วันที 2 ของฉันไม่สวยงามอย่างที่แพลนไว้นัก จริงอยู่ว่าหลายๆ ที่พอได้เห็นแล้วก็รู้สึกว่าเอาวะ ใช้พลังและเงินมาถึงญี่ปุ่นก็เพื่อจะได้เห็นนี่ล่ะ แต่มันก็ทำให้ถามตัวเองหลายครั้งว่าใช่เหรอวะ อยู่เหมือนกัน

วันนี้พวกฉันตื่นสาย… อืม ฉันจำไม่ได้ละเอียดนัก ฉันมานึกๆ ดูตามหลักการแล้วคนที่ตื่นสายน่าจะเป็นฉันนี่ล่ะไม่ใช่คนอื่นหรอก เพราะคนอื่นไม่ได้มีพฤติกรรมสายขี้เกียจเหมือนกับที่ฉันเป็น

เราไปถึงรถไฟ JR Namba ราวๆ 0930 (อิงจากข้อมูลบน Google Maps ที่เก็บเส้นทางการเดินทางของฉันไว้น่ะนะ) และไปถึงหน้าร้าน Endo Sushi ร้านซูชิชื่อดังท่ามกลางหมู่คนไทยตอนราวๆ 0953

endo sushi

ฉันก็ไม่รู้นะว่ามีร้านอื่นที่ดีกว่าไหม เพราะข้อมูลแทบจะทั้งหมดในอินเทอร์เน็ทพูดถึงแต่ร้านนี้ คือฉันว่ามันก็คงจะอร่อยมากๆ นั่นแหละ แต่บางครั้งฉันก็คิดว่าเพราะคนไทยไม่ยอมไปลองร้านอื่น มันถึงมีแต่ร้านนี้ด้วยหรือเปล่า

IMG_20160514_104220

เรารอคิวราวๆ 40 นาที (1033) ก็ได้เข้าร้านในที่สุด ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมร้านนี้ดัง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงที่เปิดร้านมานับร้อยปีเท่านั้น มันก็อร่อยจริงๆ นั่นแหละ

P5142880 P5142881 P5142883 P5142884

โดยจะมีซูชิเป็นคอร์ส (1, 2, 3, 4) ซึ่งแค่ละคอร์สก็จะเป็นของที่แพงขึ้นเรื่อยๆ เป็นขั้นบันไดราคา แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าจะกินก็จ่ายเพิ่มนะ แปลว่ายิ่งกินยิ่งคุ้ม เพราะราคาซูชิแต่ละคอร์สนั้นเท่ากันหมด (ของดีขึ้นแพงขึ้นเป็นสมการกราฟเอกซ์โปเนนเชียล แต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็นสมการกราฟเส้นตรง)

IMG_20160514_111645

ด้านหน้าร้านเป็นตลาดปลา กว่าฉันจะกินเสร็จก็ตั้งกี่โมงแล้ว ไม่หวังว่าจะได้เข้าไปดูประมูลปลาหรอก แต่แฟนฉันอยากไปเดินตลาดที่ขายของที่มาจากตลาดปลาอีกที (งงไหม? ฉันหมายถึงร้านที่เอาปลาดิบและสารพัดของที่ขายในตลาดปลามาแปรรูปน่ะ) และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ฉันถึงได้เห็นเนื้อโกเบแถวด้านหน้าแทนที่จะมีแต่อาหารทะเลแทนนะ ร้านนี้เห็นรางวัลเพียบเลยนะ

ต่อมาเราเดินไปยังสวย Utsubo Park โดยแวะโน่นแวะนี่ตลอดทาง ในใจฉันรู้แล้วว่าวันนี้เราใช้ Osaka Amazing Pass ไม่คุ้มแน่นอน เพราะเดินกันเป็นเต่าคลานแบบนี้ ฉันได้แต่ถอนหายใจแล้วพยายามทำใจว่าเงินมันเรียกคืนไม่ได้ ลืมมันเสียแล้วเอนจอยกับสิ่งที่พอจะทำได้ตรงนี้ดีกว่า

Kirin

ระหว่างทางผ่านร้านสะดวกซื้อประปราย (เข้าไปหลายร้านเหมือนกัน) สุดท้ายไปป๊ะกับเครื่องดื่มโคล่าของคิริน โดยข้างขวดเขียนชัดเจนว่า 0 kCal แหม่… ฉันไม่ชอบพวกเครื่องดื่มศูนย์แคลหรอกนะ แต่ทำไงได้ ฉันโดนการตลาดจาก Evangelion หลอก

การเดินเข้าไปที่สวนจากทิศที่เรามา (เออ ทิศไหนไม่รู้แฮะจำไม่ได้) อ้อมไปอ้อมมาพอสมควร สุดท้ายเราใช้วิธีลัดสนามเทนนิสเข้าไปแทน เจอสนามกีฬาขนาดใหญ่พอสมควร

PANO_20160514_124118

ที่สวน Utsubo Park ฉันเข้าใจ (เอาเอง ถูกไหมไม่รู้) ว่ากำลังมีเทศกาล Europe Flower หรืออะไรสักอย่าง ที่หมายถึงเทศกาลดอกไม้ยุโรป เราเดินรอบๆ คนเยอะแยะมากมาย ที่ทำให้ฉันตะลึงไปก็คือมีคนเอาเต้นท์จิ๋วมากาง โอ้ว ฉันว่าตอนฉันเห็นเก้าอี้พับเพื่อนั่งต่อคิวครั้งแรกก็อึ้งไปแล้วนะ แต่เอาเต้นท์เพื่อมากางกันแดดนี่ร้ายกาจจริงๆ

IMG_20160514_124328 IMG_20160514_124453 IMG_20160514_124808 IMG_20160514_125634 IMG_20160514_125717

รูปมันก็เยอะอะนะ ฉันว่าจะเอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊คดีกว่า เพราะนี่คือ Blog ลงแค่รูปไม่เท่าไหร่ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะ

IMG_20160514_130500

รูปนี้อีพิขมาก ป้าจ๊ะ ฉันนึกว่าป้าเป็นศพนอนตายนะจ๊ะ

IMG_20160514_143312-01

สุดท้ายเราคำนวนแล้ว เราไปได้อีกที่เดียว เลือกเอาระหว่างสวนสัตว์กับปราสาทโอซาก้า เราไปปราสาทกันด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะปราสาทไม่ได้อยู่ติดริมถนน แต่ต้องฝ่าสวนขนาดใหญ่เข้าไปก่อน พอเข้าไปแล้วก็ต้องไต่รอบๆ เข้าไปอีก เดินกันเยอะพอสมควรเลยล่ะ ภาพรูปมานิดหน่อยแล้วกด HDR ภาพก็สวยแล้ว ทัวร์จีนเยอะมาก การจะถ่ายรูปปราสาทโล่งๆ เป็นความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงเลย

IMG_20160514_145306 IMG_20160514_145312-01 IMG_20160514_145644-01 PANO_20160514_150926 IMG_20160514_151809

ข้างในปราสาทนั้นถูกดัดแปลงใหม่หมดแล้ว โชกุนมาเห็นคงจะตกใจ เมื่อที่พักอันสลับซับซ้อน (อันนี้มโนเอง ว่ามันควรจะซับซ้อนเพื่อเป็น Fortress ในตัว) กลายเป็นบันไดวิ่งขึ้นลง และลิฟท์ที่วิ่งตรงจากชั้นล่างสุดไปบนสุด ข้างในกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยราวๆ ชั้น 3 – 5 (หรือใกล้เคียงตัวเลขตรงนี้แหละ) กลายเป็นชั้นที่จัดแสดงแบบห้ามถ่ายรูป จริงๆ แล้วที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ผู้คนในยุคสมัยโชกุนนั่นแหละ มีแต่โครงสร้างภายนอกเท่านั้นที่ยังดูโบราณ ข้างในทันสมัยยิ่งกว่าที่อื่นในโลกหมดแล้ว

IMG_20160514_153049

ชั้นบนสุดนอกจากจะเป็นอาคารให้ออกไปดูรอบๆ (มีกั้นกันคนตก) ก็มีหลอกขายของฝาก… ซึ่งลงไปซื้อข้างล่างได้เช่นกัน (รูปข้างบนเป็นร้านขายของฝากชั้นล่าง จะเห็นได้ว่าถึงจะโดนหลอกให้ซื้อข้างบนแล้วก็ยังลงมาโดนหลอกซื้อข้างล่างกันเยอะแยะอยู่ดี) แถมของก็ไม่ Exclusive แต่ประการใด (ไปหาของหน้าตาเหมือนกันเป๊ะได้ที่ Tsuruha หรือ Don Quijote) ไม่แนะนำให้ซื้อ ยกเว้นถูกใจจริงๆ และขี้เกียจจะไปหาให้เจอที่ร้านอื่น

PANO_20160514_154145

(ที่เห็นในภาพนี่ล่ะร้านขายของฝาก)

