ความน่าสนใจของ TOT 3G

10 พฤศจิกายน, 2009

ความน่าสนใจของ TOT 3G ก็คือว่ามันเป็นความถี่ที่เป็นความถี่มาตรฐานที่ไม่ว่ามือถือที่มีตรารองรับ 3G เครื่องไหนก็สามารถใช้งานได้ (ความถี่ 2100 ที่ประท้วงงี่เง่ากันจนทุกวันนี้) ถ้าถามว่าน่าสนใจไหม? ผมตอบได้ว่า ถ้า TOT สามารถให้บริการได้มันก็น่าสน

ถ้า TOT สามารถทำสิ่งที่เรียกว่า ‘บริการ’ ได้นะครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้ความยอดแย่ในการบริการเกินขีดจำกัดของทีโอที หรือที่บางคนแซวว่าแม่งเป็นเน็ทร้องไห้สมชื่อจริงๆ เน็ทก็ห่วย อืด แถมบริการก็ยอดแย่ สรุปว่ามีอะไรที่น่าสนใจกว่าเจ้าอื่นให้ไปใช้บริการวะ

ผมเชื่อว่าทุกคนที่ใช้บริการของ TOT เกิดจากการที่ไม่สามารถมีตัวเลือกอื่นได้ (เช่นสายสัญญาณทองแดงในละแวกบ้านเก่าเกินไป หรืออยู่ห่างชุมสายสัญญาณโทรศัพท์) ทำให้ต้องจำใจใช้เน็ท TOT หรือบริการอื่นๆต่อไป

การที่ให้บริการสามจีของเจ้าอื่นโดนเตะถ่วงเพราะว่า TOT นั้นกลัวจะเสียเงินที่จะเข้ากระเป๋าผ่านสัมปทานที่ตนถืออยู่ หากบริษัทเช่น AIS , Dtac , True Move ย้ายไปให้บริการ 3G กันหมด แต่ระหว่างที่เขาถกเถียงกันนั้นผมไม่ได้ตามข่าว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ TOT จะเปิดให้บริการ 3G คลื่นความถี่ 2100 เข้าให้นี่แหละครับ

จากการทดลองแล้วพบว่าแบนด์วิธก็ต่ำ (วิ่งออกนอกได้แค่ 500-600 เท่านั้น จากการลองเล่น) ในประเทศก็อยู่ที่ประมาณ 1.1-1.3 เม็กกะบิทเท่านั้น แถมค่าการตอบสนอง (ping) ก็ยังสูงอีกตะหาก ผมทดลองเข้าเว็บ www.twitter.com ใช้เวลาประมาณ เกือบหนึ่งนาทีถึงจะโหลดครบทั้งหมด ถามว่าน่าสนใจไหม มีอะไรดีบ้าง ก็ตอบได้เลยว่าไม่มีอะไรดีเลย นอกจากการที่จะนำไปใช้กับมือถือตัวไหนก็ได้ไม่จำกัดสัญชาติหรือยี่ห้อ เพราะเป็นความถี่สากล

ถ้าเป็น A*S/DT*C/TR*E move ได้เปิดก่อนชาวบ้านชาวช่องแถมเป็นคลื่นฟรีไม่ต้องประมูลอย่างนี้ คงมีคนออกมาโจมตีว่า “มันไม่แฟร์! ทำไมเขาถึงได้ใช้ฟรี แถมไม่มีคนขัดขาอีก กวาดฐานลูกค้าหมดแล้วฉันจะได้ลูกค้าใหม่ไหมเนี่ย!” แน่ๆ แต่ผมคิดว่าน่าจะเพราะเป็นผู้ให้บริการรายนี้ ไม่ว่าค่ายไหนก็รู้สึกว่า “เออ เปิดไปเหอะ หยุดขัดขาเป็นพอ เดี๋ยวฉันเปิดบริการ ลูกค้าที่ไปใช้คุณก็จะกลับมาหาฉันเอง”

ถ้าถามผมโดยส่วนตัวว่าวันที่ 3ธค เปิดตัว ควรไปซื้อซิมมาเล่นไหม ผมตอบได้เลยครับว่า

อย่าไปซื้อให้เสียเวลา ไม่ว่าคิวจะยาวหรือสั้น เสียเวลาเปล่า
ด้วยฝีมือและคุณภาพระดับ TOT ผมมั่นใจ
วันแรกระบบล่มชัวร์!


