มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ในหลายๆ อย่าง หนึ่งในความได้เปรียบของมนุษย์เหนือสัตว์อื่นๆ ก็คือการสื่อสาร เราสามารถเปล่งเสียงเพื่อสื่อสารความหมายได้มากมายกว่าสัตว์อย่างลิง หรือสิงโต ที่ทำได้แค่ขอความช่วยเหลือ แสดงอาณาเขต หรือข่มขวัญคู่ต่อสู้ (แม้เราอาจจะเถียงว่าจริงๆ แล้วความหมายของการสื่อสารเราโดยหลักๆ ก็ไม่แตกต่างจากตรงนั้นก็ตาม) Read the rest of this entry »

Advertisements
#Showerthought
จริงๆ แล้วคุณค่าของคนเราในสังคมมนุษย์ตีค่าจากความแตกต่างนะ แม้ว่าเราจะพูดถึงเงินตรา อำนาจ ฯลฯ แต่สุดท้ายแล้วในใจมนุษย์เราๆ เรียกร้องความเป็นตัวของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่อาจถูกทำสำเนาโดยคนอื่นได้ มนุษย์ก็เลยพยายามแตกต่างในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่คนทั่วไปอย่างเราๆ ที่พยายามจะประสบความสำเร็จในชีวิต (ซึ่งความสำเร็จของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน แต่ที่แน่ๆ คือไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จในชีวิต) หรืออาจจะพยายามทิ้งชื่อเอาไว้ให้โลกจำ ซึ่งก็นั่นแหละ ถ้าไม่แตกต่างโลกก็ไม่จำจริงไหมล่ะ ตัวอย่างก็เช่นกษัตริย์อเลกซานเดอร์มหาราชที่พยายามครองโลก ไล่มาตั้งแต่ยุโรปตะวันตกอย่างโรม ไปไกลจนถึงอียิปต์ หรือฟาโรห์นับไม่ถ้วนที่พยายามสร้างมหาปิรามิด ส่วนหนึ่งอาจจะบอกว่าเพื่อสร้างชื่อเสียง แตกต่างถ้าไม่แตกต่างก็ไม่เกิดชื่อเสียงจริงไหม
ผู้ฟังอาจจะเถียงว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ทำเพื่อความแตกต่างสักหน่อย แต่เป็นเพราะต้องการสร้างอำนาจ บารมี เงินทอง ต่างหาก ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นเป็นสิ่งที่ซ้อนอยู่บนระบบสังคมที่เราให้รางวัลกับผู้แตกต่าง ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะคิดถึงการแตกต่างจากคนอื่นหรือไม่ (สร้างปิรามิดห้าพันปีที่ผ่านมามีกี่อัน ฟาโรห์เหล่านั้นถูกพูดถึงชื่อไปอีกหลายพันปีเลยนะ) ทั้งหมดล้วนก็กลับมาที่ตัวสังคมมนุษย์ที่ให้รางวัลกับความแตกต่างที่ได้รับการยอมรับจากสังคม ความลอกเลียนแบบไม่ได้ถือเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ ยอมรับ และให้รางวัลความลอกเลียนแบบนั้นไม่ได้
 
ถ้าลองสลัดเปลือกที่เรียกว่าศิลปะ ความงดงาม ความฉลาด ความเก่งออกไป การร้องเพลงเสียงดีเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบยาก การบริหารบริษัทจนประสบความสำเร็จหลักพันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ปีก็ลอกเลียนแบบแทบไม่ได้ ล้วนแต่เป็นความแตกต่างที่สังคมยอมรับได้ จริงๆ แล้วการใช้คำว่าความแตกต่างที่สังคมยอมรับได้ อาจจะฟังดูไม่ค่อยเข้าทีนัก เพราะว่าความแตกต่างที่สังคมไม่ยอมรับอาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งมันลอกเลียนแบบง่าย เช่นคนไร้บ้านไม่อาบน้ำ ไม่ตัดผม และผิวกายสกปรก อาจจะมองได้ว่าเป็นความแตกต่างที่สังคมไม่ยอมรับ แต่อาจจะมองในอีกแง่ว่าลอกเลียนแบบง่าย (หรือจะมองซ้อนไปอีกชั้นว่าเป็นความแตกต่างที่สังคมไม่ยอมรับเพราะไม่เกิดประโยชน์แก่สังคมก็ได้) ถ้าตัดความอยู่ยากจากการไม่อาบน้ำ หรือการนอนบนถนนข้างทางออกไป การไร้บ้านก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนลอกเลียนแบบไม่ได้
 