IMG_20160514_154307 IMG_20160514_154755 IMG_20160514_154822 IMG_20160514_155220

จากนั้นเราก็กลับ แต่มากับคนกลุ่มนี้ไม่มีทางกลับง่ายๆ ไปต่อที่ร้านขายของฝาก (ข้างนอกปราสาท สรุปว่ารอบๆ นี้ร้านของฝากเยอะสุดๆ) ฉันชักไม่แน่ใจว่า Sanrio มีความสัมพันธ์อะไรกับโอซาก้าหรือเปล่า เพราะแลดูจะเห็นสินค้า Sanrio โดยเฉพาะคิตตี้ และไข่หมดแรง Gudetama ไปเป็นของฝากทุกอย่าง ตั้งแต่ซองมือถือ เคสไอโฟน ไปจนถึงถุงเท้า

ฉันจำไม่ได้ว่าวันนั้นหลงทางหนักแค่ไหน แต่อาจจะเป็นวันนี้ที่เราหลงทางเพราะเที่ยวรถ 18:00 และ 18:01 ไปกันคนละที่ สุดท้ายเลยไปผิด เดินทางกลับใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงกว่า แทนที่จะเพียง 40 นาทีเท่านั้น

ในที่สุดเราก็ไปถึง Nankai Namba ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่าเป็นห้าง และสมาชิกทัวร์มั่วซั่วของเราก็เข้าไปซื้อรองเท้าที่ ABC Mart ส่วนฉันทำได้แค่เพียงรอ… ใช่ ฉันจะทำอะไรได้อีกละ ถ้าฉันอยากจะไปไหน ฉันก็ห้ามไปตามที่ฉันต้องการ แต่ถ้าฉันไม่อยากจะไปไหน ฉันทำได้เพียงนั่งรอแกร่วอยู่ตรงนั้น ห้ามไปที่อื่นคนเดียว

 

เราอยากไปโดทนบุรี (ฉันเพิ่งรู้หลังจากกลับมา เพราะตลอดเวลาอยู่ที่นั่นเรียกผิดเป็น ดงทงบุริ มาตลอด) แต่แบตเตอรีทุกอย่างหมด มือถือ ไวไฟ พาวเวอร์แบงค์ เลยตัดสินใจกลับบ้านไปเก็บของที่ซื้อมา และแวะกินข้าวก่อน สุดท้ายไปจบที่ร้าน Yayoiken ที่ชื่อเหมือนยาโยอิบ้านเรา

ก่อนเข้าไปนึกว่าร้านจะเป็นร้านอาหารท้องที่ แต่ปรากฏว่าเป็นร้านแฟรนไชส์ ส่วนสาเหตุที่ฉันเดาว่ามันเป็นแฟรนไชส์ก็เพราะว่ามันมีเครื่องขายอัตโนมัติอยู่ด้านหน้า (กดเสร็จจ่ายตังแล้วจะได้ตั๋วออกมา เอาไปยื่นให้พนักงาน) พนักงานก็ใจดีเนื่องจากเห็นว่าเราเป็นชาวต่างชาติเลยเดินมารับตั๋วถึงที่ ทั้งที่ความจริงเราต้องเอาไปยื่นให้ที่หลังร้านด้วยซ้ำ อาหารราคาเอาเรื่องอยู่แม้จะเป็นแฟรนไชส์ แต่เอาน่า ตัวเครื่องก็มีภาษาไทยให้ใช้งานด้วยนะ อ่านไม่ยากสักเท่าไหร่หรอก

IMG_20160514_201657

หลังจากเก็บของเสร็จและกินข้าวแล้ว เราก็เดินวนกลับไปยัง โดทนบุริ อีกรอบหนึ่ง ฉันเหนื่อย และปวดขา… แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย เนื่องจากสาวๆ เข้าไปในประตูมิติที่ชื่อว่า Tsuruha ซื้อของหนีภาษี (จริงๆ คือซื้อแบบปลอดภาษีนั่นแหละ) ราวๆ 2 – 3 ชั่วโมง… ฉันอยากกลับบ้าน ฉันมาทำอะไรที่นี่เพื่อความว่างเปล่าที่ฉันไม่ต้องการกัน?

แน่นอนว่าฉันเสียดายเวลาสามชั่วโมงที่ฉันเอาไปเดินรอบโอซาก้าได้ แทนที่จะมายืนรอโง่ๆ ที่ร้านเหลือเกิน นี่ฉันจ่ายเงินสองสามหมื่นบาทเพื่อมายืนรอผู้หญิงซื้อของหรือนี่

IMG_20160514_205604 IMG_20160514_205939 IMG_20160514_205336

ยังดีว่าหลังจากบ่นแล้วบ่นอีก แฟนฉันเลยอนุญาตให้เดินไปรอบๆ พื้นที่โดทนบุริได้ โดยคาดว่าจะซื้อของอีกสามสิบนาที… (นั่นล่ะ ฉันข้างบนว่า 2 – 3 ชั่วโมง แปลว่าสุดท้ายฉันกลับมาก็ยังไม่เสร็จ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ไปไหน)

ขากลับฉันเดินเข้า Family Mart อีกรอบ (ที่นี่เรียกสั้นๆ ตามสไตล์ภาษาญี่ปุ่นว่า Famima) หาโคล่าที่ฉันไม่ค่อยชอบสิ่งที่มันเป็น (ปล. 0 Cal แต่อร่อยนะ ไม่แย่เลย ไม่บอกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นพวก 0 Cal ขณะที่ Pepsi Max, Coke Zero นั้นฉันไม่อยากจะแตะเลย) แต่ก็ซื้อมาอีกสองขวด จริงๆ ลายมีทั้งหมดหกแบบ แต่ฉันเอาแค่ Eva 01 มาเพิ่มอีกก็พอใจแล้วล่ะ

ฉันต้องรีบทำงานนะ ฟรีแลนซ์ก็อย่างนี้ล่ะ ถึงจะมาเที่ยวก็ต้องส่งงานตรงครบตามจำนวนแม้จะเป็นวันหยุด เสร็จแล้วต้องไปแพลนเที่ยวโกเบพรุ่งนี้อีก… ฉันอยากนอนไวๆ เหมือนกับคนอื่นเหลือเกิน

ฉันต้องออกตัวก่อนว่าฉันเขียนบล็อกเหล่านี้หลังจากเที่ยวเสร็จ กลับไทยมาแล้ว แน่นอนว่าฉันแก่แล้ว และถ้าใครสนิทกับฉันก็จะรู้ว่าหลังๆ ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้เหมือนสมัยเขียนไดอารี่ลง Gulife ที่ละเอียดยิบๆ ฉันจะจำได้ว่าทำอะไร ที่ไหน แต่ลงรายละเอียดเป๊ะๆ ไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว ฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะฉันใช้ชีวิตผิดไปจากที่ควร ร่างกายเลยพัง สมองเสื่อมไปแล้ว เอาละ อย่าเพิ่งนอกเรื่องเลย เอ ฉันควรจะเริ่มจากอะไรก่อนดีนะ

IMG_20160513_052350

เริ่มจากฝั่งไทย หลังจากมานั่งๆ นอนๆ รอที่สนามบินดอนเมืองมาตั้งแต่เที่ยงคืน ฉันก็ทำงานไป หลับไป เงกไป สติล่องลอยไป พร้อมกับก่นด่าสายการบินนังสก๊อยว่าทำไมเลื่อนเวลาเช็คอิน… ฉันต้องเช็คอินตอน 05:25AM เลยเนี่ยนะ พอตีห้าเราก็เลยลองไปเดินดู โหว ทำไมคนเค้าต่อคิวเช็คอินกันแล้วล่ะ! (แสดงว่าอ่านอีเมล์มากัน เลยรีบมา) เอากะเขาสิ ต้องรออีก 25 นาทีเลยนะเนี่ย

ผ่านไป 25 นาที คิวยาวขึ้นเรื่อยๆ ฉันคิดว่าถ้าฉันอยู่คนเดียวฉันเป็นตัวซวย ส่วนถ้าฉันอยู่กับแฟนฉันเป็นคำสาป คือเวลาเราไปเข้าร้านไหนคนจะต่อคิวหลังเรายาวขึ้นมากๆ (ประมาณว่าถ้ามาช้ากว่านี้สองนาทีก็ไม่ต้องต่อคิวแล้ว) ไม่แน่ใจนักว่าเป็นตัวนำโชคหรือเปล่า (ไม่ต้องต่อคิวนาน)

หกโมงแล้ว… นกสกู๊ตหลอกฉัน มันส่งอีเมล์มาบอกว่าเช็คอินตีห้า ยี่สิบห้านาที แต่นี่ดีเลย์มาครึ่งชั่วโมงแล้ว ข้างๆ เป็นคุณป้าๆ ลุงๆ และหลานวัยสองสามขวบที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้อ่างเดียว ฉันอยากได้สก๊อตเทปเหนียวๆ มาพันปากเด็กเหลือเกิน

