรือที่ชัดเจนที่สุดก็คือข้อตกลงในตอนแรก บรรดาสัตว์จะได้รับการแบ่งปันทั้งอาหาร น้ำนม และสารพัดของที่เก็บเกี่ยวอย่างเท่าเทียมกัน แต่พอเอาเข้าจริงก็ถูกนำไปให้หมูก่อน จนกระทั่งบรรดาสัตว์ที่ไม่มีสมองเหมือนมนุษย์ยังรู้สึกได้ว่า “เฮ้ย มันแปลกๆ นะ” สคอวเลอร์จะเข้าไปทักทายและสะกดจิตด้วยคำพูดที่บรรดาสัตว์ฟังแล้วตามไม่ทัน (อย่าลืมนะครับว่าผู้เขียนแกเอาสัตว์เป็นตัวละคร แต่หลายๆ ครั้งแม่งก็คนดีๆ นี่เอง) ด้วยการเริ่มประโยคว่า

“ดูก่อนนนน สหายยยยข้าาาา”

(ในเคสนั้นสคอว์เลอร์เล่นไม้ตายว่า “ถ้าหมูไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอ เราจะไม่ฉลาด นายโจนส์ มนุษย์ผู้ใช้งานเราเยี่ยงทาสอาจจะกลับมานะ” เอาล่ะ เห็นนายโจนส์ไหมว่าเป็นใคร)

ม้า

บอกเซอร์ - เจ้าม้าไร้สมองผู้เปี่ยมไปด้วยกำลัง ฟังอะไรไม่เข้าใจสักอย่างเดียว สิ่งเดียวที่รู้ก็คือกำลังของตนนั้นจะช่วยเหลือแอนิมอลฟาร์มได้ ดังนั้นไม่ต้องเข้าใจก็ได้ แค่สั่งมาก็พอ เจ้าม้าบอกเซอร์ยินดีรับใช้ทุกประการจนตัวตาย

โคลเวอร์ – ม้าตัวเมียอีกตัว ที่อยู่ในสังคมเดียวกับบอกเซอร์ แม้จะทำตามคำสั่ง แต่ก็เกิดคำถามอยู่ในใจ เพียงแต่ไม่เคยแข็งขืน หรือปฏิเสธการทำงานอย่างชัดเจน

มอลลี่ – ม้าหน้าโง่สาวน้อยไร้สมองที่ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น นอกจากว่าจะได้ความสะดวกสบายอย่างที่เคยได้รับหรือเปล่า ถ้าไม่ ก็ยินดีจะออกจากฟาร์มไปหาเจ้านายใหม่ จะเป็นมนุษย์ก็ช่าง ฉันต้องการน้ำตาลก้อน

ลา

เบนจามิน – เบนจามินเป็นลา และไม่พูดกับใคร นอกจากเจ้าบอกเซอร์ (เหตุผลไม่ได้ระบุ) อาจจะเป็นเพราะว่าเจ้าบอกเซอร์โง่เกินกว่าจะอธิบายสิ่งที่เบนจามินพูดให้สัตว์ตัวอื่นฟัง จึงไม่ต้องกลัวว่าความคิดที่อยู่ในหัวจะถูกนำไปรายงานและนำปัญหามาให้ตัว อย่างไรก็ตาม เจ้าเบนจามินนั้นไม่เชื่อว่าระบบใหม่ที่หมูๆ สร้างมาจะทำให้บรรดาสรรพสัตว์สุขสบายกว่าเดิม แต่อย่างไรเสีย ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แม้จะทุกข์ยากลำเค็ญเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิม

แมว – ในเรื่องแมวไม่มีแม้กระทั่งชื่อ และทำตัวสมเป็นแมวมาก คืออู้งานเวลามีการทำปศุสัตว์ และโผล่มาเฉพาะยามรับแจกอาหาร

อีกา – (จำชื่อไม่ได้) เจ้าอีกาเป็นตัวละครที่อยู่กับนายโจนส์ วันๆ จะมาล่อลวงสัตว์ตัวอื่นว่าการรับใช้มนุษย์นั้นดีกว่ารับใช้หมูๆ กันเองยังไง การใช้คำว่าล่อลวงอาจจะฟังดูเหมาะสม แต่ถ้ามองออกมาในแง่ความเป็นจริงแล้ว บางครั้งสิ่งที่อีกาพูดอาจจะเป็นจริงก็ได้ หรือบางทีอีกาแค่ต้องการประจบนายโจนส์ด้วยการนำสัตว์กลับไปรับใช้เขาอีกครั้ง อันนี้ก็สุดจะคาดเดา

หมา – หมาๆ ในเรื่องนั้นไม่มีชื่อเช่นกัน โดยเมื่อเก้าตัวนี้เกิดมา นโปเลียนก็แอบนำไปเลี้ยงอย่างลับๆ เมื่อโตเพียงพอก็ใช้หมาเหล่านี้ขับไล่สโนว์บอลออกไป พร้อมกับใช้สร้างความกลัวในการปกครองสัตว์ตัวอื่นๆ

รู้แบคกราวด์ตัวละครแล้ว แล้วไง?