เนื่องจากว่านี่เป็นเพียงความเห็นที่เกิดขึ้นชั่วขณะ เลยอาจจะไม่ครอบคลุมทุกส่วนของสังคม อีกทั้งยังเป็นความคิดเองข้างเดียวเสียมาก… จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ showerthought นักหรอก แต่คิดขึ้นมาได้ระหว่างนั่งกินขนมแล้วมองคนสวนคอนโด งานที่เค้าทำมันหนักแต่ไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่ากับมนุษย์เงินเดือน (โปรดตัดปัจจัยอย่างความสุข หรืองานที่ชอบออกไป) นั่นก็เพราะว่างานของเขานั้นไม่ใช่งานที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ (คุณภาพเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง แต่ขอไม่พูดถึง ณ ที่นี้) ถ้าผมตกงานวันนี้และไม่มีข้าวจะกิน ผมอาจจะสมัครงานไปเป็นคนสวนก็ได้ ถึงแม้จะทำงานเก้ๆ กังๆ แต่ก็ยังสามารถหาเงินได้บ้าง เพราะเป็นงานที่ใครก็ทำได้

“นายเอาแต่ทำงาน นายไม่เห็นหรอกว่าเวิร์คโฟลว์สายอาชีพอื่นมันเป็นยังไง” เพื่อนกล่าวกับผมตอนที่ผมแสดงความเห็นไม่เชื่อปนดูถูกว่าสิ่งที่มันพูดจะเป็นจริง คำพูดช่างไร้น้ำหนัก และตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมเชื่อ อีกทั้งไม่มีหลักฐานจะยืนยันความจริงได้เลยแม้แต่นิดเดียว

“เราไม่มีหลักฐานอะไรจะให้นายหรอกนะ แต่นายก็คิดเองแล้วกันว่ามันเป็นจริงได้เหรอ กับความจริงทุกอย่างที่นายได้ยินมา” เพื่อนผมยังคงล้างสมองผมด้วยชุดความคิดโง่ๆ ที่บอกว่าให้ผมคิดเอง ผมคิดได้ ผมโตแล้ว ผมทำงานมาหลายปีแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ อีกอย่าง ต่อให้ผมเป็นเด็กมันก็น่าจะคิดได้ เรื่องพวกนี้เป็นสามัญสำนึก

“นาย…. ทำไมนายต้องใช้สามัญสำนึก ตกลงมันเป็นสิ่งที่นายคิดเอง หรือสังคมสอนให้นายคิด” … ผมเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะสลัดความคิดทั้งหมดแล้วบอกว่ามันมาจากจิตใต้สำนึก ไม่ได้มีใครสั่งสอนผมให้คิดเช่นนั้น นอกจากตัวผมเอง และสิ่งที่เราเห็นอยู่กับตา

“เราทำงานโฆษณา เราเห็นโฆษณามามาก โฆษณาที่เราคิดว่าห่วยแตก ไร้ค่าเกินกว่าจะมีความคิดแวบนึงว่าจะส่งเข้าประกวดคานส์ไลอ้อน แต่นายรู้อะไรมั้ย มันได้ผล มันเพิ่มยอดขายได้จริง เงินที่ลงทุนโฆษณาไปมันกลับมา ทุกการลงทุนที่ฉลาดได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าเสมอแหละ” ผมไม่แน่ใจว่าผมควรจะตอบอะไรไหม หรือควรจะเงียบจนมันอึดอัดและเลิกคิดจะพูดกับผมต่อ…

