LumoPack

เมื่อสักปีกว่าๆ ที่ผ่านมาผมได้ไปแบคพาวเวอร์แบงค์ตัวนึง (เมืองนอกมีเรียกหลายชื่อ เช่น Battery Juice, Battery Pack) ชื่อว่า Lumopack โดยตอนที่กด Back ไปก็ทราบถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีตัวนี้ดีว่ารวมๆ ค่าส่งและค่าสินค้า (ถ้าคุณมองว่า Kickstarter เป็นแหล่งช็อปปิ้งของอะนะ) อยู่ที่ $75 – 80 ละมั้ง ผมก็จำค่าส่งไม่ได้แล้ว
Read the rest of this entry »

ป้ายกำกับ: ,

ฉันบอกใครไม่ได้ว่าฉันมาจากอนาคต เพราะนั่นจะเป็นการทำผิดกฏของการท่องเวลาและจะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลง จริงๆ แล้วไม่ต้องออกกฏแบบนั้นก็ได้เพราะถ้าฉันทำอะไรผิดพลาดไป ฉันเองอาจจะไม่ได้เกิดมาด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นจะเป็นความปั่นป่วนทางการเวลาครั้งใหญ่เพราะถ้าฉันไม่ได้เกิดมาฉันก็จะไม่ได้ย้อนเวลามาทำให้กาลเวลาปั่นป่วน

ฉันยืนอยู่ตรงนี้มาสักพักแล้ว โดยสิ่งที่ฉันทำได้มีเพียงอย่างเดียวคือเป็นพยานของปัจจุบัน และอนาคตของปัจจุบันที่กำลังมาถึงด้วยความเร็วแสง ฉันไม่อาจจะยื่นมือไปแก้ไขอะไรได้ แม้แต่ลูกแมวที่เพิ่งวิ่งตัดหน้ารถไป ที่จริงฉันเคยชอบแมวตัวนั้นมากเลยล่ะ

คนที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อนั้นแค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าใคร… นั่นคือฉันเอง เมื่ออายุน้อยกว่านี้สักสิบปีเห็นจะได้ แน่ล่ะถ้าคุณรู้ว่าฉันเดินทางข้ามกาลเวลามาที่ยุคสมัยนี้บ่อยแค่ไหนคุณควไม่อยากจะฟังเรื่องราวต่อแล้ว

ตอนนั้นฉันยังไร้เดียงสา คิดว่าถ้าหยิบยื่นเรี่ยวแรง มอบความช่วยเหลือให้กับคนอื่นได้ก็ควรทำ ที่จริงมันก็ไม่ผิดนักหรอกถ้าฉันเป็นคนของยุคสมัยนี้น่ะนะ

เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว… ไม่เอาน่า เราจะได้เจอกันใหม่แน่นอนฉันสัญญา ตอนนี้ฉันต้องไปปลอมตัว เพื่อห้ามตัวฉันเองไม่ให้สร้างปัญหาใหญ่ ฉันรู้ดีว่ามันไม่ง่าย แต่มันเคยถูกหยุดได้มาแล้ว และเคยย้อนเทปกลับไปเพื่อป้องกันเหตุการณ์นั้นมาแล้ว คราวนี้ฉันต้องมาแก้ไขสิ่งที่ฉันทำเอาไว้เมื่อห้าปีก่อน และต้องมั่นใจว่าจะไม่มีใครในอนาคต หรือตัวฉันเองในอนาคตย้อนเวลากลับมาแก้ไข มันอีกตลอดกาล

เอาล่ะ อีกห้าวินาทีรถจะชนกันแล้ว และฉันต้องเข้าสู่ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฉันกำลังจะลดความเร็วของเวลา ถ้ามีโอกาสฉันจะเล่าเธอนะว่าทำไม

พวกมันอยู่ตรงนั้น อยู่ในความมืด บางทีเราก็มองไม่เห็น บางทีเราก็มองเห็น… บางทีเราก็สัมผัสมันไม่ได้ บางครั้งก็รู้สึกถึงตัวตนอันแสนน่ากลัวของพวกมัน

ขนลุกชูชันเหมือนกับวิญญาณของเราสามารถสัมผัสพวกมันได้ แม้สติของเราจะไม่รับรู้ถึงตัวตนของมัน… คงเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษมนุษย์นับล้านๆ ปีฝังเอาไว้ในดีเอ็นเอ เหมือนกับโค้ดที่สั่งให้เราเอาตัวรอด และสืบสกุลต่อไปนั่นล่ะ

บางครั้งพวกมันมาในรูปของสัมผัสทั้งห้า แต่ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่พวกมันทำบ่อยสุดก็คือกระซิบข้างหู บางครั้งก็เอามือมาบีบหัวใจจนเต้นผิดจังหวะไป แต่ก็นั่นล่ะ นานๆ ถึงจะรู้สึกขมคอ แถมยากมากที่จะมองเห็นสิ่งที่มันหลอกหลอนระบบประสาทของเรา ส่วนกลิ่นนั้นเราไม่เคยสัมผัสถึงพวกมันเลย

พวกมันคอยกระซิบข้างหูของเรา… แกมันห่วยแตก ไม่มีใครต้องการแก แกมันความล้มเหลวของมนุษยชาติแห่งศตวรรษที่ 21 แกมันขี้แพ้ แกมันขี้เกียจ แพ้แม้กระทั่งความพยายามของตัวเอง

ไม่มีใครต้องการแก แม้กระทั่งคนที่แกคิดว่าเขาต้องการแกวันหนึ่งเขาจะไม่ต้องการแกอีกต่อไป แกคิดจริงๆ เหรอว่าแกจะสามารถเป็นที่รักของคนอื่นได้ แกคิดเหรอว่าแกมีค่าเพียงพอขนาดนั้น

อยากสัมผัสความห่วยแตกต่อไปงั้นเหรอ เอาสิ เชิญเลย เพราะแกคู่ควรกับความพ่ายแพ้แบบนี้นั่นแหละ

อยากชนะเหรอ เอาเลย ถ้าแกคิดว่าตัวแกมีค่าขนาดที่โลกจะให้ชัยชนะกับแกก็เอาสิ

คิดว่าสู้ได้ก็เอาเลยสิ ลองเลย จะได้รู้ว่าตัวแกน่ะสู้เท่าไหร่ก็แพ้ พยายามแค่ไหนก็แพ้ ไหนลองดูสถิติความสำเร็จในชีวิตตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาสิ มีอะไรที่แกทำสำเร็จเหรอ ทั้งสิ่งที่แกพยายามสุดตัวและไม่ได้พยายามเลยก็ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง ลองอีกสิ เพื่อที่จะได้แพ้อีกหนไงล่ะ

หลายครั้งเราก็ไม่ได้ยินเสียงของมัน แต่ในยามวิกาล ในยามเงียบสงบเหมาะสมแก่การทำงาน หรือพักผ่อน พวกมันก็จะกลับมา… เมื่อไม่มีเสียงมนุษย์คนไหนแย่งความสนใจของมัน มันก็จะคอยกระซิบ

บางครั้งมันก็จะยื่นมือมาบีบหัวใจของเรา คมกริบราวกับจะแบ่งให้แตกเป็นเสี่ยงๆ

มันบอกว่าถ้าไม่อยู่บนโลกนี้แล้วก็จะไม่ต้องเจ็บปวด… แต่ก็ไม่ต้องรู้สึกดีด้วยเช่นกัน อยากลองไหมล่ะ

ยังไม่อยากลองหรอกนะ… เรายังมีเหตุผลที่ต้องอยู่บนโลกนี้… มีคนจะเสียใจเมื่อเราตาย

ช่างมันปะไร คนเหล่านั้นสนใจแกจริงๆ เหรอ แกคิดว่าคนเหล่านั้นจะเสียใจกับแกไปสักกี่วัน กี่เดือน จะถึงปีเหรอ

….

….

….

….

ช่างเถอะ เรามีบางอย่างที่ยังอยากทำ หลายๆ อย่างที่ยังอยากเห็น ยังไม่ถึงเวลาของเราที่จะหายไป

คอยดูแล้วกัน แกจะต้องล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมานั่นแหละ

….

..

.