หกโมงครึ่ง ในที่สุดก็เริ่มเช็คอิน ชีวิตไม่ง่ายเลยกับการเช็คอินกับสายการบินนี้ มาช้าก็กลัวจะโดน Overbooking ส่วนมาเร็วก็ต้องรีบแย่งคิว จะไปนั่งกินนอนกินที่เก้าอี้ไม่ได้นะ (แนะนำว่าส่งคนมารอคนเดียวแล้วผลัดกันยืนก็พอ ถ้าไม่มีกระเป๋าโหลดนะ ถึงเวลาก็ยื่นพาสปอร์ตไปตามจำนวนคน

เสร็จก็เข้าเกต อืม ทำอะไรบ้างนะ กรอกใบตม. ถ้าถือพาสปอร์ตไทยก็จะมีเครื่องตรวจอัตโนมัตินะ คนอื่นอาจจะรู้แล้วมั้ง ฉันก็เพิ่งจะรู้ตอนเดินเข้าไปนี่ล่ะ สะดวกดี แต่ก็มีเจ้าหน้าที่คอยคุมหนึ่งคน ถือว่าลดจำนวนการใช้แรงงานไปได้

ฉันจำช่วงเวลาในเกตไม่ค่อยได้ เหมือนคุ้น ว่าก็ช้าเหมือนกัน สายการบินนี้รู้สึกจะช้าไปหมด แต่ชอบส่งอีเมล์หลอกให้มาไวๆ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าพวกฉันมันช้าจนเขาต้องใช้ยุทธการนี้ หรือสายการบินนี้มันแค่กวนตีนเฉยๆ

Inflight Gradient

เรื่องตลกที่ฉันเจอในสายการบินคือมีแอร์คนหนึ่งชื่อ อาร์วี (หรืออะไรสักอย่างนี่ล่ะ) พอทาง Flight Attendant บอกว่าเรามีแอร์ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย ชื่ออาร์วี ก็จะพูดว่า “We also have Japanese Speaker Flight Attendant, are we?” อืม จริงๆ เค้าคงบอกชื่อแหละ แต่ฉันก็ฟังแล้วตลก นึกว่าเขาไม่มั่นใจในสิ่งที่พูดซะอีก มารู้อีกทีก็ตอนลงนั่นล่ะ ว่าอาร์วีนั่นชื่อ ว่าแต่ชื่ออาร์วีนี่ภาษาญี่ปุ่นเหรอ ยังเดาไม่ถูกจริงๆ

แน่นอน ฉันบินไปหลายชั่วโมงเลยล่ะ ราวๆ 6 ชั่วโมงได้ ไปถึงก็วุ่นวายกับการเช็คอินเข้าประเทศ เพราะฉันนอนที่บ้านใน Airbnb ไม่ได้นอนโรงแรม เจ้าหน้าที่ก็ดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ บอกให้ใส่ชื่ออยู่ได้ พอหลังๆ เริ่มคุยกันรู้เรื่องถึงให้ใส่บ้านเลขที่ของเจ้าของ Airbnb ได้แทน

แน่นอนว่าพ่อกับแม่ และน้องไม่รู้ แถมโดนจับแยกกันอีก เจ้าหน้าที่ตอนแรกไม่ยอมให้เราข้ามฝั่งไป คงกลัวจะคุยกันเพื่อก่อการร้ายหรือยังไงนะ สุดท้ายแฟนฉันใช้พลังมโน โง่ภาษาอังกฤษใส่บ้าง เอ้า เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยไปแฮะ หรือว่าภาษาอังกฤษทั่วๆ ไปจะสื่อสารไม่ได้เท่ากับการใช้คำง่ายๆ อย่าง My father know nothing

ผ่านตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) ไปได้ก็เจอศุลกากร ให้กรอกใบ ซึ่งถ้าเราไม่ได้หิ้วอะไรมา หรือผิดกฏหมายก็จะได้ตอบว่า No No No No กี่ตัวไม่รู้จำไม่ได้ แต่ตอบ No ทั้งหมด แล้วก็ผ่านไป

IMG_20160513_160955
IMAG0017

ออกมาเจอสตาร์บั๊กเป็นอย่างแรกเลย ส่วนฉันก็เดินวนๆ ดูซิมมือถือ ประกอบกับถามคนอื่นๆ ในเน็ทแล้วสรุปว่าซื้อๆ ไปเถอะ เลยซื้อ SO-Net มา เข้าใจว่าเป็นเครือข่ายของ SONY แต่เน็ทเวิร์คทั้งหมดวิ่งอยู่บน NTT DocoMo ฉันตัดสินใจอยู่นานระหว่าง 1GB ราคา 3,000 เยน กับ 3GB ราคา 5,000 เยน

IMG_20160513_182539

จากนั้นเราก็นั่งรถไฟ JR เข้าเมือง รถไฟที่นี่มากมาย วุ่นวาย มหาศาล งุนงง งงงวย ไม่แพ้ที่นิวยอร์ก ถ้าไม่อ้างอิงนิวยอร์กล่ะก็ ที่นี่มีหลายแพลตฟอร์มในสถานี และบางทีก็มีรถไฟคนละสายที่อยู่กันคนละฟาก รวมทั้งเวลาที่เป๊ะๆ บางทีมีคันที่วิ่งรอบ 18:00 และ 18:01 แต่ไปคนละทางมาจอดที่แพลตฟอร์มเดียวกัน ต้องดูเวลาให้ดี แต่ที่แน่ๆ คือดูป้ายรถไฟอันบนสุด เพราะรถมันจอดขี่กันในสถานีไม่ได้อยู่แล้ว

เส้นทางที่ Google แนะนำมาค่อนข้างไกล (จนตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นวิธีที่ดีไหม แม้จะกลับมาแล้วก็ตาม) วิ่งจาก JR Kansai Station ไป Tennoji แล้วเปลี่ยนไป Imamiya และเปลี่ยนไป JR Namba แน่นอนว่าพวกหลงเข้าเมืองอย่างเราไม่รู้อะไรสักอย่าง (วันแรกไม่รู้ด้วยว่า Google บอกแพลตฟอร์มได้ว่าต้องขึ้นเบอร์ไหน) สุดท้ายถามคนอื่นด้วย Google Translate เอาอย่างเดียว ฉันหลับแล้วหลับอีกนั่งไปร่วมชั่วโมง เปลี่ยนรถสี่คัน ในที่สุดก็ไปถึง JR Namba

ข่าวร้ายคือแฟนฉันไม่เคยเปิดเอกสารที่เจ้าของห้องส่งมาให้ดู เราขึ้นผิดทิศ ไปกันผิดทาง และหลงหากุญแจไม่เจออยู่นาน ในที่สุดก็เจอกุญแจ (เจ้าของใช้วิธีเอากุญแจใส่ไว้ในตะกร้าจักรยาน แล้วใส่ล็อกเกอร์จิ๋วอีกที ต้องหาจักรยานให้เจอ แล้วปลดล็อกรหัสเพื่อเอากุญแจห้อง) และเข้าห้องได้

มาถึงอากาศก็เริ่มเย็น ผิวรู้สึกเหมือนโดนมีดกรีด และงุนงงกับระบบพาสโค้ดเข้าคอนโด บางครั้งฉันกดแล้วมีตัวเลขขึ้นหน้าจอ บางครั้งกดไปก็ขึ้นแต่เลขสอง ฉันจะกดพาสเวิร์ดที่ถูกต้องก็ไม่ผ่านเสียที สุดท้ายระบบปิดตัวเองต้องรอนานกว่าจะกดได้อีกครั้ง และไม่ขึ้นเลขบนหน้าจอแล้ว

เมื่อเราขึ้นลิฟท์มาถึงชั้นหก ห้องนอนอยู่สบาย เตียงนุ่ม มีเครื่องซักผ้าและราวตากผ้าไฮโซ (เมื่อเทียบกับที่บ้านฉัน) ในห้องมี WiFi จาก WiMax เทคโนโลยีที่ทั่วโลกเลิกใช้ไปแล้ว ตู้เย็น เครื่องทำน้ำร้อนสำหรับกาแฟ เตาไฟ เครื่องทำน้ำร้อน ครบและเกินความต้องการเลยทีเดียว

ทุกอย่างดูสะอาดตา ดูดีจนเรานึกว่าห้องนี้ทำมาใหม่ ไม่จริงเลย เพราะว่าห้องนี้พลาสติกล้วนสีเหลืองชา แสดงถึงอายุหลักสิบปี แต่เทคโนโลยีทั้งหมดยังนำประเทศไทยไปไม่น้อยกว่า 10 ปี อาจจะอนุมานได้ว่าเทคโนโลยีในห้องธรรมดาๆ นี้นำหน้าประเทศไทยไปยี่สิบปีเลยก็ว่าได้