หลังจากนี้ผมจะเริ่มนำประเทศไทย (กปปส ?) เข้ามาแทนที่สิ่งที่เกิดขึ้นในฟาร์ม Animal Farm ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดา หากถูกต้องให้ถือว่าลอกจากนิยายมาครับ ส่วนที่มี (X) แปลว่าให้ลองเอาชื่อตัวละครในเรื่องแทนด้วยคนที่คุณก็รู้ว่าใครในโลกความเป็นจริงใส่เข้าไปครับ ใส่ใครก็ได้ตามความต้องการครับผม

เมื่อเหล่าหมูๆ (X) ทำการปฏิวัติอำนาจของนายโจนส์ (X)ได้สำเร็จ สิ่งแรกที่หมูๆ ทำก็คือประกาศว่านับตั้งแต่นี้ไป สรรพสัตว์ (X) จะไม่ตกอยู่ภายใต้ระบบมนุษย์ (X) อีกต่อไป เราทุกตัว สรรพสัตว์ในฟาร์มล้วนแต่เท่าเทียมกันสิ้น (X) เราจะไม่มีวันเป็นอย่างมนุษย์ ดังนั้นเราจะมีกฏเจ็ดข้อ ที่ระลึกและตอกย้ำอยู่เสมอว่าเราจะไม่มีวันเป็นมนุษย์ (X)

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ไปอ่านได้ในหนังสือ และบล็อกตอนที่แล้วว่ากฏเจ็ดข้อมีอะไรบ้างครับ หลักๆ จุดประสงค์คือทำให้เราๆ (สัตว์) แตกต่างจากมนุษย์ เพราะจะไม่มีวันทำสิ่งที่มนุษย์ทำเด็ดขาด

หลังจากนั้นกฏเจ็ดข้อก็จะเริ่มมีการผ่อนปรน… เช่นห้ามสัตว์อาศัยในบ้าน (X) เพราะไม่ใช่มนุษย์ แต่บรรดาหมูๆ ก็เริ่มเข้าไปอยู่ในบ้านของนายโจนส์โดยอ้างว่าต้องการพื้นที่ส่วนตัวสำหรับการวางแผนพัฒนาฟาร์ม (X)

หรือสัตว์ต้องไม่ดื่มเหล้า (เพราะไม่ใช่มนุษย์) แต่เมื่อบรรดาหมูๆ ได้ลองลิ้มชิมรสของแอลกอฮอล์ ผลปรากฏว่าแอบไปสั่งอุปกรณ์หมักเบียร์มาไว้ที่บ้านเสียด้วยซ้ำไป (X)

สำหรับสองข้อนี้เมื่อกปปส ชนะ (ในแบบของเขา) แล้ว เราน่าจะเห็นว่ากฏเจ็ดข้อจาก กปปส จะเป็นไปในทางใด

แน่นอนว่ากฏของ กปปส ทั้งเจ็ดประการ (ที่ของจริงคงจะมีเยอะกว่านี้) เพื่อไม่ให้ตนเป็นทักษิณนั้นจะเป็นข้อห้ามที่เหล่ามวลมหาประชาชนจะต้องระลึก และจำได้ราวกับความเมตตาของแคปิโตล ที่มีต่อเขตทั้ง 13 ครับ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย (X) ก็คงจะลืมเลือนกันบ้าง ช่วยไม่ได้นี่นา สัตว์สมองมันไม่เท่ามนุษย์ อะไรก็ลืมกันง่ายๆ อยู่แล้ว บรรดาหมูๆ ก็จะเริ่มแก้ไขกฏที่ตอนแรกศักดิ์สิทธิ์ และเที่ยงธรรมด้วยการเติมข้อจำเพาะลงไป เช่น “นักการเมืองห้ามรับเงิน” (ตัวอย่าง) ก็กลายเป็น “นักการเมืองห้ามรับเงินขณะอยู่ในหน้าที่” (ตัวอย่าง) จากนั้นเมื่อสรรพสัตว์เริ่มลืมเลือน กฏเจ็ดข้อก็จะเริ่มหายไป

และหมูก็จะกลับไปจับมือกับฟาร์มข้างๆ และเปลี่ยนชื่อ Animal Farm กลับเป็น Manner Farm เช่นเดิม

รายละเอียดตัวละครแบบคร่าวๆ มีให้อ่านที่ประชาไทยครับ (งงอะดิ้ ทำไมผมอ่านประชาไทย ใช่ปะ เห็นมันมีข้อมูลเยอะดี ขี้เกียจพิมพ์เอง แล้วก็ไม่อยากลอกด้วย ลิ้งค์ไปแบบนี้แหละง่ายดี)