เมื่อข้าพเจ้าตัดผม

2 พฤศจิกายน, 2009

สมัยก่อน ทุกๆครั้งที่ไปไหนมาไหนไม่ต้องแนะนำตัว ผมหนาๆยาวๆรกรุงรังจะทำหน้าที่บอกเองว่าผมคือใคร?
หลายครั้งที่โดนชาวบ้านชาวช่องทวีตบอกว่า ฮั่นแน่เห็นแล้ว เพราะทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์
ให้ตายเถอะ เจ๋งจริง ไม่ต้องแนะนำตัว

ว่าเข้าไปนั่น
จริงๆแล้วไม่ได้ต้องการถึงขนาดนั้นหรอก
แค่ไม่อยากเป็น’คนธรรมดา’ ก็แค่นั้นแหละ
คนธรรมดาที่เดินผ่านก็ผ่านไป ไม่สนใจ ไม่มองแม้แต่เงา
แต่ว่า… ตัดผมครั้งนี้ ข้าพเจ้า กลายเป็นคนธรรมดาไปแล้ว…

เสียใจ…


When’d we take a phone and tweet while living with non-twitter user?

31 ตุลาคม, 2009

The answer seem not hard to answer. We tweet because we have something to express and want someone to hear that, even if they care or not. But tweeted mean you made a social start. At first you tweet because you just want to be heard become to satisfied yourself or your social. As your follower growth in number and start to have a meeting. Of course groupy of tweeple (twitter people) gather may mean that they won’t talk, but tweet! At first you may feel ashame to tweet alone in the market or somewhere else, but you’re now with a group of people like you. So you can tweet without caring anyone. (everyone also doing the same thing) And of course you do care your network more than outside twitter network. Surely that after met your follower. You will take your phone, connect to the network and tweet even you’re alone.

wrote on T-Mobile G1

Grammar error and spell checked after I’ve got enough spare time.


แตกประเด็นจาก ขอบคุณ @sassygirl_jane

26 ตุลาคม, 2009

เพิ่งได้รู้ว่าการกอดจากคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัว แต่มีความห่วงใยให้กันเป็นยังไง
ไม่ใช่เพราะรัก
ไม่ใช่เพราะชายหญิง
ไม่ใช่เพราะแฟน

แต่เป็นเพราะเราห่วงใยคนที่เราติดตาม และรู้ว่าเค้าเป็นยังไง

แม้จะแตกต่างจากการกอดชายหญิง
แต่ว่า… แม้จะผ่านไปแล้วก็ยังอบอุ่น
แม้ว่าจะไม่ทันตั้งตัวและตกใจ แต่ก็ยังจดจำได้ดีกว่าผู้หญิงคนนั้น

ขอบคุณความห่วงใยในโลก
ขอบคุณ @sassygirl_jane

แม้เราจะไม่เห็นหน้าค่าตากัน แต่เราผูกกันด้วยใจ เพราะทวิตเตอร์สื่อสารด้วยสิ่งที่ใจคิด…what’re you thinking?


ขอบคุณ @sassygirl_jane

26 ตุลาคม, 2009

วันนี้…จัดงานดรอยด์แซนส์มีทติ้ง ได้รับการตอบรับจากทุกคนดีมาก ลืมเรื่องบางเรื่องไปได้ชั่วคราว เพราะวิ่งหัวหมุนมากๆ (ฮา) ทำให้เรื่องที่ดีและร้ายพร้อมๆกันหลายๆเรื่องหายไปจากความคิด ตอนเย็นก็ไปวาวี เหตุผลหลักๆเลยคือ @sassygirl_jane จะมาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็จะไม่ได้มาที่นี่อีกแล้ว

ตอนพี่เจนจะกลับก็เรียกเข้าไปหาแล้วก็กอดทีนึง…

รู้สึกเหมือนว่าเจออะไรบางอย่างที่หายไป
เจออะไรบางอย่างที่เฝ้าค้นหามาตลอดสองปี

ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ความรักหรอกนะ

ดูเหมือนมนุษย์จะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความห่วงใย’
สิ่งที่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นแฟนคนรักคนรู้จักพ่อแม่พี่น้องพ้องเพื่อนญาติสนิทมิตรสหาย

แม้เราจะไม่เห็นหน้าค่าตากัน แต่เราผูกกันด้วยใจ เพราะทวิตเตอร์สื่อสารด้วยสิ่งที่ใจคิด…what’re you thinking?


วันนี้ ตอนนี้

3 สิงหาคม, 2009

ผมคิดว่าคงไม่ผิดนัก ถ้าตัวเองหลังจากนี้จะบ่นว่าทำไมถึงไม่ไปอ่านหนังสือแต่มาเขียนบล็อก

ผมไม่ได้เขียนบล็อกมากนัก เพราะรู้สึกว่าบางทีก็ทำให้คนอื่นเซิร์ชมาเจอโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วจะพลาดมีอะไรรั่วไหลออกไป แต่วันนี้ขออีกครั้ง เขียนบล็อกที่เวิร์ดเพรสที่ไม่ค่อยได้เข้ามาดูแลนี่ เผื่อบางทีอะไรๆบางอย่างที่อยู่ในใจถูกระบายออกมาแล้วจะรู้สึกดีขึ้น

ผมโดนทิ้งสองครั้งจากผู้หญิงคนเดียวกัน ครั้งแรกตอนเดือนตุลาคม แน่นอนว่าเธอกับผมยังคงทำตัวเหมือนกับว่าเราไม่ได้เลิกกันจนกระทั่งปิดเทอมใหญ่ เธอปิดมือถือ ปิดการติดต่อสื่อสาร ขาดใจแทบแย่ แทบตาย ตอนนั้น สุดท้ายได้เจอกันอีกครั้ง เธอบอกว่าผมเป็นความผิดพลาดที่เธอต้องการจะลบเลือนออกไปจากชีวิต เป็นสาเหตุที่เธอลาออกจากมหาลัย เป็นความเจ็บช้ำที่ไม่อาจกลายเป็นที่หนึ่งในใจผมได้

ผมอยากบอกเหลือเกินว่าเธอเป็นที่หนึ่งในใจผมตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเธอเองก็มองข้ามสิ่งที่ผมพยายามจะแสดงออกเหลือเกิน ผมเป็นคนที่เชื่อว่าคำพูดไม่สื่ออะไรเท่ากับที่คนๆนึงจะรู้สึกได้ ไม่ใช่ผมไม่เคยพูด เพียงแต่ผมพูดไม่บ่อย แค่ครั้งหรือสองครั้ง นอกนั้นให้เธอและเวลาพิสูจน์ตัวผมเองว่าผมรู้สึกกับเธออย่างไร แค่ไหน

วันนี้ที่จริงแล้วผมควรจะอ่านหนังสือ แต่ภาพเธอยังคงลอยอยู่ตลอดเวลา ผมเองได้ปรึกษากับตัวเองแล้วพบว่าควรจะเขียนไดอารี่ หรือ tweet บนทวิตเตอร์ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอาการดีขึ้น แต่วันนี้ภาพเธอกลับชัดขึ้นมาอย่างที่ไม่ควรจะเป็น วางชีทต่อหน้าก็ยังไม่เห็นชีท เห็นแต่ภาพที่ผมเดินกับเธอ ไปส่งที่รถไฟฟ้า กลับบ้านด้วยกัน แม้จะไม่ใช่ทางกลับบ้านของผมเลยก็ตาม

ผมรักเธอ และแม้ว่าจะเป็นคนรักหรือแฟนเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้วก็ตาม ผมกลับรู้สึกว่าการพบเจอของเราเป็นเรื่องมหัศจรรย์ราวกับถูกจัดวางไว้ เป็นปาฏิหาริย์ที่ถูกเขียนไว้ เรารักแรกพบซึ่งกันและกัน แม้ว่าสิ่งที่ผ่านมาเหล่านั้นเธอจะบอกว่ามันเป็นความผิดพลาดก็ตามที ผมแค่อยากจะเป็นพี่น้อง (แน่นอนว่าตอนแรกคือขอเป็นพี่น้องแล้วกะไต่ความสัมพันธ์ต่อ แต่ตอนนี้ขอแค่นี้จริงๆ) ก็โทรไปบ้าง ทุกครั้งก็จะถูกตัดสาย และสุดท้ายที่เพิ่งผ่านมาก็โดนเมสเซจมาว่า “ฉันไม่อยากคุยกับคุณ กรุณาอย่าโทรมาอีก”