รายังหิว… แต่เวลานี้จะไปหาอะไรกินได้ ตอนนี้คงราวๆ สามทุ่มแล้ว และเราไม่รู้จะหาอะไรกิน สุดท้ายเราจึงไปจบที่ Family Mart นั่นเอง ทุกคนซื้ออะไรสักอย่าง ข้าวปั้น ข้าวกล่อง ฯลฯ ส่วนฉันน่ะเหรอ ซื้อขนมปังแบบตัวการ์ตูนในมังงะซื้อมากิน ให้ตายสิ ขนาดเป็นของระดับล่างในร้านสะดวกซื้อยังอร่อยขนาดนี้เลย

ขนมปังไส้กรอกราดมัสตาร์ดราคา 125 เยน อร่อยกว่าที่คิดเยอะเลยทีเดีว

ที่นี่ไม่เหมือนกับอเมริกาที่มักจะแปะราคาไม่รวมภาษีเอาไว้ เพราะที่นี่มีทั้งราคาที่รวมภาษีแล้ว และยังไม่รวมภาษีด้วยกัน (มองหาเลขมากกว่าเป็นหลัก)

เอาล่ะ กินเสร็จก็เขียนงานล่วงหน้าแล้วก็นอน รู้ไหมว่าทุกวันฉันจะออกไปเที่ยว หลงทาง แล้วกลับมาทำงานเหมือนกับอยู่ประเทศไทยเลย จริงๆ ถ้าฉันไม่ต้องเขียนงานแล้วเขียนบล็อกแทนบล็อกนี้คงจะยาวเหยียดจนเธอไม่อยากอ่านเลยล่ะ

ฉันนอนก่อนนะ ฉันเหนื่อยกับการเดินทางจังเลย

[May 3rd, 2016]

สิบวันก่อนบินไปโอซาก้า… ช่างเป็นวันที่จุดไฟความพะอืดพะอมในใจของพวกเราอย่างมาก โดยเฉพาะฉันซึ่งคิดล่วงหน้าไปถึงคนที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่ได้ไป ฉันรู้สึกอยากอ้วก… ตรงนี้ไม่ใช่คำประชดประชันเวลาที่มีคนเล่นมุกเสร่อๆ หรือทำตัวหน้ารังเกียจ แต่ฉันอยากอ้วกจริงๆ เมื่อคิดไปแทนคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2015 หรือง่ายๆ คือราวๆ 5 เดือนก่อน แฟนของฉันได้จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นให้กับครอบครัว และตัวฉัน รวมกันแล้วห้าชีวิต เหตุผลง่ายๆ ที่นางจองตั๋วไปญี่ปุ่นก็เพราะว่านางโตแล้ว ทำงานแล้ว แต่ไม่สามารถให้เงินพ่อกับแม่ได้ เนื่องจากถ้าให้ไปสุดท้ายพ่อกับแม่ก็เอามาให้อยู่ดี เช่นล่าสุดเอามาซื้อเครื่องซักผ้าให้ที่คอนโด นางจึงตัดสินใจว่าถ้าให้เงินพ่อแม่ไม่ได้ งั้นใช้อะไรสักอย่างที่พ่อแม่จะปฏิเสธไม่ได้ เช่นการพาไปเที่ยวต่างประเทศดีกว่า (แน่นอนว่าฉันเป็นของแถม และต้องจ่ายเอง ไม่ได้ออกให้แต่ประการใด)

จริงๆ แล้ววันนั้นนางทำการจองตั๋วโดยไม่ปรึกษาสักคำ ฉันจะบอกแล้วว่าตั๋วนรกสเก๊ตน่ะ มันลดตลอดแหละ ไอ้คำว่าโปรโมชันน่ะมันหลอกกันเห็นๆ สาเหตุก็เพราะว่านางเห็นโฆษณาสายการบินนักสกัดบนเฟซบุ๊ค… โธ่ เธออ่านดีๆ เธอก็จะพบว่ามันบอกว่าราคาโปรดมชันหมดเขตไปสัปดาห์ที่แล้ว แต่เธอยังได้ราคาโปรโมชันน่ะก็เพราะว่ามันลดตลอดนั่นแหละ เธอโดนหลอกแล้ว มันไม่เคยจะขายแพงกว่านี้หรอก

หลังจากผ่านไปสองเดือน เราได้ที่พักในโอซาก้าผ่าน Airbnb แล้ว และที่นอนโรงแรมระดับเรียวกังในเมืองคิโนซากิออนเซ็น… ว่ากันตามตรงนะ คนในทริปไม่ได้อยากไปออนเซ็น ส่วนใหญ่ถ้าไม่รู้สึกเฉยๆ ก็อยากไปเมืองนี้ (ไม่ Neutral ก็ Positive) ราคาที่พักสำหรับห้าคนแพงบรรลัยเลยล่ะ… เรียวกังคืนเดียวร่วมหมื่น ส่วน Airbnb ในโอซาก้าก็เกือบสองหมื่นสำหรับเวลาหกคืน… จริงๆ เราก็พลาดไปนิดนึงตรงที่จองสามวันแรก (ก่อนไปคิโนซากิ) แล้วเว้นไปร่วมเดือน กว่าจะกลับมาจองสามวันหลัง ทำให้ราคาดีดขึ้นไปอีกเยอะ ถ้าจองพร้อมกันอาจจะแค่หมื่นสี่นิดๆ ก็ได้

นอกจากที่พักแล้ว เรายังไปซื้อตั๋ว JR Wide Pass กับ Amazing Osaka (น่าจะชื่อนี้นะ) แน่นอน… ค่าตั๋วก็อีกร่วมหมื่น รูดบัตรเครดิตไปพร้อมกับน้ำตา… ว่าเราจะได้ไปญี่ปุ่นอย่างที่เราควรจะเห็น

ตอนที่เขียนนี่บ่องตงว่ายังไม่ได้ซื้อตั๋ว USJ (Universal Japan) อีก แต่คิดว่าจะรีบจัดการภายในวันสองวันนี้แหละ ส่วนอีกอย่างที่ยังไม่เรียบร้อยคือ Pocket WiFi เล็งๆ ไว้แล้ว แต่ยังไม่ว่างไปเซ็นสัญญารับของ นี่ก็กลัวเหมือนกันว่าจะไม่มี Pocket WiFi ว่างให้เช่า แต่ไม่สะดวกไปจัดการเสียที

ในช่วงสองสามเดือนมานี้เห็นข่าวมาตลอด… ว่าสายการบินนกสก๊อตนั้นมีปัญหา… เป็นปัญหาที่น่ากลัวเสียด้วย ตอนแรกที่เห็นก็รู้สึกตลกไปมั้ย เราคงไม่เจออะไรแบบนี้หรอกเนอะ แต่พอผ่านไปสองเดือนเราก็พบว่าปัญหานี้เกิดขึ้นถี่มาก… เรียกได้ว่าน่าจะทุกรอบที่เครื่องบินจะบินเลยก็ว่าได้

ปัญหาดังกล่าวก็คือ Overbooking ฉันจะไม่อธิบายละกันว่าทำไมสายการบินนู้ดสก๊กทำแบบนี้ จริงๆ การทำ Overbook ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็นั่นล่ะ ฉันไม่อยากจะเสียเวลาเขียนอธิบาย (ฉันกลัวจะอธิบายผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่บางคนอาจจะไม่ให้อภัย) ข้อมูลเหล่านี้สามารถหาอ่านได้ในพันทิป (Google คำว่า “overbooking เรื่องปกติ สายการบิน”)

ปกติแล้วการเจอ Overbooking ก็เหมือนแจ๊คพอตหวยออก เพราะว่าคนที่โดนหวยนี้อาจจะถูกเลื่อนจากที่นั่ง Economy ไปที่นั่ง Business หรือไม่ก็อาจจะได้ไปนั่งสายการบินอื่นไปเลย โดยส่วนใหญ่แล้วสายการบินที่ได้ย้ายไปก็จะได้รอบเวลาไปถึงที่หมายใกล้ๆ กัน และสายการบินเหล่านี้มักจะเป็นพันธมิตรกัน

แต่ทว่าสายการบินนักสกัดกลับไม่เป็นเช่นนั้น… คุณอาจจะรู้ตัวล่วงหน้าว่าคุณจะโดนหวยออก… หนึ่งวันก่อนการบิน… จะบ้าเหรอ จองตั๋วอะไรไปหมดแล้วนะ โทรจากสิงคโปร์มาบอกว่าคุณโดนโอเวอร์บุ๊ค ให้เลื่อนไฟลท์ไหม หรือจะรับเงินชดเชยเป็น Voucher เป็นมูลค่า $200 SGD ไปแทน

นี่ถ้าฉันเลื่อนไฟล์ท แล้วโรงแรมที่ฉันจองไปหลักหมื่นล่ะ… หรือถ้ารับ Voucher นี่แปลว่าฉันจะต้องนั่งสายการบินแกอีกเหรอ เอาเงินสดคืนมายังจะดีซะกว่า เพราะพฤติกรรมแกฉันไม่ปลื้มจริงๆ

เท่าที่ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ยังไม่เคยจะมีใครได้ Voucher เหล่านี้เลย (ชะอ้าว… ทำไมทำกันแบบนี้ล่ะ) ฉันคิดว่าถ้าโดนโทรมาแบบนี้การรับ Voucher คือการโยนเงินทิ้งอย่างไร้ค่า… เดี๋ยวนะ ตั๋วเครื่องบินไปโอซาก้าของฉันมูลค่าเก้าพันกว่าบาท ทำไมจะคืนฉันแค่นี้ล่ะ… ยิ่งแย่ไปใหญ่

ยังก่อน… กลับมาที่วันนี้ วันนี้เป็นวันเกิดน้อง T น้องสาวของแฟนฉัน… เธอเล่าว่าเป็นเรื่องบังเอิญสุดๆ ที่พี่ที่ทำงานของน้อง T จะบินไปญี่ปุ่น และบินกลับวันเดียวกับเรา ไม่พอ ยังจะจองไฟลท์เวลาเดียวกันทั้งขาไปขากลับ… โอ้โหย มันจะฟลุคอะไรขนาดนั้นเนี่ย

แต่พี่คนดังกล่าวได้รับ SMS จากสายการบินนิ่งสก๊อยว่าคุณโดนหวย Overbook… พี่แกบอกว่าจะไปนั่งรอตั้งแต่เที่ยงคืนวันก่อนบินเลย… แย่จริง นั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันเองก็กะจะทำเช่นกันแท้ๆ… ก็เล่นบินเก้าโมงต้องเช็คอินตอนหกโมง แล้วฉันจะนั่งรถอะไรจากบ้านมาเช็คอินเช้าๆ ล่ะ ก็มานั่งรอนี่ล่ะ ยิ่งมีเรื่อง Overbook ยิ่งต้องทำแบบนี้นั่นแหละ

รู้ไหม… ตอนแรกฉันคิดว่าเราบินวันธรรมดา นอกหน้าเทศกาลท่องเที่ยวอย่างสงกรานต์ ตั๋วคงไม่เต็มด้วยซ้ำไป… จริงๆ นะ แต่ดูเหมือนว่าเราจะประเมินสถานการณ์ผิดไปพอสมควร ณ วินาทีนี้เราทราบแล้วว่าไฟลท์ที่เราจะนั่งนั้นเต็ม… ไม่ใช่แค่เต็มแต่เป็นล้น ขายตั๋วเกินจำนวนคนที่จะไปด้วยซ้ำ แน่นอน มันจะต้องมีคนอดไปแน่นอน คำถามคือพวกเรา หรือคนอื่น… เราจะไปกันห้าคน ถ้าโดน Overbook แค่คนเดียวก็เป็นหายนะแล้ว ไม่ว่าจะฉัน หรือแฟนฉัน หรือพ่อกับแม่แฟน หรือน้องสาวแฟน

ขอบคุณสายการบินนอนสก๊อย ที่ทำให้ฉันต้องหวาดระแวงถึงขั้นพารานอยด์ คิดจะเดินทางไปรอที่สนามบินตั้งแต่เที่ยงคืน พวกเรานอยด์กันไปหมดแล้วว่าจะเสียเงินเปล่าๆ เพราะสายการบินเอ็นเอสจะไม่คืนเงิน ไม่รับผิดชอบอะไรแม้จะเกิดปัญหาจากตัวเอง (อันนี้คือข้อมูลจากพันทิป) ไม่มีสายการบินพันธมิตรที่จะให้เราไปขึ้น อีกทั้งต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วเองไปก่อนแล้วไปฟ้องร้องกับมันทีหลัง ช่างน่าสรรเสริญเยินยอจริงๆ ฉันมั่นใจมากว่าถ้ามีการโหวตสายการบินที่น่าจะไปเผาออฟฟิศทิ้ง สายการบินนู้ดสก๊กจะต้องติดรายชื่ออันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

นอกจากนี้เราเห็นกระทู้พันทิปอีกจำนวนหนึ่งระบุว่าเจ้าของกระทู้เป็นผู้ประสบปัญหา แต่พอไปโพสต์ลงบนแฟนเพจของทางสายการบิน กลับโดนบล็อกออกจากแฟนเพจ และลบข้อความทิ้ง… ช่างน่าสรรเสริญจริงๆ สายการบินนี้ช่างเข้าใจพฤติกรรมแก้ปัญหาแบบคนมีเงินสู้กับคนไม่มีเงินตามสไตล์ไทยๆ ช่างเป็นสายการบินที่ทำให้เราตระหนักได้ถึงความตัวจ้อยของเรา และเงินที่เรามีจริงๆ ถ้าเราเป็นดาราก็คงดี เราจะปั่นกระแสสู้ แต่นั่นแหละ ถ้าเราเป็นดาราเราคงนั่งสายการบินอื่น ไม่ก็แอร์กราวด์คงยอมให้เราเช็คอินอย่างรวดเร็วแม้จะ Overbook และมาช้าก็ตาม

เรายิ่งคิดว่าเราจะไปเร็วเพื่อแก้ปัญหาฉันยิ่งพะอืดพะอม นั่นแหละอย่างที่ฉันบอกตั้งแต่ต้น (อ่านมาถึงตรงนี้คงลืมไปแล้วว่าข้างบนเราโม้อะไรไว้) ว่าเราพะอืดพะอมเมื่อคิดล่วงหน้าไปถึงวันนั้น เพราะวันนั้นจะต้องมีคนที่ขึ้นไฟล์ทเดียวกับเราตกเครื่องอย่างแน่นอน และคนเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพราะคนที่ผิดเต็มๆ ครบถ้วนสมบูรณ์แบบนั้นคือสายการบินนรกสกิ๊ปนั่นเอง (หรือถ้าแจ๊คพอทสุดๆ พวกเราคงจะเป็นคนที่ตกเครื่องบินนั่นแหละ) แทนที่จะหาพันธมิตร หรือชดเชยเลื่อนที่นั่ง หรือทำอะไรก็ตามสายการบินนี้กลับปล่อยให้ผู้โดยสารตกเครื่อง… โคตรๆ ของความผิดจรรยาบรรณการให้บริการเลยจริงๆ

แค่ฉันคิดว่าคนที่ตกเครื่องเพราะ Overbooking อาจจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้เปิดพันทิป หรือติดตามข่าวสารอย่างแฟนเพจอาแปะ… และแน่นอน คงเหล่านั้นอาจจะหมายถึงครอบครัวพ่อแม่ลูก หรือลูกอายุวัย 40 พาอาม่าที่เป็นแม่ไปเที่ยว หรือกลุ่มอาม่าทัวร์กันเองไม่พึ่งทัวร์ หรือคุณยายกับหลานที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น… หรือแม้กระทั่งคู่รักหนุ่มสาวที่ไม่รู้เรื่องถึงชื่อเสียสายการบิน นส. เลยก็ตาม

จริงอยู่ คุณอาจจะบอกว่าฉันคิดมากไป คนที่ตกเครื่องอาจจะเป็นคนเดินทางคนเดียวที่ไม่ได้มีเรื่องราวสุดดราม่าน้ำตาไหลอย่างคุณยายที่กำลังจะไปญี่ปุ่นเป็นครั้งสุดท้ายหรอกน่า… แต่สิ่งที่ฉันแน่ใจก็คือจะต้องมีคนตกเครื่องแน่นอน และไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หนุ่มหรือแก่ หญิงหรือชาย มาเป็นกลุ่มหรือมาคนเดียว การตกเครื่องเพราะสายการบินไม่รับผิดชอบช่างเป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริงๆ

แน่นอน ในหัวฉันยังเห็นภาพคุณยายพาหลานชายเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกันสองคน (ว่าแต่ช่วงนี้เด็กปิดเทอมหรือเปล่านะ) และถูกสายการบินปฏิเสธการให้ขึ้นเครื่อง ไม่ใช่เพราะว่าในกระเป๋ามีถังแก๊ส หรือพูดว่าระเบิดขณะอยู่บนเครื่อง แต่เป็นเพราะสายการบินขายตั๋วเกิน และไม่รับผิดชอบคนที่ซื้อ… ทำไมสายการบินนี้ยังไม่โดนปิด หรือฟ้องร้องให้สิ้นสุดกันเสียทีนะ เราคิดว่าสายการบินน่าเกลียดแบบนี้น่าจะปิดตัวลงไปด้วยซ้ำ ขนาดไปกินโอโตยะแล้วเจอพยาธิชาวเน็ทยังดราม่าเสียจนร้านต้องออกคำอธิบาย แถลงการณ์ ฯลฯ ออกมา แต่ฉันกลับไม่เคยเห็นการแถลงการณ์ การแถ-ลง หรือปฏิเสธจากสายการบินนักสกัดแม้แต่ครั้งเดียว (หรือมีแต่ฉันไม่เห็นกันนะ)