โลกนั้นมืดมิด โดยเฉพาะในวันที่ไร้แสงจันทร์
หดหู่และน่าหวาดหวั่น เหมือนกับว่ามันรอคอยเวลาที่เราเผลอไผล
รอคอยที่จะกวาดล้างเราออกไปจากโลกนี้
แม้ว่าจะมีแสงไฟในเมือง แต่โลกนี้ก็ยังมืดมิด

เสียงดนตรีที่คุ้นเคย ภาพที่คุ้นชิน หลอดไฟติดๆ ดับๆ ดวงเดิมๆ ที่เราเคยมองเห็น
ถนนเส้นเดิมที่ใช้ชีวิตนานนับปี
อากาศสกปรกที่ต้องทนสูดเข้าปอด
ตัวเลือกมีเพียงไม่รับมันเลย แล้วตายไป กับรับมันไปและตายอย่างช้าๆ ในเวลาไม่กี่ปี

หลอดไฟที่มนุษย์สร้างมันอาจจะไม่สว่างมากนัก แต่มันก็ทำหน้าที่ในยามที่ดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปได้
มันทำให้โลกยามค่ำคืนที่มืดมิดน่าหวาดหวั่นสว่างขึ้น แม้จะไม่สว่างเหมือนตะวัน แต่มันก็ยังทำให้เรามองเห็น
ความรู้สึกปลอดภัยที่อยู่ในใจคือสิ่งที่ทำให้เราต้องค้นหาหลอดไฟ
แต่ถ้าวันหนึ่งดวงตะวันทำหน้าที่ในยามกลางคืน… เรายังต้องการหลอดไฟอยู่หรือเปล่า

แล้วถ้าดวงตะวันที่เราเคยคิดว่าเกลียดชังเราเหลือเกิน จึงได้จากเราไปทุกวันในยามค่ำคืนกลับโผล่มาตอนกลางคืน ยิ้มให้หนึ่งทีและไม่พูดอะไรอีกเลย แล้วจริงๆ ดวงตะวันเกลียดเราจริงๆ หรือเราคิดไปเองนะ

หรือบางทีทั้งหมดนี้เราคิดไปเองหรือเปล่านะ

บางอย่างได้หายไป และมันเป็นเหมือนทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า บางครั้งก็ไม่มีใครใส่ใจว่ามันอยู่ตรงนั้น และเมื่อพบว่ามันโด่งดัง หรือสิ่งที่ใกล้เคียงโด่งดังก็นึกขึ้นได้ว่ามันมีตัวตนจริง

และเมื่อมันโผล่กลับมา มันก็เป็นเหมือนดวงดาวที่เปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้า บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่ดาวเคราะห์ที่รับแสงจากดาวดวงอื่นมาอีกทีหนึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างเรารู้ดีว่ามันคือดาวฤกษ์ที่มีพลังงานร้อนแรงพร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งอย่างที่ผ่านไปมา

เธอผู้เล่นกีตาร์คนนั้นหายวับไป และคนใหม่ก็เข้ามา เล่นกีตาร์ที่เรายังไม่รู้ว่ามันเพราะกว่าเธอคนนั้นหรือไม่ เราต้องการที่จะฟังมันให้นานกว่านี้ก่อนที่เราจะตอบได้ แต่ไม่ว่าจะเล่นเพราะหว่า หรือไม่เพราะไปกว่ากันนัก เราก็อยากจะฟังดนตรีที่เธอเล่นอยู่ดี มันไม่สำคัญว่าใครจะเล่นดีกว่ากัน มันสำคัญว่าเธอเล่นมันเพราะเสนาะหูเราไหม ถ้าใช่เราก็จะฟัง

แต่บางครั้งดนตรีที่ยังดังก้องอยู่ในหัวมันลบเลือนไปไม่ง่ายนัก เพลง Let it Go ที่ถูกเปิดระดมซ้ำๆ ทางอินเทอร์เน็ททุกเว็บ รวมไปถึงคำวิจารณ์ และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าเพลงบางประเภทมีรูปแบบโครงสร้างที่ติดหูง่ายมันยังดังก้องอยู่ในหู แม้จะไม่เคยฟังเต็มๆ หรือตั้งใจฟังเสียด้วยซ้ำ

หลายครั้งที่นักดนตรีคนใหม่ยังเล่นดนตรีอยู่ แต่เพลงที่นักดนตรีคนก่อนหน้าเคยเล่นมันก็แว้บขึ้นมา แล้วเราก็รู้ว่ามันเพราะ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าช่วงเวลาที่ฟังเพลงเหล่านั้นมันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายระหว่างที่ฟัง เหมือนกับเพลงบางอัลบั้มที่เราฟังตอนมีเหตุการณ์แย่ๆ หรือสนุกๆ เข้ามาในชีวิต แล้วรู้สึกว่าอัลบั้มเหล่านั้นมีอารมณ์ร่วมแบบเดียวกันกับชีวิตของเราไปด้วย แม้ว่าจะฟังไม่ออก หรือเนื้อร้องไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยก็ตาม