ผม…ไม่เคยพูดคุณ ผม กับเธอ เพรราะว่ามันทำให้ผมนึกถึงแฟนคนแรก เรามักเรียกกันด้วยชื่อเสมอ และติ๊กเองก็ไม่เคยคุณกับใคร ถ้าไม่ใช่คนที่มีความรู้สึกติดลบอย่างรุนแรง

ตัวฉันในอนาคตเอ๋ย แม้จะสอบเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เหตุผลที่ฉันจะบอกนายว่าทำไมถึงไม่ยอมไปอ่านหนังสือแต่มาเขียนบล็อกนี่มันก็เป็นเพราะว่าทุกอย่างนั้นอัดอั้นจนฉันไม่ไหวแล้ว อยากตายเป็นสิบๆหน กรีดไปก็หนนึง แต่ทุกอย่างมันต้องไปต่อข้างหน้า ขนาดต่อให้ตายตอนนี้โลกก็ยังคงหมุนต่อไป แล้วอกหักตอนนี้โลกจะหยุดหมุนอย่างนั้นฤๅ

พระเจ้าให้ลมหายใจมา จงลองใช้ให้หมด ใช้ให้คุ้ม จำมิได้ฤๅว่าเคยบอกว่าจะตายเป็นคนสุดท้ายของโลก จะต้องอยู่ต่อไปให้ได้ จะไม่ยอมตายแน่ๆ แม้ว่าจะไม่สามารถก่อประโยชน์อะไรให้กับโลกนี้ได้ก็ตามที

หัวใจข้าเอยแม้ถูกเฉยเมยถูกทอดทิ้ง
ถูกรังแกบอบช้ำมานานที เจ้ายังมีฉันอยู่ข้างใน
ฉันแม้จะเป็นตัวของเจ้า หากแต่เราคงต้องแบ่งความรู้สึกล้า
แม้จะเป็นใครๆก็ตามนา อย่าได้มารบกวนเราอีกเลย


ความรู้สึก

21 พฤษภาคม, 2009

ผมไม่รู้สึกโกรธเธอเลยที่จะทำเรื่องเลวร้ายกับผมเช่นนี้ เป็นเพราะคำว่ารักกระมัง ที่ทำให้ตาบอดได้ถึงขนาดนี้ ทำไมกันนะ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เปิดใจให้กับใครเมื่อสายไปแล้ว เปิดใจอย่างหมดหัวใจเมื่ออีกฝ่ายจะบอกเลิกเราอีกแล้ว ใครกันนะที่บอกว่าครั้งที่สองไม่เจ็บเท่าครั้งแรก ทำไมมันเจ็บปวดและอยากจะร้องไห้มากเช่นนี้ มีเพียงอย่างเดียวคือสะกดกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้ออกมาดังๆได้เท่านั้น แต่ภายในใจยังคงเจ็บปวดไม่ต่างกับครั้งที่ผ่านมา

ทั้งที่ไม่โกรธ แต่ผมเจ็บ ผมเสียใจกับการที่เธอบอกว่าผมเป็นแค่ความวู่วามในการตัดสินใจของเธอ เหมือนกับบอกว่าผมเป็นจุดด่างพร้อยที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ แล้วเธอต้องการจะลืมมันออกไป ทำไมกันนะ เมื่อผมรักใครอย่างหมดหัวใจ เธอคนนั้นจะต้องหมดความรู้สึกกับผมอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้ผมขอได้ไหม ขอน้องสาวที่น่ารักกลับคืนมา น้องสาวคนนั้นที่เราเคยเป็นพี่น้องกัน จะได้ไหม?

ด้วยความอยากตาย
อัสนี


The Best Quote

19 พฤษภาคม, 2009

จากตัวเองสู่ตัวเอง

จงจำเอาไว้ว่าตอนที่กำลังเขียนนี้ นายมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง ที่คอยฟังและพร้อมที่จะช่วยเหลือนาย
เพราะนายต้องการความช่วยเหลือ และพี่ๆทั้งหลายเค้าพร้อมที่จะช่วยเหลือนายเสมอ
เพราะนายต้องการคนที่จะฉุดนายขึ้นมา นายถึงมีเพื่อนๆ แต่ว่าคนที่จะตัดสินใจจะลุกขึ้นมาอีกครั้งก็คือตัวนายเอง
เพราะนายมีคนต้องดูแลและปกป้อง นายถึงมีน้องๆที่ดีกว่าคนที่บอกว่านายเป็นแค่การตัดสินใจเพียงชั่วคราว