“เราไม่ได้มาพูดอะไรมากหรอกนะ นายก็ไปคิดเอาเอง ลองคิดแบบไม่มีอคติดูว่ามันเป็นไปได้จริงไหมด้วยความน่าจะเป็นต่างๆ มนุษย์ยังอยู่บนโลกด้วยความน่าจะเป็นที่ต่ำกว่าหาเม็ดทรายหนึ่งเม็ดให้เจอจากทรายทั้งโลก แล้วลองชั่งน้ำหนักดู เราเห็นโฆษณามาเยอะ เรารู้ว่าโฆษณาธรรมดาๆ นี่แหละที่ทำให้นายเชื่อ ทำให้นายคิดว่าเขาพูดความจริง และหลอกให้นายรักของเหล่านั้นเหลือเกิน นายคิดว่านายรักมัน แต่ความจริงคือนายโดนโฆษณาให้คิดว่านายรักมันต่างหาก”

ไม่ว่าเพื่อนผมจะพูดอย่างไร ความตัดสินใจผมก็แน่วแน่ หลักฐานอะไรกันไม่มีสักอย่าง มีแต่คำพูดลอยๆ อ้างอิงไม่ได้และไร้ตัวตน Samsung Galaxy Note 7 เนี่ยคือสุดยอดมือถือแล้วเด็กประถมก็ยังรู้ ทุกคนต่างก็ใช้แล้วบอกว่ามันดีทั้งนั้นแหละ ดารายังใช้เลยขนาดไม่ได้เงินโฆษณานะ แล้วทำไมผมถึงจะไม่ใช้ล่ะ แถมถ้าทุกคนชอบมันขนาดนั้นทำไมผมจะไม่รักมันล่ะ ถ้าทุกคนชอบมันก็น่าจะแปลว่ามันมีดีบ้างสิ จริงไหม?

จริงไหม?

ชาย หญิง ความแตกต่าง

ดำ ขาว ขั้วตรงข้าม

เป็น ตาย ย้อนกลับไม่ได้

เธอ ฉัน สรรพนาม

เรา เขา พหูพจน์

เรา … เอกพจน์

เกลียด รัก คำกริยา

มาก น้อย บ่งบอกปริมาณ

อสงไขย  ปริมาฌ ข้อจำกัด

อวกาศ เธอ หยั่งวัดไม่ได้

ใต้พิภพ ใต้มหาสมุทร หยั่งถึงไม่ได้

อวกาศ มหาสมุทร หายใจไม่ได้

มุมา นะ พยายาม

อุตสา หะ ไม่เกิดผล

พังท ลาย พินาศสิ้น

 

ป้ายกำกับ: , ,

ผมเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เหมือนเครื่องจักรสังคม เรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะขับเคลื่อนสังคมมวลรวมไปข้างหน้า ผิดบ้างถูกบ้าง ก็เพราะว่าเป็นเพียงมนุษย์ที่มีอารมณ์เป็นหางเสือ ทำให้หลายๆ ครั้งแทนที่เราจะตรงไปข้างหน้าเรากลับอ้อมซ้าย ป่ายขวา และจบลงด้วยการหันหลังกลับทั้งที่เป้าหมายอยู่แค่ข้างหน้า เอื้อมมือไปก็ถึงแล้ว Read the rest of this entry »