บางครั้ง… บางครั้งจริงๆ ดนตรีที่คุ้นหูโผล่มาแค่โน้ตเดียว เราก็จำได้ว่าเป็นฝีมือการเล่นของเธอ หลายครั้งเราต้องพิจารณาตลอดห้อง หรือทั้งเพลงเพื่อแยกลายเซ็นต์ของนักดนตรีให้ออกว่าใครกำลังเล่นเพลงนี้อยู่ เพลงเดียวกันคนเล่นเป็นพัน เป็นหมื่นคน ลายเซ็นต์คงจะเป็นสิ่งที่บอกเราได้ว่าใครคือคนที่กำลังเล่น ณ ตอนนี้

แต่นั่นแหละ บางทีโน้ตตัวเดียวที่คุ้นเคยก็บอกเราว่านี่คือเพลงที่เราเคยได้ยิน และอยากได้ยินไปตลอด เพราะความสุขของการฟังดนตรีมันก็ง่ายๆ แบบนี้แหละ มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอก ก็แค่มือที่เล่น เครื่องดนตรีที่ได้ยิน และฝีมือที่เก่งกาจ… นั่นละความสุขของเรา แม้เราจะไม่ได้ยินมันมานานเราก็รู้

แค่แวบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องประมวลผล เราก็รู้ว่านี่คือเพลงที่เราจะเปิดฟังไปตลอดสัปดาห์ ตลอดเดือน หรือตลอดชีวิต

คำถามง่ายๆ ที่ตอบง่ายๆ อย่าง “ทำไมเราจึงต้องจับคู่” กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อลองตอบคำถามนี้กับตัวเองในหลายๆ มิติ และพบว่ายิ่งพยายามไขว่คว้าหาคำตอบกลับยิ่งเจอคำถามมากขึ้น (เลยมาเขียน เผื่อวันหลังเจอคำตอบ หรือจะรวบรวมความคิดของตัวเองได้มากขึ้น)

ถ้าตอบกันแบบสิ่งมีชีวิต หรือนักวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมการจับคู่นั้นเกิดขึ้นเพื่อสืบพันธุ์ ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่สัตว์ส่วนใหญ่ก็จับคู่ทั้งนั้น จริงอยู่ว่ามีบางชนิดที่มันออกลูกหลานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอีกเพศ หรือสามารถเป็นทั้งสองเพศได้ แต่โดยรวมแล้วสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่สัตว์เซลล์เดียวต่างก็มีจุดประสงค์หลักคือการสืบพันธุ์

แต่มนุษย์เราโดยเฉพาะในช่วงกาลสมัยหลายร้อยปีที่ผ่านมาเราก้าวข้ามจุดนั้นไปแล้ว ถ้าสืบเสาะย้อนไปในกาลสมัยที่มีบันทึกยุคแรกๆ เราก็จะพบว่ามนุษย์เราพยายามแหกกฏของธรรมชาติมาตลอด (และเรียกสิ่งนั้นว่านวัติกรรม) ตั้งแต่สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ หรือการบินด้วยเครื่องบิน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นมักจะมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติเพียงพอที่เราจะหาทางแหกกฏของธรรมชาติให้สำเร็จ

เมื่อเรื่องราวเหล่านั้นเริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดา ประกอบกับอาหารการกิน ปัจจัยสี่ทั้งหลายเริ่มเป็นที่เพียงพอ มนุษย์เราก็เริ่มปลดล็อกโปรแกรมที่บังคับเรา ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้มักจะเป็นฮาร์ดโค้ด ฝังตัวอยู่ใน DNA ของมนุษย์ทั้งปวง… การที่มันอยู่ใน DNA อาจจะหมายถึงว่ามันอยู่มาตั้งแต่ยุคของป้าลูซี่ หรือก่อนหน้านั้นเสียอีก