จงจำทุกๆอย่างเอาไว้ ข้ามิได้อยากให้เจ้าลืมและก้าวเดินต่อไป ขอเพียงจงจดจำเอาไว้ ไม่เพียงแต่สิ่งดีๆที่น่าจดจำ แม้จะเป็นความเจ็บปวดอันเลวร้าย นายก็ต้องแบกรับมันเอาไว้ เพื่อที่จะจดจำเอาไว้ทุกเรื่องราว และก้าวเดินต่อไปพร้อมกับสิ่งที่แบกรับเอาไว้ จงก้าวเดินต่อไป อย่าได้แวะรับใครอีกเลย คนที่จะอยู่ด้วยกันกับนายตลอดก็คือเราเอง ตัวฉันเอง

คำพูดจากน้องทิพย์แฟนแพร (เป็นทอมที่นิสัยดีที่สุดในโลกที่เคยเจอมาเลย)
“หนูอยากให้พี่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คนที่ทิ้งพี่ไปรู้สึกผิด รู้สึกเสียใจที่ทิ้งพี่ไป”

คำพูดจากแพร
“แกยังมีเพื่อน ที่จะคอยฉุดแกลุกขึ้นมาได้ แต่อย่าลืมนะ คนที่จะตัดสินใจว่าจะลุกขึ้นเมื่อใหร่ก็คือตัวแกเอง เพื่อนๆทำได้แค่ช่วยแกฉุดขึ้นมาเท่านั้น ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของแก”

คำพูดจากพี่ก้อย
“น้ำเน่า ชั้นน่ะเห็นคุณเป็นเหมือนน้องชาย และในฐานะพี่สาวก็อยากจะบอกนายเอาไว้ว่านายต้องรักตัวเองเอาไว้ให้มากๆ สัญญากับชั้นซิว่าจะรักตัวเองและไม่ทำร้ายตัวเองอีก”

คำพูดจากเดียร์
“โนบิ เราไม่อยากให้แกหลอกตัวเองให้มีความสุขไปวันๆ แกควรที่จะเผชิญกับความจริงที่เกิด”

จากใจถึงตัวเอง
ตอนนี้ผมมีกล่องๆหนึ่ง ใส่ความทุกข์ใจทั้งหลายทั้งมวลเอาไว้ วันนี้กล่องอาจจะมีอายุแค่สองสามวัน พอมันหมดอายุ มันอาจจะเสียใจอีก แต่วึนหนึ่ง ผมจะบรรจุกล่องนี้ไว้ข้างในใจโดยที่มันไม่หมดอายุ แล้ววันนึง ผมจะพร้อมเปิดมันด้วยตัวเอง

ผมจะก้าวเดินต่อไป ไม่ใช่ที่จะลืมอดีตและก้าวเดินต่อไปอย่างที่น้องเค้าทำ น้องเค้าตัดสินใจที่จะลืมอดีต แต่ผมตัดสินใจว่าจะแบกรับความจริงอันเป็นอดีตและเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าจะเจ็บปวด จะร้าวราน ผมจะไม่ลบอดีตที่เกิดขึ้น แต่จะสู้กับมัน เหมือนกับปีที่แล้วผ่านมา แต่ไม่ผ่านไป

และสุดท้าย ผมขอสัญญาต่อทุกท่านที่อ่านว่าผมจะไม่ทำร้ายร่างกายตัวเองอีกต่อไป ผมจะไม่หันมีดเข้าหาตัวเองอีกแล้ว


ผมสงสัย ผมใครรู้ ผมจึงถาม (เสื้อแดง) ภาค๒

16 เมษายน, 2009

ผมสงสัย ผมใคร่รู้ จึงเรียนถาม
ว่ากันตาม อิสระดี มีเสรีภาพ
อันปลื้มปลาบ ซาบซึ้ง อึ้งใจหาย
ไม่ว่าไทย หรือไท จะเป็นไทย
ทำอย่างไร จึงมีสิทธิ์ คิดฆ่าไทย

อันตัวกู เป็นกลาง ทางการเมือง
อันจะเหลือง เสื้อแดง แม่งชิบหาย
ก่อเรื่องวุ่น ไม่เว้น ไม่วางวาย
แล้วยังไง การเมือง ไม่เกี่ยวตู

อันตัวผม เคยคิด อย่างจิตตก
ทำไมนรก จึงน่ากลัว น่าใจหาย
เพื่อป้องกัน คนเรา ว่าก่อนตาย
จึงจักได้ ทำดี เผื่อแผ่นดิน

มาวันนี้ สงคราม ท่ามกลางเมือง
อันได้เรื่อง มีคนตาย สองผู้พ่าย
หากมิใช่ คนไทย หรืออย่างไร
ซึ่งก็ใช่ ผู้เป็นกลาง ทางการเมือง

ท่านเป็นใคร มีสิทธิ์ คิดทำลาย
ไม่กลัวตาย ตกนรก หมกไหม้หรือ
หากกล่าวคือ อภิสิทธิ์ ต้องแพ้พ่าย
แล้วผู้อื่น จะต้องตาย มิวางวาย
ใช่หรือไม่ สันติภาพ ของท่านจริง?

ผมอยากถามว่าทำไมผมต้องเลือกข้างในสังคมไทย ผมขออยู่ตรงกลางไม่ได้หรือไง ทำไมต้องยิงประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำไมต้องฆ่าทุกคนที่ไม่ใช่สีตัวเอง ผู้พ่ายแก่ความตายอยู่สีคุณหรือฝั่งตรงข้ามหรืออย่างไร ผมไม่เข้าใจ

ผมเคยคิดว่าเรื่องการเมืองไม่ใช่ของวัยรุ่นสำหรับผม ไม่ใช่เรื่องของคนที่ไม่อยากยุ่งกับใคร ไม่อยากตอบว่าอยู่ฝั่งใดแล้วต้องมาทายใจว่าอีกฝั่งจะอารมณ์ขึ้นหรือลง แต่ผมค้นพบ(นาน)แล้วว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับใครๆก็ตาม มันพร้อมที่จะลุกลาม และทำให้คุณตายได้โดยไม่รู้ตัว ทั้งทางตรงและทางอ้อม การเมืองของทักษิณและเจ๊กเสื้อเหลือง ต้อง ส่งผลต่อคุณอย่างแน่นอน

ผมเคยเชื่อมั่นในหนทางของเสื้อเหลือง ที่ว่าทักษิณมันเลวจริง แต่ผมก็ได้ค้นพบสัจธรรมข้อนึงว่า

เสื้อเหลืองแม่งเชื่อในสิ่งที่โกหกตัวเอง

ดักดาน โง่งม เสนอข่าวเฉพาะด้านที่อยากจะฟัง แม้จะไม่จริง
ผมเคยเชื่อว่าเสื้อแดงเป็นผู้ที่แค่ต้องการประชาธิปไตย ทักษิณเป็นเพียงผลพลอยได้ เค้าแค่ต้องการประชาธิปไตยด้วยวิธีที่เสื้อเหลืองไม่ใช้

ถูกต้องแล้วครับ ตอนนั้นเสื้อเหลืองกำลังโง่งมโหวกเหวกโวยวาย เสื้อแดงได้คะแนนในใจของผมสำหรับความสงบนิ่งไปเต็มๆ
ปิดรัฐสภา ปิดโน่นปิดนี่ปิดนั่น ปิดสนามบิน

แม้ผมจะเกลียดเพื่อไทย / ไทยรักไทย / พลังประชาชน

แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเสื้อเหลือง
แต่แล้ว เมื่อวันหนึ่งเสื้อเหลืองหายไป
โจรขโมยทรัพย์สินในรัฐสภาหายไป

เสื้อแดงด่าเต็มที่ ซึ่งผมก็ว่าเป็นสิทธิ์ของเค้า ที่จะด่าอย่างสนุกปากว่าเสื้อเหลืองแม่งโจร ของในรัฐสภาหายบาน
โอ้ ใช่แล้ว สิทธิ์อันพึงจะพูดเพื่อความสนุกปากของสีแดงเริ่มต้นขึ้นแล้ว