แย่จริง ฉันอยากอ้วกอีกแล้ว ภาพคุณยายในจินตนาการที่ตอบคำถามหลานไม่ได้ว่าทำไมถึงถูกปฏิเสธกำลังหลอกหลอนจินตนาการของฉันอยู่ ฉันไม่ควรคิดอย่างนี้ แต่ฉันรู้สึกว่าถ้าคนที่ตกเครื่องจาก Overbook เป็นคนดัง เป็นดารา เป็นตำรวจ หรือเป็นคนที่มีอิทธิพลในประเทศไทยสักทางใดทางหนึ่งคงจะดี (เช่นโลกออนไลน์ ตัวอย่างเช่นจ่าพิชิต หรือเจี๊ยบเลียบด่วน หรือทีวีอย่างรายการเรื่องเล่าเช้านี้ สรยุทธ อะไรก็ได้) สายการบินนี้คงจะถูกรุมประนามสักหน แต่ก็นั่นล่ะ หลังจากถูกรุมประนามแล้วจะทำอย่างเดิมต่อรึเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน

ฉันแปลกใจจังเลย ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าฉันอยู่ในประเทศอะไร ทำไมฉันถึงควรจะฝากความหวังไว้กับผู้ที่มีอิทธิพลกับโลกออนไลน์ หรือโลกออฟไลน์มากกว่ากฏหมายกันแน่ เพราะฉันใจร้อนเกินไปการตัดสินทางกฏหมายตามมาไม่ทัน หรือกฏหมายมีช่องว่างให้คนโกงผู้บริโภค หรือกฏหมายมีแต่ขาดการบังคับใช้ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพราะเส้นอิทธิพลของบริษัท หรือจ่ายเงินยัดใส่มือผู้คุมกฏหมายก็ตาม… ฉันอยากฝากความหวังไว้กับกฏหมาย แต่ดูเหมือนว่าประเทศนี้จะยังไม่พร้อมให้ฉันฝากความหวังไว้กับกฏหมาย

ฉันแอบหวังเอาไว้ลึกๆ เพราะรู้ว่าไม่มีวันเป็นจริง ว่าคนที่โดน Overbooking จะเป็นทนาย หรือผู้ที่มีความรู้ทางกฏหมายและฟ้องร้องสายการบิน NS ให้ถึงที่สุดได้ สักหนทางใดทางหนึ่ง เพราะฉันอยากให้บริษัทนี้รับผิดชอบ… ให้ตายเถอะ ฉันจ่ายเงินนะ ไม่ได้ขอขึ้นฟรี ทำไมฉันต้องมาลุ้นอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย ส่วนสายการบินที่ฉันขึ้นเนี่ยชื่อจริงคืออะไรฉันขอเก็บเอาไว้ก่อนนะ ฉันกลัวฉันโดนฟ้องว่าไปหมิ่นเขา นี่ฉันพยายามเปลี่ยนชื่อสายการบินทุกครั้งที่ฉันพูดถึงชื่อเลยนะ หวังว่าคุณคงจะไม่รู้ว่าฉันนั่งสายการบินอะไร


[May 4th, 2016]

วันนี้ฉันไม่ได้ทำอะไรมากมายนักหรอกนะ… จริงๆ ก็ทำแหละ แต่ว่ามันไม่เกี่ยวกับการไปญี่ปุ่นฉันก็เลยบอกว่าไม่ได้ทำอะไรมากมาย ฉันแค่ไปติดต่อกับ H.I.S (อันนี้ลงชื่อได้ ไม่ได้ไปบ่นอะไรเขานี่) เจ้าหน้าที่งุนงงเล็กน้อย แต่ก็ติดต่อกับทางบริษัทอะไรสักอย่าง BS. Samurai หรือชื่ออะไรประมาณนี้ล่ะที่เป็นผู้รับผิดชอบ Pocket WiFi ฉันเพิ่งรู้เอาตอนที่เขายื่นสายมานี่ล่ะว่า H.I.S น่าจะเป็นแค่นายหน้า ไม่ใช่เจ้าของ (หรืออาจจะเป็น Subsidiary ก็ได้นะ ไม่ได้ถามมาหรอก ไม่ได้คิดจะไปคุ้ยข้อมูลสักเท่าไหร่) ส่วนเรื่องอื่นๆ ฉันก็ยังมืดสนิท ติดต่อควอนตัมไปเรื่องวิธีหาซื้อ Express Pass ของ Universal Japan ผ่าน Lawson 108 แต่ว่าควอนตัมยังไม่ตอบ อาจจะเดินทางช่วงโกลเด้นวีค… จะว่าไปคนญี่ปุ่นกับโกลเด้นวีคนี่เหมือนเขาเข้าสู่ช่วงจำศีลเลยเนอะ โทรศัพท์หรืออะไรก็ติดต่อไม่ได้เลยสักอย่าง

มีบ่นๆ เรื่องนี้ในเซลล์ที่โบสถ์บ้าง (จริงๆ ก็ไม่ บ่นไปเยอะมากกว่าจะรู้ตัวว่ากินเวลาเสียเองก็บ่นจบแล้ว) ฝากอธิษฐานกัน ก็นะ… เรื่องที่เราควบคุมไม่ได้เราก็ทำได้เท่านี้เอง


[May 5th, 2016]

วันนี้ทางบริษัท BS Samurai (หรือชื่ออะไรก็แล้วแต่ที่ฉันจำไม่ได้) ติดต่อมา ส่วนใหญ่เป็นการถามข้อมูลที่กรอกไปแล้วอีกรอบ เช่นจะไปรอบนี้ เวลานี้ วันนี้ใช่หรือไม่ (คือถามว่าใช่หรือไม่ใช่ จากข้อมูลที่กรอกไป แน่นอนว่าถ้ากรอกไม่ผิดก็ตอบว่าใช่ทุกข้อ) แล้วก็มีถามเพิ่มเติมว่าจะไปนอกเมือง หรืออยู่ในเขตตัวเมือง เพราะมีสองรุ่นราคาแตกต่างกัน รุ่นที่ใช้ได้ดีในเมืองคือ 200 บาทต่อวัน ส่วนรุ่นที่เวิร์คกับการออกชานเมืองจะ 250 บาทต่อวัน

ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ ตอนแรกนึกว่าทุกรุ่นเป็นเครือข่ายใหญ่อย่าง NTT DoCoMo ไม่ก็ Softbank หรือ AU ทั้งหมด แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็น Y! Mobile (ชื่อยังกับ Yahoo!) ไปกด Wikipedia มา นี่ก็เป็นเครือข่ายใหญ่ในญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่กลับไม่ค่อยได้ยินชื่อหรือเป็นข่าวในระดับโลกสักเท่าไหร่ แถมมีการโรมมิ่งเสากับ NTT DoCoMo ด้วย เอาเถอะ ฉันไปแต่เมือง ฉันไม่ได้ออกป่า ไม่น่าจะมีปัญหาหรอกนะ

แน่นอน วันนี้ความคืบหน้าฉันก็มีเท่านี้แหละ นอกจากเรื่องนี้ก็เห็นจะเป็นห้องนอนเริ่มโดนนกพิราบก่อกวนมากขึ้น สั่งเลเซอร์ที่เอาไว้ไล่นกไปแล้ว ว่าจะหาซื้อหรือเช่าเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมากำจัดคราบปฏิกูลของนก… เดี๋ยวนะ นี่มันบล็อกไปเที่ยวแดนอาทิตย์อุทัย เรื่องนกนี่มันไม่เกี่ยว… บ้าจริงๆ จะเล่าทำไมเนี่ย แถมไม่ลบอีกต่างหาก


[May 11th, 2016]

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา BS Samurai ได้ติดต่อมาทางอีเมล์ว่าให้ฉันส่งสำเนาของบัตรประชาชนไปให้เขา… ฉันเห็นว่ามันเล็กน้อยฉันก็เลยไม่ได้มาอัพเดทละนะ (เอาไว้ฉันมีสติมากกว่านี้ฉันจะมาใส่ให้ถูกต้องตามวันเวลานะ) ก็ส่งไปให้เขา แล้วก็ไปรับที่สนามบินได้วันที่จะบินนั่นแหละ

นอกจากนี้ฉันก็ไปซื้อตั๋วเข้า Universal Japan แล้ว ก็ไม่มีอะไรมาก เดินไปคุยกับ H.I.S ได้เลย อยู่ในสถานีรถไฟตั้งหลายสถานี (เอ้อ ฉันไม่ได้เงินจาก H.I.S หรือ J.T.B หรอกนะ แต่ถ้าได้ก็คงจะดี) พอบอกว่าจะรูดบัตรเครดิตโดยชาร์จเพิ่มไปอีกราวๆ 1.5% หรือไงนี่แหละ ค่าตั๋วจากสี่พันก้าร้อยบาทปลายๆ ก็เลยกลายเป็นห้าพันบาทสมใจ