มนุษย์ในปัจจุบันเริ่มจะต้องการผลประโยชน์ที่ธรรมชาติสร้างเอาไว้ มากกว่าการดำเนินไปตามธรรมชาติ เช่นมีเซ็กซ์เพื่อความสนุกล้วนๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ (ธรรมชาติสร้างให้เซ็กซ์เป็นเรื่องสนุก เพื่อบังคับให้สิ่งมีชีวิตสืบพันธุ์) หรือความกลัวตาย (เพื่อมีชีวิตไปสืบพันธุ์) แต่เป็นความรู้สึกท้าทาย เช่นการกระโดดบันจี้จั้มป์แหวกอากาศลงไปนับร้อยเมตร

การจับคู่เองก็เช่นกัน มนุษย์หลายๆ คนเริ่มไม่สนใจกับการจับคู่ตามธรรมชาติ (เช่นเป็นเกย์ หรือมีความสนุกเพียงชั่วครู่ และไม่มีเจตนาเพื่อการสืบพันธุ์) แต่โดยรวมแล้วมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังคงทำการจับคู่ และสืบพันธุ์ตามที่ธรรมชาติได้ฝังโค้ดเอาไว้มา

เมื่อพิจารณาว่าหลายๆ ครั้งเราไม่ได้สนใจโค้ดที่ธรรมชาติฝังมาแล้ว แต่ระบบการจับคู่ก็ยังคงเกิดขึ้น จนบางครั้งก็รู้สึกว่าหลายๆ ครั้งการจับคู่เกิดจากวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม มากกว่าการบังคับของธรรมชาติ

การคลุมถุงชนอาจจะมองได้ทั้งสองมิติ ว่าเป็นการจับคู่โดยวัฒนธรรม (ถ้าไม่ตายไปก่อนก็มีคู่ไว้สืบพันธุ์ 100% เนื่องจากโดยบังคับ) หรืออาจจะมองว่าไม่ใช่การบังคับของธรรมชาติ (มองหน้ามันแล้วไม่ได้อยากจะสืบพันธุ์สักหน่อย)

หรือบางครั้งสิ่งแวดล้อม เช่นเพื่อนๆ มีแฟนหมดแล้ว เลยอยากจะมีบ้าง หรือเป็นวัฒนธรรมภายในครอบครัวว่าทุกคนควรจะมีคู่ เลยต้องออกไปตามหา (บางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องการจริงๆ หรือถูกสร้างความคิดนี้ขึ้นมา)

ไม่แน่ใจนัก ว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เรายังต้องการการจับคู่จริงๆ หรือว่าถูกบังคับโดยสิ่งต่างๆ…. แน่นอน เมื่อมันถูกโปรแกรมมาในจิตวิญญาณ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนมากยังคง “ต้องการ” การจับคู่ แต่ถ้ามีโอกาสลองหันมามองตัวเองว่าตัวเองนั้นต้องการมีคู่เพราะอะไร

  • เพราะคนอื่นมี เราเลยต้องมี (เช่นเพื่อนมีแฟนหมด เราไม่มีแฟน เลยไม่มีใครไปไหนด้วย)
  • หรือเพราะการบังคับ จากสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรม (คุลมถุงชน, เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล)
  • หรือเพราะเราอยากมี

หลายๆ ครั้งความสัมพันธ์ที่คาดว่าจะหวานก็กลับพบว่ามันขม ฝาด และต้องทรมานจากความสัมพันธ์ที่เหมือนจะหวานในตอนแรก ก็ลองหันมามองตัวเอง ว่าเราจับคู่เพราะอะไร

ผมอยู่ที่นี่ ตรงนี้ เหมือนเช่นทุกครั้ง… ความมืดยังคงน่ากลัวเสมอสำหรับผม ไม่ใช่เพราะว่ามันซุกซ่อนสัตว์ประหลาดจากบรอษัทรับจ้างหลอกไม่จำกัด แต่เป็นเพราะความมืดมักจะปลดปล่อยจินตนาการของเราจนเราควบคุมมันไม่ได้ และความมืดมักจะสัมพันธ์กับความกลัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้แทนที่เราจะจินตนาการถึงมันฝรั่งลูกยักษ์ที่อบอยู่ในเต้าปิ้งสีเขียว หรือลูกชิ้นเนื้อเปื่อยในชามก๋วยเตี๋ยวเรากลับจินตนาการถึงเรื่องราวอันน่าเจ็บปวดอยู่เสมอ และวันนี้มันทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว

ทุกคนคงมีเรื่องราวในใจ ขมวดปมที่แก้ไม่ออกจนหลายครั้งคิดว่าเอากรรไกรมาตัดเสียยังจะง่ายกว่าค่อยๆ คลายปมนั้นออกอย่างช้าๆ แต่เราก็รู้กันดีว่ากรรไกรที่เรามีนั้นตัดได้เพียงปมที่ขมวดอยู่ แต่ว่ามันไม่ได้ตัดปัญหาที่ปมนั้นก่อขึ้น บางคนอาจจะเป็นลวดทองแดงที่ขมวดสายพันกันยุ่งจนไฟฟ้าลัดวงจร และการตัดสายไฟหมายถึงวงจรที่ขนดสะบั้นจนต้องหาสายใหม่เข้ามาแทนที่

ปัญหาของเราช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับจักรวาล เราเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ทำไม่ได้แม้กระทั่งตะขยับสักอะตอมบนดวงอาทิตย์เข้าหาเรา แน่นอนว่าปัญหาเรามันช่างกระจ้อยร่อยเล็กเสียจนไร้ค่าในสายตาโฮโมซาเปี้ยนเสียเหลือเกิน

แต่ขณะเดียวกันเราก็ทราบดีว่าแม้ปัญหาของเราจะเล็กน้อยกะจิดริดเพียงใด แต่สำหรับเราแล้วมันใหญ่ยิ่งกว่าจักรวาลจะหดตัวลง ณ บัดนี้ ตอกย้ำเข้าไปอีกว่าเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่พ่ายแพ้แม้กระทั่งปัญหาที่เล็กขี้ประติ๋วจนไม่มีหน่วยมาตรวัดในจักรวาลเล็กน้อยเพียงพอที่จะมาตีค่าเสียด้วยซ้ำ

นอกประตูห้องนั้นอาจจะ มีคนกำลังอดตาย และเราไม่สามารถยื่นมือออกไปช่วยเขาได้เลยด้วยซ้ำ

นอกอาคารหลังนี้อาจจะมีคนที่พ่ายแพ้ต่อระบบและคิดอยากจะจบชีวิตลงเสียด้วยซ้ำไป

มนุษย์ก็เป็นสัตว์ และสัตว์ทั้งหมดถูกฝังโปรแกรมพิเศษตัวหนึ่งที่ไม่ว่าการวิวัฒนาการไปไกลเพียงใดก็ไม่สามารถลบโปรแกรมนี้ได้ โปรแกรมชั้นต่ำที่ทำการตัดสินใจในยุคแรกเริ่มของมนุษย์ไร้อารยธรรมมาจนปัจจุบันนั้นก็คือหารเอาตัวรอด การรอดชีวิตอยู่เพื่ออนาคต ไม่มีสัตว์ตัวใดฆ่าตัวตายโดยเสียเปล่า

แต่มนุษย์เรากลับทะลุข้อจำกัดโปรแกรมไปมากมาย โดยคิดหรือกระทำอัตวินิบาตกรรมมานั้บครั้งไม่ถ้วน มนุษย์… ผู้น่าสงสารผู้สิ้นหวังจนระบบโปรแกรมเอาตัวรอดต้องผิดเพี้ยนไป

อยากจะช่วยเหลือพวกเขาแม้ไม่รู้จักกัน อยากจะยื่นมือที่มองไม่เห็นออกไปโอบกอดพวกเขาไว้แล้วบอกว่ามันจะผ่านพ้นไป เพราะเราไม่มีค่าพอที่จักรวาลจะเปลี่ยนปลงอะไร หรือโลกจะหยุดหมุนเพราะการจากไปของเรา การกระทำอย่างนั้นไม่เกิดอะไรดีขึ้นกับใครทั้งสิ้นทั้งปวง

บางทีวันหนึ่งวันที่ฉันล้มลงนอกอาคารหลังนี้ อาจจะมีมือใครสักคนมาโอบกอดฉันไว้เหมือนอย่างที่ฉันได้แต่คิดจะทำ และยับยั้งสติที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของฉันในการตัดสินใจ

มือที่มองไม่เห็น ของคนที่ไม่รู้จัก สู่คนที่หมดหวัง

มันช่างเจ็บปวดเหลือเกินกับความไร้พลังของตัวฉันเอง และของมนุษย์ที่แสนเปราะบางพวกนั้น

พฤษภาคม 2016
อา พฤ
« เม.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 3,392 other followers