แล้ววันนึง เสื้อแดงก็เริ่มลอกการบ้านเสื้อเหลือง
ปิดที่สำคัญ ปิดรัฐสภา ทำลายระบบเศรษฐกิจ
เยี่ยมครับ ลอกการบ้านมาชัดๆ นักเรียนคือเสื้อเหลืองเสื้อแดง เอาอาจารย์เทียบเป็นประชาชนได้มั้ยครับ?
แน่นอนครับสายตาประชาชนให้คำตอบได้ครับ

คือเสื้อเหลืองหรือต้นฉบับผิดครับ ดังนั้นเสื้อแดงที่ลอกการบ้านกันมาก็ผิดเช่นกัน
และผิดมากกว่าด้วย ที่แม่งเสือกก่อสงครามกลางเมือง

และยังมีหน้ามาพูดอีกด้วยว่า มันยังเร็วเกินไป
แปลว่าถ้าไม่วันนี้ก็วันหน้า คุณจะออกมาฆ่าผู้บริสุทธิ์เพิ่มอีกไม่รู้กี่คน
จะยึดรถที่เป็นภาษีของพ่อแม่ผม
จะเผายางอันมาจากเงินหลายๆคน
และทำลายประเทศชาติเพียงเพื่อคนที่บอกว่า “ผมไม่ผิด แต่ศาลต่างหากที่ผิด” อย่างนั้นเหรอวะครับ

อีกอย่างนึง ผมสงสัยมานานแล้ว

ผมเคยเชื่อว่าการสะกดจิตอาจจะมีอยู่จริง (ผมให้เรื่องนี้เป็น May Exist on this world somewhere)
อาจจะอยู่ในส่วนของโลกที่ผมไม่มีวันรู้จัก เปรียบได้กับผี คือได้ยิน แต่ไม่เคยเจอ (เอ๊ะ บล็อกข้างล่างเขียนไว้ว่าเจอที่เชียงใหม่นี่หว่า ^^)
แต่ตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจ
อ่านจากประชาไทยและฟ้าเดียวกัน

มีเสื้อแดงจะไปรัฐสภาและเห็นคนโดนรุมกระทืบ เลยหลบหนีออกจากบริเวณนี้
แล้วต่อมาได้ยินว่ามีเสื้อแดงทำลายมัสยิด เลยโกรธแค้น
แล้วคนนั้นก็บอกว่าไม่แปลกที่เค้าจะโกรธ

โอ้! เสื้อแดงที่มีเหตุผลปรากฏกาย? ยอดเยี่ยม เอาไปสิบคะแนน

แต่ต่อด้วยคำว่า “แล้วพวกผมเสื้อแดงจะทำไปทำไมครับ”

อ้าว ห่า คุณต้องตอบผมสิว่าทำไปทำไม ผมจะไปรู้เรอะ

ตอนนี้ ผมกำลังคิดว่าการสะกดจิตแบบหมู่มาก (ระดับ Mass) อาจจะมีอยู่จริง อาจจะอยู่หลังโฟนลิงค์ หลังวิดิโอปัญญาอ่อน ที่ปลุกระดมให้คนไม่ใช่ไทยทำลายชาติไทยก็เป็นได้

อ๊ะ ในฐานะบล็อกสาธารณะ (ไม่ได้ล็อกพาสเวิร์ด) ผมต้องกล่าวอะไรดีๆสินะ งั้นพูดงี้แล้วกัน

ผมอยากให้ชาติไทยมีประชาชนไม่ว่าชนชาติใดๆ (จะฝรั่งหรือพม่าลาวกัมพูชาเวียดนามอินโดนีเซียญี่ปุ่น ฯลฯ ที่มาอยู่ในประเทศ จะชั่วคราวหรือถาวร) รักกัน ไม่เกลียดชังซึ่งกันและกัน

หืม ส่วนตัวเหรอครับ

ผมไม่ต้องการกบฏในประเทศเรา

ปล.เศรษฐกิจย่อยยับ เสื้อเหลืองหายไป 6 เดือน โลกเริ่มลืมการปิดสนามบินประเทศไทย เกิดการก่อการร้ายในเมืองหลวงต่อ คุณคิดว่าใครจะมาครับ ถ้าจะเถียงล่ะก็ไม่ต้องเลยครับ ลองคิดว่าเมื่อสามเดือนก่อนบ้านคุณถูกวางระเบิด เดือนนี้ถูกเอานำมันก๊าดราดพร้อมจุดไฟ เดือนหน้าจะมีใครกล้าเดินผ่านหน้าบ้านคุณตรงๆบ้างไหม? แบบนั้นแหละครับ ประเทศไทย


ถามเสื้อแดง

8 เมษายน, 2009

สมัยก่อนผมต่อต้านทักษิณ (เปรียบได้ประดุจดังเสื้อเหลือง) และเกลียดเสื้อเหลือง (ที่ก่อกวนสังคมไทย) และชื่นชมเสื้อแดง (ที่ชุมนุมอย่างสงบ)

วันนี้ผมมีคำถาม อยากจะถามเสื้อแดงมากๆ

1. สมัยก่อนคุณอยู่สงบ ชุมนุมเรียบร้อยเพราะเสื้อเหลืองโวยวาย โหวกเหวก จึงไม่อยากเหมือนเค้าเช่นนั้นหรือ?
1.1 ถ้าใช่ นั่นคือเหตุผลที่คุณลอกการบ้าน (ทุบรถ ลากคนขับรถนายกมากระทืบ ทำลายข้าวของ และชุมนุมหน้าทำเนียบอย่างนั้นหรือ)
1.2 ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมคุณถึงทุบตีคนขับรถที่ทำหน้าที่ตามปรกติ ทุบรถนายกที่เป็นเงินของคุณ(ประชาชน) เชิดชูทักษิณที่ศาลที่คุณไม่เชื่อถือบอกว่าทักษิณผิด (พวกเสื้อเหลืองก็บอกว่าศาลนั้นถูกต้อง แต่ไม่ทำตามคำสั่งศาลให้ยุติการชุมนุมในตอนนั้น เกิดการขัดแย้งกันเองในสิ่งที่ทำ คุณกำลังทำเช่นนั้นหรือ? อะไรคือความถูกต้องของพวกคุณ)

2. ถ้าทักษิณถูกสังคมทำร้าย กล่าวหาทั้งที่ไม่มีความผิด คุณจะเป็นต้องทำร้ายคนที่บอกว่าเขาเป็นคนผิดหรือ? ทำไมต้องชกต่อยทุบตีและทำร้ายร่างกาย
2.1 คุณไม่คิดบ้างหรือว่ายิ่งทำร้ายคนอื่น สังคมก็มองคุณไม่แตกต่างจากเสื้อเหลือง คือเป็นพวกบ้าคลั่ง มองความจริงไม่ออก โดนอารมณ์บังหูบังตา
2.2 ทำไมถึงไม่คิดจะทำแบบสมัยก่อน คือชุมนุมอย่างสงบ เพื่อบ่งชี้ว่า ฝ่ายเราแตกต่างจากเสื้อเหลือง เพราะเราเป็นคนดี ทำไมต้องใช้กำลัง ใช้ความชั่วข่มความชั่ว

3. ทักษิณบอกว่าโฟนอินสด โฟนลิงค์สด ขอถามว่าทำไมภาพบนโปรเจคเตอร์ชัดจัง ผ่านเน็ทประเทศไทยท่อแบนด์วิธใหญ่ขนาดนั้นหรือ? ตอบผมที สงสัยมาก
3.1 กล้องโน้ตบุค? ภาพชัดจัง ขนาดขึ้นโปรเจคเตอร์นะเนี่ย
3.2 กล้อง? งั้นมันก็ไม่สดอะดิ อัดแล้วส่งมาเปิดเฉยๆ?

4.คำถามสั้นๆก่อนลาจาก ไม่ต้องตอบผม แต่ให้ตอบตัวเอง ว่าถ้าพรุ่งนี้อภิสิทธิ์บอกว่า โอเค ยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ปรากฏว่าสังคมไทยไม่รู้เกิดอาเพศอะไร ให้ประชาธิปัตย์ได้คะแนนร้อยละ 80 เป็นเสียงข้างมาก อันเป็นเหตุแปลกประหลาดมาก และเป็นฝ่ายรัฐบาลต่อ

คุณจะยอมรับได้หรือไม่ หรือจะชุมนุมต่อไป (เพราะคุณบอกมาตลอดว่าถ้าเค้ามาอย่างถูกต้องก็ไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้าน ผมขอให้คุณตอบตัวเองด้วย ว่าถ้าเกิดขึ้นจริง คุณจะเลิกชุมนุมหรือไม่?)