หรือถ้าไม่กลัวภาษา อ่านที่ SparkNotes ก็ได้ครับ

ผมรอดูอยู่ครับ เมื่อใหร่ฟาร์มประเทศไทยและมวลมหาประชาชนจะก้าวข้ามเฟสล้มระบอบนายโจนส์ ไปเฟสสร้างกฏเจ็ดประการเพื่อระบบสัตวนิยม

ครับ นี่เป็นเพียงเรื่องแต่ง และไม่มีฐานความจริงหรือประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นรองรับ ตัวละครทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีอยู่จริงครับผม

จะหลับตานานสักเพียงไหน ความจริงก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เปรียบเสมือนนางสิงห์ที่พร้อมจะล่าเหยื่อ เพียงแค่หลับตาลง และลืมตาตื่น ก็เพียงพอแล้วที่จะโดนกระโจนใส

ทางเดียวที่จะป้องกันได้คือการลืม ช่างฟังดูเป็นการต่อสู้ที่อ่อนแอเสียจริง เมื่อสู้มันไม่ได้ ก็ลืมไปเสียว่ามันมีคัวตน ลืมไปเสียว่ามันเคยกรีดแทงเจ็บปวดสักเท่าใด

เก็บความทรงจำทั้งมวลไว้ในลิ้นชัก ใส่ในกล่องและปิดผนึกมันเอาไว้ รู้ว่ามันมี แต่จำไม่ได้ก็เพียงพอแล้ว

แค่เอ่ยถึงกล่องนั้น ความเจ็บปวดก็พรั่งพรู

ความผิดพลาดที่เคยก่อก็ไหลทะลัก

น้ำคาที่แห้งเหือดไปแล้วก็กลับมา… เปล่า มันไม่มีให้ไหลอีกแล้ว เพียงแค่… ระลึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ก่อให้เจ็บปวดอีกครั้ง

นางสิงห์ที่จืดจางก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ความอ่อนแอ….

กรกฎาคม 2014
อา พฤ
« พ.ค.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

  • RT @nidlittle: นกที่ตื่นเช้ากับนกที่โต้รุ่งเป็นนกคนละตัวกัน- 17 hours ago
  • @nidlittle สุ่มไป 20 ตัวแล้ว ไม่เจอแมวขาวเลยอ้ะ- 17 hours ago
  • @korstudio จะฝากอะไรสะหน่อย อดเบย- 1 day ago
  • @korstudio อ้าว ฮรือ อดเบย- 1 day ago
  • @korstudio ลุงก่อไปญี่ปุ่นมะไหร่อะ- 1 day ago
  • @McKiEz ฮรืองั้นเอาเครื่องมึงมา- 1 day ago
  • @McKiEz ทำไมไม่มี งั้นรีบมาช่วยกูเลย- 1 day ago
  • @McKiEz มาช่วยกูผ่านห้อง find mii เร็วๆ มีแต่คนใช้สีแดง โอ้ย- 1 day ago
  • อีห้องมืดมันเชี่ยเกินไปแลิว ค้างมาสองสัปดาห์ละว้อย- 1 day ago
  • ใครก็ได้ ตั้งสีโปรดใน Mii เป็นสีขาวแล้วมา street pass กันทีเถอะ- 1 day ago
  • @McKiEz เด็กๆ ชอบเอากรวยส้มบนผนนยกขึ้น แล้วตะโกนจากตูดกรวยออกหัวกรวยให้เสียงมันก้องๆ ด้วยเสียงเบาๆ ว่า "ควย"- 1 day ago
  • Orz หาคนรับdiancies ให้ไม่ได้- 1 day ago
  • บางทีพนักงานก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ซวยเจอลูกค้าเฮงซวยแถมเสือกดังในเน็ทอีก #คนหลงตัวเองทำไรก็ไม่ผิด- 1 day ago
  • RT @everycutecat: スパイダーニャン。 http://t.co/8CS3V496jE @micio_micia- 1 day ago
  • @McKiEz เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันค้า- 1 day ago
  • RT @cutey_animals: オーライオーライ、ごふっ http://t.co/Da8D5jm7bt- 1 day ago
  • เดินเตร่ท่องแดนจอบส์ดีบีจนจะเขียนหนังสือได้เล่มนึงแล้วเนี่ย- 1 day ago
  • Female ONLY .... Kaaaaaaaa ดีออก- 1 day ago
  • with "CAN DO" attitude. จ่าหัวมาแบบนี้ ลาก่อน- 1 day ago
  • ทำไมมันมีแต่อาชีพ accountant ....- 1 day ago
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 2,785 other followers