ฉันน่ะเฉยๆ แม้ว่าแฟนฉันจะรู้สึกว่า H.I.S เป็นบริษัทออกจะใหญ่ แต่ยังจะมาหาเงินตรงนี้อีก ฉันคิดว่าก็ไม่เป็นไรเจ็ดสิบบาทเอง แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าเขาเก็บลูกค้าแบบนี้ได้แทบทุกคนก็เป็นเงินจำนวนมากอยู่นะ

ที่ฉันเจ็บปวดจริงๆ น่าจะเป็น Super Rich มากกว่า ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมีสองเจ้าที่ใช้ชื่อเดียวกัน ทีเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้วว่าเดิมเป็นเจ้าเดียวกัน แล้วพี่น้องทะเลาะกันเลยแยกออกมา แถมราคาไม่เท่ากันอีก (ในยุคแรกๆ) แต่ตอนนี้ราคาเท่ากันแล้วก็ช่างมันเถอะ

ประเด็นคือฉันไปหา H.I.S ที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ซึ่งถัดออกไปไม่เกินสิบเมตรมี Super Rich สีเขียวอยู่ ฉันก็ไปแลกเงิน ฉันแลกเงินแทนคนสามคน (ฉัน แฟนฉัน และน้องสาวแฟน) ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้ คุณต้องแลกรวมกันทีเดียว

ฉันรำคาญนิดหน่อยแต่ก็ไม่อะไรยอมรับ แลกๆ ไป เจ้าหน้าที่ยังไม่จบ บอกว่ามีแต่แบงค์หมื่นเยนเท่านั้น… อย่างนี้เศษเงินทุกคนก็กลายเป็นแบงค์หมื่นเยน หรือแบงค์พันเยนที่แลกไม่ได้น่ะสิ… ให้ตายเถอะงี่เง่าเป็นบ้า ฉันเลยบอกว่างั้นแลกเฉพาะส่วนของน้องสาวแฟนก็พอ (จริงๆ ฉันบอกเป็นเงินน่ะนะ แต่ก็นั่นแหละ)

แล้วก็ไปสาขาสีลม เพื่อจะพบว่ามันอยู่นอกสถานีแถมไม่ใช่ Super Rich อีกต่างหาก (ถ้าจำไม่ผิดชื่อ Richy Exchange) ฉันเลยว่าจะวนกลับไปช่องนนทรี ยอมเสียบัตรฟรีๆ เดินลงไปแลกเงินแล้วเดินไปโบสถ์แทน

บังเอิญว่าลอง Google Maps แล้วเห็นรูปเลยนึกขึ้นได้ว่าสถานีรถไฟฟ้าสยามมีอีกเจ้า เป็น Super Rich สีส้ม ดีจริง ขอบคุณใครก็ไม่รู้ที่อัพโหลดรูปไว้ ฉันเลยนึกขึ้นได้ ฉันค่อนข้างมั่นใจมากว่าถ้ามีแต่ข้อความฉันคงจะลืมแน่ๆ ว่ามันมีสาขานี้จริงๆ

จากการเดินทางไปสาขานี้ฉันพบว่าทำได้เร็วมาก อาจจะเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากลูกค้าไม่เยอะ… ไม่รู้สิ บางทีสาขาที่สีลมลูกค้าก็ไม่ได้เยอะกว่านี้แต่ชักช้าเอามากๆ นะ ที่สำคัญคือยอมให้ฉันแยกรายการได้ ฉันเลยไม่ต้องไปแลกที่สาขาสีลมให้น่าสงสัยอีกรอบ (ว่าทำไมพาสปอร์ตเดียวกันถึงไม่แลกให้หมด แถมเปลี่ยนสาขาแลกไปเรื่อยๆ ด้วย) ขอบคุณพระเจ้าที่สาขาสีส้มไม่งี่เง่าเหมือนสาขาสีเขียว เอ้อ ฉันก็ไม่ได้รับเงินจาก Super Rich สักกะเจ้าเหมือนกันนะ ถึงฉันจะเขียนด่าเจ้าหนึ่ง ชมอีกเจ้าหนึ่งเหมือนรับตังมาก็เถอะ


[May 12th, 2016]

วันนี้ฉันนอนตื่นสายสมใจอยาก หลังจากเมื่อคืนมึนๆ แต่ดันหิว (ผลคือซัดนิชชินถ้วยรสทะเล และนิชชินซองรสกะเพราแห้งตามไปอีกสองจนปวดท้องจากความเผ็ด) วันนี้เป็นวันที่น่าหงุดหงิด โน้ตบุคเจ้ากรรมทำตัวงี่เง่าตลอดเวลา หนึ่งชั่วโมงผ่านไปโดยไม่ได้งานอะไรเลย

ฉันนั่งทำงานจนเสร็จ เสียเวลาไปหลายชั่วโมงทั้งที่ความจริงฉันลงมือทำงานจริงๆ เพียง 30 นาทีเท่นั้นเอง แล้วก็จัดกระเป๋า…. ฉันพบว่าคราวนี้ฉันไม่สามารถใช้กระเป๋าสะพายเป็น Carry On ได้ เนื่องจากเสื้อผ้าเยอะเกินไป

จากการปรึกษากับแฟนฉัน (ว่าใส่เสื้อผ้าซ้ำจะน่าเกลียดในสายตาพ่อกับแม่หรือไม่) ฉันเลยเอาเสื้อผ้าออกบางส่วน แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี อีกทั้งใส่โน้ตบุคมาไม่ได้ เลยทำการเปลี่ยนกระเป๋าเป็นกระเป๋าลากใบเล็กที่มีอยู่และไม่ค่อยได้ใช้แทน

ข่าวร้ายก็คือว่าแม้จะยัดแทบตาย เอาของออกอีกจำนวนมาก กระเป๋าลากของฉันก็ยังคงบวม ล้นทะลักและเปิด-ปิดลำบากเหมือนระเบิดเวลา ฉันเสียเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเอาเข้า เอาออก และปวดหัว สุดท้ายโน้ตบุคก็ต้องอยู่บ้านต่อไป เอามาแต่กล้อง ไอแพด และพาวเวอร์แบงค์จำนวนมาก (ฉันละกลัวจะไม่ได้ขึ้นเครื่องเพราะเขาคิดว่าฉันเป็นผู้ก่อการร้ายเสียจริงๆ)

หลังจากออกจากบ้าน และเคลื่อนตัวด้วยความเร็วต่ำ ฉันได้ลองเอากระเป๋าไปชั่งที่เครื่องชั่งน้ำหนักหน้า 7-Eleven ดู ผลคือน้ำหนัก 11.2 กิโล… เอาล่ะสิ แต่ก็กลับบ้านไปเก็บไม่ได้แล้ว เพราะว่าดึกแล้วเกรงจะมาสนามบินไม่ทัน อีกทั้งไม่สามารถเอาของออกจากกระเป๋าได้แล้วด้วย

และฉันก็มาถึงสนามบินตอนเที่ยงคืน ทำทุกอย่างที่คนที่มารอที่สนามบินจะทำ… และรับประสบการณ์ทุกอย่างที่ทัวร์จีนจะมอบให้ได้… ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนเชียงใหม่ถึงเกลียดคนจีนนัก

ป้ายกำกับ: , , , , ,

LumoPack

เมื่อสักปีกว่าๆ ที่ผ่านมาผมได้ไปแบคพาวเวอร์แบงค์ตัวนึง (เมืองนอกมีเรียกหลายชื่อ เช่น Battery Juice, Battery Pack) ชื่อว่า Lumopack โดยตอนที่กด Back ไปก็ทราบถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีตัวนี้ดีว่ารวมๆ ค่าส่งและค่าสินค้า (ถ้าคุณมองว่า Kickstarter เป็นแหล่งช็อปปิ้งของอะนะ) อยู่ที่ $75 – 80 ละมั้ง ผมก็จำค่าส่งไม่ได้แล้ว
Read the rest of this entry »

ป้ายกำกับ: ,

ฉันบอกใครไม่ได้ว่าฉันมาจากอนาคต เพราะนั่นจะเป็นการทำผิดกฏของการท่องเวลาและจะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลง จริงๆ แล้วไม่ต้องออกกฏแบบนั้นก็ได้เพราะถ้าฉันทำอะไรผิดพลาดไป ฉันเองอาจจะไม่ได้เกิดมาด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นจะเป็นความปั่นป่วนทางการเวลาครั้งใหญ่เพราะถ้าฉันไม่ได้เกิดมาฉันก็จะไม่ได้ย้อนเวลามาทำให้กาลเวลาปั่นป่วน