ฉันก็มีเพื่อนสนิทกับเขาอยู่เหมือนกันนะ เรียกได้ว่าซี้กันเลยล่ะ สมัยอยู่มัธยมต้นอยู่ห้องเดียวกันตลอดสามปี (โรงเรียนฉันไม่มีการย้ายห้อง ทำให้ต้องอยู่ด้วยกันสามปี) นิสัยก็เรียกได้ว่าเป็นพวกน่ารำคาญ และขี้นินทา คือถ้าเราไม่อยู่กับมัน มันก็นินทาเละเทะ เอาให้แหลก แถมเป็นพวกไร้มารยาท เห็นแก่ตัว เช่นตบหัวคนอื่นได้ แต่ไปตบหัวมันไม่ได้นะ โคตรหวง ถ้าอย่างนั้นมึงก็อยากตบหัวคนอื่นสิวะ

นั่นแหละ ตอนนั้นฉันยังเด็กไง มีเพื่อนถึงมันจะเหี้ยก็ยังคงอยู่ต่อไปนั่นแหละ จนกระทั่งมัธยมปลายถึงถูกจับแยกห้องแล้วความสัมพันธ์เราก็จางๆ ลงไป คือยังเป็นเพื่อนซี้เหมือนเดิม แต่เวลาว่างไม่ตรงกัน ก็ห่างๆ กันไป เป็นเพื่อนซี้แบบจางๆ คือจะซี้ก็ซี้ แต่ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษก็มีโอกาสเจอกันน้อยหน่อย

แต่ก็นั่นแหละฉันคงไม่มาเขียนถึงมันหรอกถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความสัมพันธ์เราควรจะเป็นแบบจางๆ ซี้กันเมื่อนึกถึงกัน และไม่ค่อยนึกถึงกันนัก จนกระทั่งวันหนึ่งฉันอยู่ในสภาวะทิ้งดิ่ง ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้มากนัก เพื่อนคนนี้ก็เรียกฉันกลับมามีสติได้อีกครั้ง…. แต่ไม่ใช่ในแบบที่ดี

ฉันอยู๋ในสภาวะทิ้งดิ่ง ไม่ใช่ทิ้งดิ่งแบบที่ทำงานต่อเนื่องแล้วได้ Productivity ดีหรอกนะ แต่เป็นแบบ… เอ้อ นั่นแหละ ฉันอยู่ในสภาวะก่อนจะเป็นซึมเศร้านั่นแหละ แล้วไอ้เพื่อนคนนี้มันก็คงเป็นห่วง… หรือไม่บางทีก็แค่อยากจะโทรมาอวดชีวิตอันแสนสุข ดี๊ด๊าของมันตามนิสัยที่ฉันรู้จักนั่นแหละ (แต่แน่นอน ถ้ามันมาเห็นบล็อกฉันมันจะต้องหยิบมือถือมาโทรหาฉันแล้วตะโกนใส่ว่า “ควย กูโทรหามึงเพราะกูเป็นห่วงมึงนั่นแหละ”)

เป็นห่วงเหี้ยอะไรล่ะ

เพื่อนฉันคนนี้พูดราวกับไปเข้าคอร์สเรียน NLP พร้อมบอกว่าผู้หญิงมีอีกพันร้อยล้านคนทั่วโลก แน่นอนเพื่อนฉันพูดอีกมากที่ฉันจำไม่ค่อยได้เนื่องจากฉันไม่มีสติและแรงจะตอบสนองอะไรมากนัก จำได้แต่ว่าทุกประโยคที่พูดมันทำร้ายฉันเหลือเกิน แน่นอนว่าจนตอนนี้อดีตเพื่อนคนนี้ก็ยังไม่ยอมรับว่ามีโรคซึมเศร้าอยู่จริง และบอกว่าเป็นที่ใจของมึงอ่อนแอเองต่างหาก สู้ๆ มันดิวะ

ควยเหอะ

สิ่งที่เรียกสติฉันได้คือเพื่อนฉันพูดอย่างภูมิใจว่า “ที่กูพูดเนี่ย มันแรงก็จริง แต่มันเป็นยาเว้ย ยามันต้องขมมึงเข้าใจปะ” สติฉันที่หล่นหายอยู่ๆ ก็รวมตัวประกอบเพื่อตอบกลับไปอย่างเรียบง่ายทั้งที่โมโหและโกรธว่า “ยาอะมันขม แต่ขมไม่ได้แปลว่าเป็นยา มันอาจจะเป็นขี้ก็ได้”