ฉันยืนอยู่ตรงนี้มาสักพักแล้ว โดยสิ่งที่ฉันทำได้มีเพียงอย่างเดียวคือเป็นพยานของปัจจุบัน และอนาคตของปัจจุบันที่กำลังมาถึงด้วยความเร็วแสง ฉันไม่อาจจะยื่นมือไปแก้ไขอะไรได้ แม้แต่ลูกแมวที่เพิ่งวิ่งตัดหน้ารถไป ที่จริงฉันเคยชอบแมวตัวนั้นมากเลยล่ะ

คนที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อนั้นแค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าใคร… นั่นคือฉันเอง เมื่ออายุน้อยกว่านี้สักสิบปีเห็นจะได้ แน่ล่ะถ้าคุณรู้ว่าฉันเดินทางข้ามกาลเวลามาที่ยุคสมัยนี้บ่อยแค่ไหนคุณควไม่อยากจะฟังเรื่องราวต่อแล้ว

ตอนนั้นฉันยังไร้เดียงสา คิดว่าถ้าหยิบยื่นเรี่ยวแรง มอบความช่วยเหลือให้กับคนอื่นได้ก็ควรทำ ที่จริงมันก็ไม่ผิดนักหรอกถ้าฉันเป็นคนของยุคสมัยนี้น่ะนะ

เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว… ไม่เอาน่า เราจะได้เจอกันใหม่แน่นอนฉันสัญญา ตอนนี้ฉันต้องไปปลอมตัว เพื่อห้ามตัวฉันเองไม่ให้สร้างปัญหาใหญ่ ฉันรู้ดีว่ามันไม่ง่าย แต่มันเคยถูกหยุดได้มาแล้ว และเคยย้อนเทปกลับไปเพื่อป้องกันเหตุการณ์นั้นมาแล้ว คราวนี้ฉันต้องมาแก้ไขสิ่งที่ฉันทำเอาไว้เมื่อห้าปีก่อน และต้องมั่นใจว่าจะไม่มีใครในอนาคต หรือตัวฉันเองในอนาคตย้อนเวลากลับมาแก้ไข มันอีกตลอดกาล

เอาล่ะ อีกห้าวินาทีรถจะชนกันแล้ว และฉันต้องเข้าสู่ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฉันกำลังจะลดความเร็วของเวลา ถ้ามีโอกาสฉันจะเล่าเธอนะว่าทำไม

พวกมันอยู่ตรงนั้น อยู่ในความมืด บางทีเราก็มองไม่เห็น บางทีเราก็มองเห็น… บางทีเราก็สัมผัสมันไม่ได้ บางครั้งก็รู้สึกถึงตัวตนอันแสนน่ากลัวของพวกมัน

ขนลุกชูชันเหมือนกับวิญญาณของเราสามารถสัมผัสพวกมันได้ แม้สติของเราจะไม่รับรู้ถึงตัวตนของมัน… คงเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษมนุษย์นับล้านๆ ปีฝังเอาไว้ในดีเอ็นเอ เหมือนกับโค้ดที่สั่งให้เราเอาตัวรอด และสืบสกุลต่อไปนั่นล่ะ

บางครั้งพวกมันมาในรูปของสัมผัสทั้งห้า แต่ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่พวกมันทำบ่อยสุดก็คือกระซิบข้างหู บางครั้งก็เอามือมาบีบหัวใจจนเต้นผิดจังหวะไป แต่ก็นั่นล่ะ นานๆ ถึงจะรู้สึกขมคอ แถมยากมากที่จะมองเห็นสิ่งที่มันหลอกหลอนระบบประสาทของเรา ส่วนกลิ่นนั้นเราไม่เคยสัมผัสถึงพวกมันเลย

พวกมันคอยกระซิบข้างหูของเรา… แกมันห่วยแตก ไม่มีใครต้องการแก แกมันความล้มเหลวของมนุษยชาติแห่งศตวรรษที่ 21 แกมันขี้แพ้ แกมันขี้เกียจ แพ้แม้กระทั่งความพยายามของตัวเอง

ไม่มีใครต้องการแก แม้กระทั่งคนที่แกคิดว่าเขาต้องการแกวันหนึ่งเขาจะไม่ต้องการแกอีกต่อไป แกคิดจริงๆ เหรอว่าแกจะสามารถเป็นที่รักของคนอื่นได้ แกคิดเหรอว่าแกมีค่าเพียงพอขนาดนั้น

อยากสัมผัสความห่วยแตกต่อไปงั้นเหรอ เอาสิ เชิญเลย เพราะแกคู่ควรกับความพ่ายแพ้แบบนี้นั่นแหละ

อยากชนะเหรอ เอาเลย ถ้าแกคิดว่าตัวแกมีค่าขนาดที่โลกจะให้ชัยชนะกับแกก็เอาสิ

คิดว่าสู้ได้ก็เอาเลยสิ ลองเลย จะได้รู้ว่าตัวแกน่ะสู้เท่าไหร่ก็แพ้ พยายามแค่ไหนก็แพ้ ไหนลองดูสถิติความสำเร็จในชีวิตตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาสิ มีอะไรที่แกทำสำเร็จเหรอ ทั้งสิ่งที่แกพยายามสุดตัวและไม่ได้พยายามเลยก็ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง ลองอีกสิ เพื่อที่จะได้แพ้อีกหนไงล่ะ

หลายครั้งเราก็ไม่ได้ยินเสียงของมัน แต่ในยามวิกาล ในยามเงียบสงบเหมาะสมแก่การทำงาน หรือพักผ่อน พวกมันก็จะกลับมา… เมื่อไม่มีเสียงมนุษย์คนไหนแย่งความสนใจของมัน มันก็จะคอยกระซิบ

บางครั้งมันก็จะยื่นมือมาบีบหัวใจของเรา คมกริบราวกับจะแบ่งให้แตกเป็นเสี่ยงๆ

มันบอกว่าถ้าไม่อยู่บนโลกนี้แล้วก็จะไม่ต้องเจ็บปวด… แต่ก็ไม่ต้องรู้สึกดีด้วยเช่นกัน อยากลองไหมล่ะ

ยังไม่อยากลองหรอกนะ… เรายังมีเหตุผลที่ต้องอยู่บนโลกนี้… มีคนจะเสียใจเมื่อเราตาย

ช่างมันปะไร คนเหล่านั้นสนใจแกจริงๆ เหรอ แกคิดว่าคนเหล่านั้นจะเสียใจกับแกไปสักกี่วัน กี่เดือน จะถึงปีเหรอ

….

….

….

….

ช่างเถอะ เรามีบางอย่างที่ยังอยากทำ หลายๆ อย่างที่ยังอยากเห็น ยังไม่ถึงเวลาของเราที่จะหายไป

คอยดูแล้วกัน แกจะต้องล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมานั่นแหละ

….

..

.

โลกนั้นมืดมิด โดยเฉพาะในวันที่ไร้แสงจันทร์
หดหู่และน่าหวาดหวั่น เหมือนกับว่ามันรอคอยเวลาที่เราเผลอไผล
รอคอยที่จะกวาดล้างเราออกไปจากโลกนี้
แม้ว่าจะมีแสงไฟในเมือง แต่โลกนี้ก็ยังมืดมิด

เสียงดนตรีที่คุ้นเคย ภาพที่คุ้นชิน หลอดไฟติดๆ ดับๆ ดวงเดิมๆ ที่เราเคยมองเห็น
ถนนเส้นเดิมที่ใช้ชีวิตนานนับปี
อากาศสกปรกที่ต้องทนสูดเข้าปอด
ตัวเลือกมีเพียงไม่รับมันเลย แล้วตายไป กับรับมันไปและตายอย่างช้าๆ ในเวลาไม่กี่ปี

หลอดไฟที่มนุษย์สร้างมันอาจจะไม่สว่างมากนัก แต่มันก็ทำหน้าที่ในยามที่ดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปได้
มันทำให้โลกยามค่ำคืนที่มืดมิดน่าหวาดหวั่นสว่างขึ้น แม้จะไม่สว่างเหมือนตะวัน แต่มันก็ยังทำให้เรามองเห็น
ความรู้สึกปลอดภัยที่อยู่ในใจคือสิ่งที่ทำให้เราต้องค้นหาหลอดไฟ
แต่ถ้าวันหนึ่งดวงตะวันทำหน้าที่ในยามกลางคืน… เรายังต้องการหลอดไฟอยู่หรือเปล่า

แล้วถ้าดวงตะวันที่เราเคยคิดว่าเกลียดชังเราเหลือเกิน จึงได้จากเราไปทุกวันในยามค่ำคืนกลับโผล่มาตอนกลางคืน ยิ้มให้หนึ่งทีและไม่พูดอะไรอีกเลย แล้วจริงๆ ดวงตะวันเกลียดเราจริงๆ หรือเราคิดไปเองนะ

หรือบางทีทั้งหมดนี้เราคิดไปเองหรือเปล่านะ

พฤษภาคม 2016
อา พฤ
« เม.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 3,394 other followers