แน่นอน เพื่อนฉันถือว่าฉันไม่อยู่ในสถานะที่จะตอบโต้อย่างมีเหตุผลได้ แม้ว่าฉันจะรวบรวมเหตุผลที่ฟังขึ้นในสมอง รันซิมูเลเตอร์ในสมองสามสี่ครั้งว่าถ้าไม่เป็นสภาวะทิ้งดิ่งมันฟังขึ้นหรือไม่ ฉันว่าคำพูดของฉันมันฟังขึ้นอยู่นะ ฉันพยายามจะบอกว่าสิ่งที่อดีตเพื่อนฉันพูดนั่นน่ะ ไม่ใช่ยา กรุณาเลิกอนุมานว่าขมคือยา เพราะบางทีขมก็เป็นเพราะมันเป็นแค่ขยะเท่านั้น

แน่นอน เพื่อนฉันพูดซ้ำ (โดยที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะพูดทำไม) ว่ามันทำตัวขม เพราะมันเป็นยาที่จะมารักษาฉัน ใช่แล้ว กูเป็นยาไงล่ะ วันนึงมึงจะต้องมาขอบใจกู

ควยเถอะ จนถึงวันนี้กูยังสาปส่งที่มึงถีบกูลงเหวดำดิ่งกว่าเดิม

ฉันจำได้แม่นทุกวินาทีหลังจากนั้น… วินาทีที่เขียนบล็อก วินาทีที่ทำอะไรต่อมิอะไรในคืนนั้น

ขออุทิศบล็อกโนดนี้ให้กับ stp ntp ผู้ที่เห็นแก่ตัว อวดตัวเอง และไม่เคยพยายามเข้าใจคนอื่น พร้อมทั้งถีบให้เข้าไปสู่สภาวะที่แย่กว่าเดิมโดยสิ้นเชิง ฉันเชื่อว่าถ้าหากวันนั้นทุกอย่างสำเร็จลุล่วง แทนที่อดีตเพื่อนคนนี้จะรู้ตัวว่าเป็นสาเหตุ คงจะบอกว่าฉันอ่อนแอเอง และผู้อ่อนแอไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลก

ฉันดีใจที่ในที่สุดฉันก็เลิกเป็นเพื่อนถาวรกับมนุษย์คนนี้ได้

พวกคุณที่ไม่ได้อยู่ในสวนสนุกน่ะคุณไม่เข้าใจหรอกว่าขึ้นรถไฟเหาะน่ะมันเป็นยังไง ทิศทางจะขึ้นจะลงน่ะไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนดได้เลย บางทีอยากจะให้มันขึ้นสูงๆ มันก็ตกลงซะงั้น หรือบางทีอยากจะให้มันคงๆ มันก็ทิ้งดิ่งเหมือนกับว่านี่เป็นการทิ้งดิ่งครั้งสุดท้ายก่อนที่มันจะปิดให้บริการ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ในสวนสนุกน่ะจะเข้าใจความรู้สึกกันหมดหรอกนะ บางคนน่ะแค่นั่งม้าหมุน วื้บๆ ไปข้างหน้า ถอยมาข้างหลัง วนๆ รอบเรื่องเดิมๆ แต่ไม่ถูกเหวี่ยงแบบควบคุมทิศทางไม่ได้ คนที่เล่นม้าหมุนก็พอจะทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ โอเค ม้าหมุนบางตัวอาจจะยกสูงขึ้นได้สักฟุตแล้วลดความสูงลงมา

บางคนก็เป็นแค่คนขับรถมาส่ง จอดอยู่ที่ลานจอดรถแต่ไม่ได้เข้ามาหรอก ยืนมองจากข้างนอกพร้อมบ่นในใจว่า “จะอยากมาสวนสนุกอะไรเอาตอนอายุเท่านี้กันวะ”

บอกตรงๆ ว่าเราไม่ได้อยากจะเข้ามาในสวนสนุกหรรษานี้เลยหรอกนะ…

เคยคิดว่ารถไฟเหาะนี่มันแย่ที่สุดในสวนสนุกแล้ว แต่ก็พบว่าบางสวนสนุกข้างนอกนั่นนอกจากรถไฟเหาะจะหวาดเสียวกว่าแล้วยังมีตัวแปรเรื่องเครื่องพังด้วย วิ่งๆ ไปก็เสียวว่าเครื่องจะออกนอกรางแล้วตายกันหมด

เอ๊ะ แต่ถ้าหวาดเสียวขนาดนั้นก็คงอยากตายกันหมดแหละเนอะ

ผมมีเพื่อนคนนึง เล่นรถไฟเหาะเหมือนกัน ตั๋วก็ได้มาจากแฟนนี่แหละ แฟนเธอไปเอาตั๋วมาจากคนอื่นอีกทีนึงแต่ไม่มาด้วย ถีบส่งให้มาเล่นรถไฟเหาะคนเดียวไม่รู้ว่าแอบคาดหวังว่ารถไฟเหาะนี่จะพังขณะเล่นหรือเปล่าถึงไม่มาด้วย

หลายคนมีความสามารถในการแบกรับอาการเมาไม่เท่ากัน บางคนนั่งรถไฟเหาะไปนานๆ ถึงจะรู้สึกว่าแย่ วิงเวียน ไม่สามารถยืนไหวอีกต่อไป บางคนแค่นั่งแล้วเจอทิ้งดิ่งรอบแรกก็อยากจะตายแทนที่จะเล่นต่อแล้วด้วยซ้ำ

ขอร้องล่ะ ทุกคนที่เล่นรถไฟเหาะอยู่น่ะ กินยาแก้เมาก่อน คนที่เล่นม้าหมุนเค้าอาจจะไม่ต้องกินยาแก้เมารถ เมาคลื่นหรอกนะ (แต่ถ้ากินก็ดี) แต่พวกคุณๆ เนี่ยถ้าไม่กินมันอาจจะไม่จบแค่เมารถนะ

รถไฟเหาะมหัศจรรย์คันที่คุณขึ้นอยู่น่ะมันยาวนะ ไปขอยาแก้เมาจากศูนย์การแพทย์เถอะ เดี๋ยวนี้ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าการไปเอายาแก้เมาเป็นเรื่องอ่อนแอ สู้ๆ สิวะ เดี๋ยวก็หาย สวดมนต์ขณะนั่งรถไฟสิเดี๋ยวก็ผ่านไป… ไอ้พวกที่พูดน่ะมันยืนดูอยู่ข้างนอกสวนสนุกทั้งนั้นแหละ มันไม่เข้าใจหรอกว่ามันแทนกันไม่ได้

อย่าทำแบบเราที่คิดว่าไม่เมา กินยาซะ แล้วสู้กับเส้นทางขึ้นๆ ลงๆ ของรถไฟเหาะให้ได้ ส่วนใครที่รถไฟเหาะมีความเสี่ยงจะวิ่งออกนอกเลนเพราะเลนสองข้างอยู่คนละด้าน พวกคุณอะไม่ต้องเล่นแล้ว ไปศูนย์การแพทย์เลย ต่อให้คุณทำงานสายศิลป์และต้องการแรงบันดาลใจไปทำงานก็เถอะ อย่าคิดจะแหย่เท้าไปเล่นเครื่องเล่นอันตรายแบบนี้แล้วทำงานเลย…. มันอันตรายเกินไป

saobmcedbeofdgy shtiojp mke

มกราคม 2018
อา พฤ
« พ.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter