หลังจากนอนพักอย่างหรูในเรียวกังหนึ่งคืน วันนี้เราจะเดินทางกลับโอซาก้า แต่ถ้ามาถึงที่นี่แล้วอาบน้ำออนเซ็นอย่างเดียวก็ดูจะเป็นการผลาญเงิน และเวลาอย่างแรง

วันนี้ฉันตื่นสายหลังจากปั่นงานรอบดึก (ทำไมทุกวันฉันต้องปั่นงานจนดึกดื่น หมดแรงในเช้าวันถัดไปด้วยนะ) ขณะที่ทุกคนไปลงออนเซ็นรอบที่สอง ฉันหมดแรงและนอนตายอยู่บนห้อง สุดท้ายไม่ได้อาบน้ำ

P_20160518_063802

P_20160518_063934

คุณป้าพนักงานใจดีมาปลุกไปกินข้าว อาหารในเรียวกังให้ความรู้สึกราวกับว่านั่งอยู่ในฟูจิ (ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ไม่ใช่ภูเขาไฟ!) แล้วสั่งเมนูแพงสุดมานั่งกิน คือมันก็ไม่ใช่อาหารที่หรู เห็นแล้วต้องร้องว้าวเพราะความแพง แต่มันดูเป็นเมนูอาหารที่ใส่ใจในการทำ (อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่รู้สึกได้ว่าอาหารโรงแรมดูดีกว่าอาหารหรูเสียอีก)

IMG_2856

หลังจากเรากินเสร็จก็เปลี่ยนชุด เก็บของแล้วออกจากโรงแรม พนักงานใจดีเสนอตัวถ่ายรูปให้ เราเรียกคุณป้ามาถ่ายรูปด้วยประหนึ่งเป็นสมาชิกของทริป (จริงๆ คือประทับใจป้ามาก แต่ป้าช่างเป็นญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นที่ถ่อมตัวประหนึ่งเป็นทาสรับใช้ ทำให้เรารู้สึกผิดเข้าไปอีก)

IMG_20160518_100533

IMG_20160518_100400

IMG_20160518_101006 IMG_20160518_101015

หลังจากทำเรื่องเช็คเอาท์ก็วางกระเป๋าไว้ที่โรงแรมนี่แหละ แล้วเดินเล่นในเมือง ถ่ายรูปมาจำนวนนึงพบว่าแสงสวย ฟ้าสวยน่าประทับใจกล้องมือถือ พอเดินกลับไปทางขากลับก็พบว่าเมืองช่างเล็กกระจ้อยร่อยเสียจริงๆ ทำให้ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปทิศออนเซ็นที่ฉันไม่ได้เดินเหมือนกับคนอื่นเขา

IMG_20160518_101145

(เสียดายบ่อนี้ไม่ได้ลง)

IMG_20160518_102307
IMG_20160518_102337

(ด้านหลังของเมืองสวยเอาการเลยล่ะ)

IMG_20160518_104125

IMG_20160518_103719

IMG_20160518_104337

IMG_20160518_104259

(จะขึ้น Ropeway ต้องไต่เขาขึ้นไปก่อน ไม่สูงมากเท่าไหร่พอขึ้นไหว)

IMG_20160518_104732

IMG_20160518_104611

(แสงสวย สีสวยจริงๆ)

เราเดินไปฝั่งออนเซ็นและเลยไปอีก พบว่ามีให้บริการ Rope Way (นี่ก็อยู๋ในวิดิโอที่ถ่ายมาเช่นกัน และยังไม่ได้รวมเป็นไฟล์เดียว) มีค่าใช้จ่ายในการขึ้นด้วย (แต่ลืมแล้ว) และมีพนักงานอธิบายตลอดทางแต่ฟังไม่ออกเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น

P_20160518_090041

(ของจริงสวยกว่านี้อีก)

ทิวทัศน์ค่อนข้างสวย มีกล้องหยอดเหรียญไว้ส่องดูทิวทัศน์แบบซูม ฉันรู้สึกดีที่หยอดตังแล้วได้ดู (ที่พัทยาหยอดแล้วเงียบ โดนกินเหรียญไปฟรีๆ) แต่ลืมตาถ่ายรูปไม่ค่อยขึ้นเพราะนอนน้อยและหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์อย่างจัง ถึงใครจะบอกว่าลูกหลานคนจีนนี่ดีเนอะ ตาตี่งี้ถ่ายรูปย้อนแสงได้สบาย คงต้องขอบอกว่าไม่จริง ฉันลืมตาแทบไม่ขึ้น ถ่ายมากี่รูปก็พังหมด

ระหว่างขากลับเจอกลุ่มคนไทยด้วย (ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอคนไทย อุตส่าห์มาที่ๆ คนไทยไม่มาแล้วนะเนี่ย) ดูเหมือนว่าจะมาเป็นกลุ่ม มีคนไทยที่มาเที่ยว คนไทยพูดญี่ปุ่นได้ในกลุ่ม (น่าจะเป็นคนพาทุกคนมาที่นี่) และคนญี่ปุ่น ไม่รู้สินะ อาจจะเป็นสาวไทยที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น หรือมาเรียนที่ญี่ปุ่น แล้วก็พาญาติๆ พ่อแม่มาเที่ยวเฉยๆ ก็ได้

ขากลับจะแวะกลางทางได้ (รอดูในวิดิโอนะ) แต่พวกฉันเริ่มหิวแล้ว ทำให้ยุบแผนที่จะดูวิวกลางทางแล้วลงมาข้างล่าง

IMG_20160518_114522

IMG_20160518_114337

หลังจากลงมาก็ถ่ายรูปน้ำพุร้อนที่ใช้ต้มไข่สักหน่อย แล้วก็หาอะไรกิน เนื่องจากตอนนี้หิวมากแล้วเจออาหารร้านไหนก็เข้าร้านนั้นล่ะ

IMG_20160518_115331

ไปเจอร้านนึงอ่านชื่อไม่ออก (อ่านในแผนที่เมืองทีหลัง รู้สึกจะชื่อว่า Kana Sai) เป็นร้านที่ขายของกินจำพวกเส้น เราสั่งไปหลายอย่าง ทั้งโอโคโนมิยากิน ยากิอุด้ง (นี่ก็ถ่ายมาแต่ยังไม่ได้ตัด)

ที่เงิบไปเลยก็คือโอโคโนมิยากิทำมาเกือบสำเร็จรูปแล้ว วางบนเตานี่แค่อุ่นๆ ส่วนยากิอุด้งพวกฉันต้องผัดเอง กลับกับที่คิดโดยสิ้นเชิงว่ายากิอุด้งคงจะทำสำเร็จมาแล้ว ส่วนโอโคโนมิยากิต้องทำเอง ราดเอง พลิกเอง

แน่นอนว่าคุณป้าพูดอังกฤษไม่ได้ มีเด็กในร้านพอจะพูดได้บ้างนิดหน่อย ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก โดยรวมแล้วอาหารมื้อนี้กินได้ ให้ 7.5/10

IMG_20160518_134307

ก่อนกลับขอแวะร้านกาแฟชิคๆ ก่อน แต่พลาดมากไปสั่งเมล่อนโซดา นึกว่าจะเป็นโซดาอะไรพิเศษ สุดท้ายมันคือ…. แท่นแท้น น้ำเขียวแฟนต้า… (Y______Y)

แล้วเราก็กลับมาที่รถไฟเตรียมกลับไปยังโอซาก้าสเตชัน ระหว่างทางเจอคุณป้าคนนึงบนรถไฟ (ใจดี เป็นมิตร และพูดภาษาอังกฤษได้) ได้โพสต์เรื่องนี้เอาไว้บน Facebook จึงขอก๊อปปี้มาแปะไว้ ณ ที่นี้

himeji castle

Day06

วันนี้นั่งรถไฟกลับจากคิโนซากิ นั่งรถไฟด่วน แต่ไม่ถึงขั้นชินกังเซ็นกลับ พอนั่งไปสักสองสามป้าย (กี่สถานีไม่รู้ เพราะรถด่วนมันจอดแค่บางสถานี) ก็มีญี่ปุ่นมา sumimasen ใส่แล้วนั่งด้วยข้างๆ

หลังจากอะไรผ่านไปเรียบร้อยคุณยาย (ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่ป้าผอมๆ) ก็ชวนคุยเป็นภาษา…. อังกฤษ! สำเนียงไม่ติดญี่ปุ่นมากนัก (แต่คำว่า simultaneous interpreter ยายฟังยากมากครับ ออกประมาณว่า ชิมารุเทเนีย~สึ อินตะราปีเต้อร์)

คุยไปคุยมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันพอควร เลยแอบนับอายุยายเอา ยายเล่าว่าเป็นคนโตเกียว แต่เรียนที่มหาวิทยาลัยโอซาก้าและเคยทำงานในภูมิภาคคันไซ ทำให้มีเพื่อนเยอะ (ป้าๆ ยายๆ คนอื่นที่มาด้วยกันในทริปนี่ล่ะ) เคยไปกรุงเทพตอนอายุ 20 ส่วนตอน 30 กว่าๆ เป็นแม่บ้านเลยหางานฟรีแลนซ์ทำ (ครับ ยุคนั้นกะยุคนี้ก็เหมือนกัน สังคมญี่ปุ่นยังค่อนข้างลำบากสำหรับเพศหญิง แต่งงานแล้วมักจะต้องลาออกมาเป็นแม่บ้าน ตอนนั้นก็ทำงานแปลนี่ล่ะ  ป้าเล่าว่าได้ยินคำว่า floppy disk ครั้งแรกก็เงิบไปเลยเพราะยุคนั้นยังไม่มีใครใช้กัน (ยุค 70 – เลยอนุมานคร่าวๆ ว่ายายเกิดยุค 40 ตอนนั้นก็เงิบเลยครับ ยายดูอายุราวๆ 50 กลางๆ เท่านั้นเอง) ส่วนที่ภาษายายดีเพราะตอนนั้นสามีโดนส่งไปทำงานที่ลอนดอนหกปี เลยพูดอังกฤษได้ค่อนข้างดีกว่าญี่ปุ่นทั่วไป (ครับ… มาที่นี่พูดอังกฤษใส่ ถ้าไม่วิ่งหนีก็ซัดญี่ปุ่นกลับมา ถ้าฉันพูดญี่ปุ่นได้จะถามไปเป็นอังกฤษทำม้าย)

ก็คุยกันน้อยลงหลังแฟนส่งข้อความทาง Facebook messenger มาว่าพูดมาก เสียงดังรู้ตัวไหม จนกระทั่วสถานีฮิเมจิ ยายบอกว่าฉันจะถ่ายรูปปราสาทฮิเมจิ เพราะตอนขามาฉันไม่ได้ถ่าย แล้วแกก็บอกว่าฝั่งเรานี่ล่ะที่จะเห็นปราสาท

ก็เปิด google maps ดูครับ ปราสาทตั้งตรงข้ามสถานีเลย เราจะเริ่มเห็นตั้งแต่รถเริ่มตีโค้ง ก็กะจะถ่ายรูปกัน

สามนาทีก่อนเข้าเขตปราสาท (ในระยะสายตา) ยายฟังประกาศ แล้วเก็บกล้องเลยถามว่าไม่ถ่ายแล้วเหรอ ยายบอกว่านายทะเบียนรถประกาศว่าแสงไม่ดี ไม่น่าถ่าย ดูด้วยตานี่ล่ะ

วินาทีสำคัญมาถึง อัสนีไม่สนว่าอากาศจะดีไหม (เออ ดูจากภาพมันก็ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ) ก็ถ่ายมา ยายเห็นทุลักทุเลนักก็ช่วยจับผ้าม่านกันแสงแยงตาไว้ให้แล้วเราก็ควักกล้อง Olympus ที่ภูมิใจนักหนาว่าติดเลนส์ sigma 60mm ที่ไม่รู้จะถ่ายอะไรได้ในชีวิตนี้

สั๊ส กล้องกูมองไปที่ไหนวะ ปราสาทอะตาเปล่าเห็นแล้ว แต่กล้องชี้ไปตรงไหนวะ…

สามสิบวินาทีผ่านไป… ตึกบังปราสาทหมดสิ้น โอ้ นี่สินะชีวิต ตอนโอกาสมาเราก็ไม่รู้ว่ามองอะไรอยู่ พอเรารู้ว่าต้องมองไปทางไหนโอกาสแม่มก็ถูกบดบังอยู่แล้ว ถ้าเห็นก็ได้แค่ผิวๆ แวบๆ ไม่เต็มอย่างที่ควรจะเป็น

ยังไงก็แล้วแต่ ขอบคุณคุณยาย ที่ทำให้ได้เห็นปราสาทฮิเมจิ นอกแพลนมากๆ แม้จะถ่ายภาพดีๆ ไม่ได้ และเห็นไกลแบบเล็กจิ๋วจนตอบไม่ได้ว่ามันอลังการแค่ไหน

ฉันคงต้องยอมรับว่าการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคุณยายถือเป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายเอามากๆ (แม้ว่าฉันจะลืมตัวและใช้เสียงดังไปหน่อย… บางทีอาจจะไม่หน่อยด้วยล่ะ) หลังจากนั้นคุณย้ายก็ย้ายไปนั่งกับเพื่อน แล้วเราก็ทรมานบนรถไฟไปจนถึงโอซาก้า ทุกคนเหนื่อยกับการนั่งรถไฟมาก เราแทบจะเดินทางเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด นั่งลงอิมามิยะ เปลี่ยนรถไฟ JR Namba และรับกุญแจ

ครับ… พวกเรายังคงนอนที่เดิม ก็ต้องไปรับกุญแจกับจักรยานแม่บ้านที่จอดอยู่ที่สถานีเช่นเดิมล่ะ หลังจากนั้นก็กลับไปที่ห้อง ชาร์จแบตมือถือและพาวเวอร์แบงค์เท่าที่จะทำได้แล้วแบกสารร่างไปที่โดทนบุรี

IMG_20160518_191738

IMG_20160518_192856

IMG_20160518_193622

IMG_3029

IMG_3030

คราวนี้ไปเน้นของกิน ได้กินหอยเชล์ทอด กินร้านดารุมะของทอด แล้วก็เดินดองกี้ (Donquijote) ตัวร้านมีของน่าสนใจกว่า Tsuruha มาก มีตั้งแต่ขนมกระจอกๆ ไปจนถึงชุดสยิวกิ้วที่เราจะไม่พูดถึงตรงนี้

IMG_20160518_205634

ไม่ควร

IMG_20160518_205341

เดินเข้า

IMG_20160518_212824

มากับ

IMG_20160518_210946

แฟน

ทีเด็ดคือได้พวงกุญแจกุเดะทามาไปฝากติน และได้ตุ๊กตุ่นสตาร์วอร์สภาคล่าสุดครบเซ็ท ตัวละ 500 เยนอีกด้วยล่ะ 555 ขอบคุณที่มีครบเซ็ทไม่เช่นนั้นคงจะไม่ซื้อ อ้อ ขนมของฝากก็ซื้อที่นี่ล่ะ ไม่ได้ถูกเท่าไหร่แต่สะดวกมีตัวเลือกค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้เป๊ปซี่ซากุระมาลองด้วล่ะ ซึ่งพอกินแล้วก็ผิดหวังเอาการ โถ่….. สำหรับรสชาติให้ 5/10 ส่วนกลิ่นให้แค่ 1/10 พอ

IMG_0866

IMG_0865

ข่าวร้ายคือระบบรีฟันด์ปวดหัวมาก ไม่เหมือน Tsuruha ที่จ่ายเงินแล้วยื่นพาสปอร์ต เสร็จเลย เพราะต้องจ่ายเงินก่อน แล้วไปทำเรื่องรีฟันด์นอกร้านอีกที คิวยาวเป็นหางว่าว และระบบที่แยกเซกชันกันอย่างเป็นระเบียบ (แต่พอเจอคนมากมายมหาศาลที่ไม่เข้าใจระบบ มันเลยยิ่งเละ)

เอาเถอะ กลับไปนอนเถอะนะ

วันนี้เป็นการเดินทางไกล พวกฉันจะเดินทางจากโอซาก้ามุ่งสู่เมืองเงียบสงัด (ที่แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองก็ยังไม่ค่อยไป) ชื่อว่า Kinosaki (คิโนซากิ) โดยต้องไปลงที่สถานีรถไฟ Kinosaki Onsen

การเดินทางของเราแพลนกันง่ายๆ แต่กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด หลังจากเก็บห้องที่พักเรียบร้อยก็เดินทางไปคืนกุญแจและไปที่สถานีรถไฟ Osaka Station

IMG_2693

แต่ปัญหามันก็เกิดตรงนี้แหละ จำได้ว่าเล่าเอาไว้ในตอนที่ (1) แล้วว่าเจ้าของห้องใช้วิธีจอดรถจักรยานแม่บ้านเอาไว้ แล้วมีล็อกเกอร์ข้างในอีกทีเพื่อใส่กุญแจห้อง.. ฉันเปิดล็อกเกอร์ไม่ได้ พยายามอยู๋นานมากราวๆ  20 นาทีเห็นจะได้ เจ้าของห้องก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเปิดไม่ได้ (ยิ่งวันแรกมันทำตัวเอ๋อๆ ใส่ เค้าคงคิดว่าแม่งงี่เง่าแน่ๆ) แต่รหัสที่มีเปิดไม่ได้จริงๆ สุดท้ายขอเค้าว่าเราเปิดไม่ได้ และไม่ทันแล้วจะตกรถไฟ ขอใส่ไว้แบบไม่อยู่ในล็อกเกอร์เถอะนะ ซึ่งเจ้าของห้องก็ยอม (ที่แปลกคือหลังจากนั้นเจ้าตัวบอกว่าแม่บ้านมาเอากุญแจ พบว่ามันอยู๋ในล็อกเกอร์แล้วพร้อมรหัสเดิม เอ้า เกิดอะไรขึ้นละเนี่ย

พวกฉันรีบเร่งไปสถานีรถไฟ Osaka Station เหลือเวลาให้หลงไม่มากนัก ความฝันที่จะซื้อ Ekiben (อาหารกล่องสถานีรถไฟ) หมดสิ้นเหลือศูนย์ และในที่สุดพวกฉันก็ไปถึงสถานีทันเวลา… ว่าแต่รถคันไหนล่ะที่จะไป Kinosaki Onsen? ถึงจะรู้แพลตฟอร์มแต่พวกเราอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกนะ

หลังจากงงไปงงมา สุดท้ายพวกฉันใช้ไม้ตาย คุยกับพนักงานขับรถ (ใช่ เล่นกันแบบนี้แหละ) พนักงานก็ขอดูบัตร จะตรวจว่าพวกฉันมีตั๋วที่ขึ้นไปทางนั้นได้หรือเปล่า เพราะมันไกลมาก ตั๋วธรรมดาที่ไม่ใช่ Kansai Wide Pass / Kansai West จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้น

หลังจากตรวจตั๋วเสร็จพนักงานขับรถก็บอกว่าอ้าาา ไปได้ แต่ไม่ใช่คันนี้นะ ต้องรอคันอื่น พวกเราก็อ้าว ไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ใช่ล่ะ พยายามใช้ภาษากายและภาษาญี่ปุ่นง่อยๆ ของฉันสื่อสาร เจ้าหน้าที่ยืนยันกลับมาทั้งภาษากายและภาษาญี่ปุ่นว่าไม่ใช่คันนี้

ถามคนที่ยืนแถวนั้นทุกคนก็บอกคันนี้แหละ แต่พนักงานบอกว่าไม่ใช่แล้วจะเชื่อใครดีล่ะ… ก็ต้องเชื่อพนักงานสิเพราะเป็นคนขับรถ

แล้วรถก็ไปตอน 10:30… ครับ มันคือคันนี้แหละที่จะไปคิโนซากิ (ในใจนี่ไฟลุกกกกก ก.ไก่สิบล้านตัว) สรุปว่าต้องรอไปอีกสี่ชั่วโมงถึงจะมีรถคันถัดไปที่ไปสถานีคิโนซากิโผล่มาอีกคัน

ความฝันที่จะไปแช่บ่อออนเซ็นเจ็ดบ่อก็หายไปกับตา ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรอไปอีกสี่ชั่วโมง แต่ในความเลวร้ายก็มีเรื่องดีว่า Pokemon Center สาขาโอซาก้านั้นอยู่ในห้างที่ติดกับรถไฟฟ้า ฉันเลยตัดสินใจไปเติมเต็มความฝันวัยเด็ก (น่าจะเคยพูดไปแล้ว แต่ขอพูดอีกว่าญี่ปุ่นเค้าพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟดีมากเลยนะ นี่ห้างเพียบ แถมเดินแต่ละห้างนี่สามชั่วโมงก็ไม่หมด ส่วนใหญ่อะไรดังๆ มักจะอยู่ในห้าง น้อยมากที่จะเปิดร้านตัวเอง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเล็ก และมีพื้นที่จำกัด)

ตัวโปเกมอนเซนเตอร์สาขานี้อยู๋ในห้างไดมารุ (Daimaru) ขั้น 13 ห้างอยู่ติดกับรถไฟฟ้าและเชื่อมชั้นใต้ดินเอาไว้ สามารถเดินจากสถานีเข้าไปได้ไม่ต้องข้ามถนนเลยสักนิด

IMG_20160517_104443

(ชั้นนี้นอกจาก Pokemon Center ก็มี UNIQLO, Tomica Shop / Plarail Shop ร้านขายของเล่นรถไฟ และ ABC Cooking Studio)

IMG_20160517_110434

IMG_20160517_104633

VID_20160517_111716

ส่วนใหญ่ที่ฉันถ่ายมาเป็นวิดิโอ แล้วก็แน่นอนว่าสามเดือนแล้วยังไม่ได้ตัดต่อรวมเป็นวิดิโอเดียวกันเลย ไว้ฉันทำแล้วจะมาอัพเดทวิดิโอลงในบล็อกนะ

ฉับพลันทันใดนั้นเองก็โดนตามตัวกระทันหัน เนื่องจากพบว่ามีรถคันที่จะวิ่งผ่านเมืองคิโนซากิรอบ 12:11 ให้รีบลงมาด่วนห้ามโอ้เอ้ ฉันก็เลยถ่ายมาได้มากประมาณหนึ่งแต่ไม่จุใจมากนัก รวมถึงตุ๊กตาอีกจำนวนหนี่งเท่านั้นเอง

ส่วนตัวค่อนข้างผิดหวังกับสาขานี้เล็กน้อย มีแต่ของที่ฉันเห็นแล้วอยากได้ แต่ไม่รู้จะวางที่ไหนในบ้าน ไม่มีของระดับที่เห็นแล้วรู้สึกว่ายังไงก็ต้องซื้อ! ไม่ว่าจะวางได้หรือไม่ได้ก็ต้องซื้อ ส่วนเกมส์ Pokken ที่หยอดเหรียญเล่นก็พบว่างุนงงพอสมควร ไม่เหมือนกับ Tekken สักเท่าไหร่

Screenshot 2016-08-15 at 15.59.17

การเดินทางจาก Osaka Station ไปยัง Kinosaki Onsen ด้วยรถไฟความเร็ว… ไม่รู้ว่าสูงหรือปานกลาง แต่คงไม่ได้ช้าเหมือนประเทศไทยแน่ๆ ใช้เวลาราวๆ สามชั่วโมง เวลาเกือบทั้งหมดในการเดินทางฉันหลับ (แม้จะตั้งใจว่าจะปั่นงานตอนนั่งรถไฟ ไปถึงจะได้งานเสร็จหมด)

IMG_20160518_135422 IMG_20160518_135449

ในที่สุดก็ไปถึงสถานีคิโนซากิออนเซ็นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางเมืองแต่งตัวเหมือนพนักงานในห้าง (ชุดยูนิฟอร์มบรรยากาศให้มาก) ถามว่าพวกฉันพักที่โรงแรมเรียวกังไหน แล้วเค้าจะจดโน้ตเอาไว้ มีบริการรถบัสวิ่งในเมืองฟรี พอไปถึงตามโรงแรมต่างๆ ก็จะจอดให้ลง

IMG_20160517_160325

(กลางเมืองเป็นแม่น้ำ ค่อนข้างใสเห็นตัวปลาที่ว่ายไปมา)

เจ้าหน้าที่ค่อนข้างใจดี แถมยิ้มตลอดเวลาอีกด้วย รวมไปถึงมีเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติ (ผมบลอนด์ น่าจะยุโรปสักชาติหนึ่ง) มาให้บริการตรงจุดนั้นด้วยเช่นกัน บรรยากาศเมืองสมเป็นเมืองท่องเที่ยวอันห่างไกล ถนนค่อนข้างโล่งรถน้อย และมีแค่หนึ่งเลนข้างแม่น้ำ สองข้างก็สองเลน ท้องฟ้าและบรรยากาศถ่ายภาพและวิดิโอมายังไงก็สวย

ในที่สุดก็ไปถึงโรงแรม พวกฉันถูกชักชวนกึ่งบังคับให้ใส่ชุดกิโมโนและรองเท้าเกี๊ยะเดินไปในเมือง ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลว่าต้องการสร้างบรรยากาศ หรือแยกระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนที่อยู๋เมืองนี้ ด้วยความสัตย์จริง ฉันยอมรับว่ารองเท้าเกี็ยะเดินยากมากกกกก และถ้าเลือกได้จะไม่ใส่เดินแน่นอน ให้ซามูไรยุคโบราณเขาใส่ต่อไปเถอะ ส่วนคนยุคปัจจุบันใส่ผ้าใบแหละดีกับชีวิตแล้ว

IMG_20160517_161050

IMG_20160517_161125

(ร้านนี้อยู๋บนตลาดปลา แฟนฉันบอกว่าดัง ส่วนฉันร้านไหนก็ได้ให้ได้กินก็พอ)

IMG_20160517_162657 IMG_20160517_162537

แม้จะเป็นร้านดัง แต่การที่อ่านเมนูไม่ออก ก็เลยสั่งมามั่วๆ ที่สั่งมากินก็กินได้แทบทุกอย่าง… ยกเว้นกุ้งดิบ ฉันกินปลาดิบได้นะ แต่กุ้งดิบนี่ไม่ไหวจริงๆ สุดท้ายต้องฝากพ่อแฟนจัดการ (พ่อบอกว่าเชียงใหม่ อีสาน เค้าก็มีกุ้งดิบกินกันนะ พวกกุ้งแช่น้ำปลา แต่ฉันยอมแพ้)

IMG_20160517_171306

(ร้านนี้ดูน่าสนใจดี แต่วันนี้ปิด)

P_20160517_142012

ในขณะที่ทุกคนเดินไปเข้าออนเซ็น ฉันจำเป็นต้องกลับมาปั่นงานเพิ่มเติมก่อน ซึ่งเมื่อคืนทำไม่เสร็จ และไม่ง่ายนัก (เนื่องจากยังไม่มืด ฝั่งตะวันตกยังไม่มีข่าวใหม่ๆ เข้ามา) คุณป้าแม่บ้านได้เข้ามาจัดห้อง ปูเตียง ทำให้ฉันต้องย้ายโต๊ะหลบ และทุกครั้งที่แกจะทำอะไรแกจะพูดขออนุญาตเสมอ รู้สึกยังกับเป็นคุณชายในวังอย่างนั้นแหละ แต่ส่วนหนึ่งถึงจะรู้ว่าป้าทำงาน (และเงินเดือนป้าน่าจะมากมายมหาศาลด้วย) แต่เห็นคนแก่ๆ มาใช้แรงงานมหาโหด ยกของ ย้ายของ จัดห้องนี่ก็แอบสงสารนิดๆ (แต่ก็รู้ว่าป้ายินดีจะทำ ไปช่วยนี่ป้าจะรู้สึกแย่เอา)

หลังจากทำงานเสร็จตอนสองทุ่มตามเวลาท้องถิ่น ทุกคนก็อาบน้ำเสร็จกลับมากันแล้ว ส่วนฉันออกไปเดินในเมืองพบว่าเงียบสงัด แทบไม่มีอะไรเปิดให้บริการเลย ร้านค้าปิดหมด มีร้านโอมิยาเกะเปิดและร้านสะดวกซื้อเปิดอยู๋บ้าง แม้กระทั่งไฟบนท้องถนนก็มืดสนิท รองเท้าเกี๊ยะเป็นอย่างเดียวที่ยืนยันว่าฉันไม่ได้ฝันไป แต่กำลังเดินอยู่จริงๆ บนท้องถนนอันเงียบสงบแห่งนี้ นานๆ ทีจะมีเสียงเกี๊ยะจากนักท่องเที่ยวคนอื่นปะปนมาชั่วขณะบ้าง

IMG_20160517_194707

(ใจคอจะไม่สงสารคนที่ตาบอดกลางคืนเหรอครับ มืดซะขนาดนี้)

IMG_20160517_202809

มีทางเดินไปบ่ออาบน้ำที่พอจะสว่างสไวบ้าง ข้างทางมักจะเป็นร้านโอมิยาเกะที่หวังกอบโกยจากนักท่องเที่ยวที่ล่าทำแต้มลงบ่อออนเซ็นทั้งเจ็ด

IMG_20160517_203247

(มีเกมส์เซ็นเตอร์เก่าๆ ด้วย ข้างในมีปาจิงโกะ แต่เล่นไม่เป็นเลยถ่ายรูปมาอย่างเดียวพอ)

IMG_20160517_203414

ไหนๆ ก็พูดถึงบ่อออนเซ็นแล้ว บ่อออนเซ็นที่นี่ไม่รู้ว่าคิดค่าเข้าใช้บริการยังไง แต่ว่าถ้าเข้าพักกับทางโรงแรม (เรียวกัง) ทางโรงแรมจะให้ป้ายสำหรับใช้บริการ เมื่อไปถึงก็จะทำการสแกนบัตร ระบบถ้าจำไม่ผิดใช้ Nexus 7 รุ่นเก่า (ตัวที่ออกปี 2012 ของ Asus และใช้ชิป Tegra)

IMG_20160517_203838

สารภาพตามตรงฉันลืมชื่อไปหมดแล้วว่าบ่อที่ไปลงชื่ออะไร มีแยกชายหญิง (แต่วันต่อมาสลับห้องหญิงกับชายซะงั้น) สำหรับอัฌณีย์นักอาบน้ำอุ่นแล้วบ่อออนเซ็นที่นี่ไม่โหดร้ายนัก (ลงบ่อข้างนอกก่อน แล้วค่อยเข้าบ่อข้างใน) บ่อข้างในร้อนมาก อาจจะเป็นเพราะว่าความชื้นจัดเต็ม และไม่มีการระบายอุณหภูมิ ทำให้ร้อนกว่า ขณะที่บ่อข้างนอกสัมผัสกับอากาศโดยตรง

คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เล็กถึงเล็กมาก และเล็กกว่ามาตรฐานชายไทย

อาบน้ำเสร็จก็กลับมานอนนี่ล่ะจ้ะ เขียนงานต่อ (งานของวันถัดไป) นอนดึกอีกเช่นเคย

universal japan

น่าเสียดายที่บล็อกนี้เขียนหลังจากกลับมาแล้วสองเดือน ฉันลืมไปหมดแล้วว่าวิธีเดินทางคูลๆ (จริงๆ ก็ไม่คูลเท่าไหร่ เปลี่ยนหลายต่ออยู่) ไปยัง USJ หรือที่เรียกกันว่า Universal Japan นั้นต้องเดินทางยังไง แต่ฉันรู้สึกว่าถ้ายิ่งทิ้งนานกว่านี้ฉันก็จะลืมมากกว่านี้น่ะแหละ อีกทั้งยังไม่กล้าเขียนบทความอื่นหรือไอเดียอะไรแทรกกลางบันทึกอีกต่างหาก

วันนี้ฉันตื่นสาย… ก็คงไม่ต้องเดาหรอกนะว่าทำไม เมื่อคืนฉันเขียนงานที่ฉันรับจนราวๆ ตีสี่… จริงๆ มันก็แค่ตีสองในไทยเองนะ แต่ว่านั่นแหละ พอฉันพยายามจะตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า ซึ่งมันก็คือตีห้าตามเวลาประเทศไทย (นอนตีสอง ตื่นตีห้า) ไม่ต้องทายผลกันแบบฟุตบอลยูโรก็คงจะเดาได้ว่าฉันจะตื่นไหม

ฉันจำไม่ได้ว่าฉันตื่นกี่โมง น่าจะเก้าโมง ออกจากที่พักราวๆ สิบโมง บึ่งม้าแข่งสาย JR ไปถึงปลายทางตอนสิบเอ็ดโมงกว่า

IMG_20160516_111252

วันไหนฉันรวยล่ะจะมานอนในนี้ให้ดู ดูซิยังจะสายอีกไหม

ฉันไปถึงราวๆ 11:15 และเมื่อไปถึงที่เคาท์เตอร์ก็พบว่า… ตั๋ว Express Pass หมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าเข้าไปก็คือวัดดวงอย่างเดียวว่าจะได้เล่นไหม แถมด้วยสงครามทะเลาะกันอีกสักหนสองหน สุดท้ายจบลงด้วยการเดินเล่นข้างนอก และชอปปิ้งเล็กๆ น้อยๆ ที่ร้านรวงตรงทางเข้า Universal แต่ไม่ได้เข้าไป

IMG_20160516_111542

ได้แต่มอง มีตังก็ไม่ได้เข้าไปเล่นเพราะตั๋วหมด

แต่ฉันก็พบว่ามันไม่ได้แย่นัก ร้านข้างนอกของเล่นเยอะไปหมด (เออ อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกได้ว่าถ้าเข้าไปเล่นคงไม่ได้เดินข้างนอกนี้ทั้งหมด) เอาจริงๆร้านไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เดินๆ ก็หมดไปครึ่งวันได้ง่ายๆ

IMG_20160516_131420

สำหรับทาโกะยากิมิวเซียมนั้นเลวร้ายมาก…. ร้านน่ะก็ดีนะ เยอะแยะ แต่จ่ายตังด้วยเครื่องแล้วเดินไปยื่นตั๋ว จริงๆ แล้วทุกอย่างมันก็ดีหมดนั่นแหละจนกระทั่งเริ่มกิน เพราะอ่านไม่ออกเลยสั่งทาโกะยากิแบบต้นตำรับฉบับดั้งเดิม ที่ใช้ไข่และแป้ง (น้อยๆ) ไม่ได้เหมือนทาโกะยากินที่กินบ้านเราเลย ในความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกินไข่ตุ๋นซะมากกว่า ฉันเข้าใจว่าคนทั่วไปคงรู้กันหมด ยกเว้นพวกฉันนี่ล่ะ กินไปด้วยความรู้สึกเสียดายเงิน สุดท้ายก็เกือบหมด

IMG_20160516_150719 IMG_20160516_150710

จากการเดินภายนอกก็พบว่านอกจากโรงแรมอันเบ้อเริ่มเทิ่มที่ถ่ายรูปข้างบนแล้วยังมีโรงแรมอื่นๆ ซ่อนอยู่ในนี้อีกพอสมควร (ราคาก็ลดหลั่นกันไป) แน่นอนว่ามันทำให้ง่ายต่อการเดินทาง และฉันอนุมานเอาเอง (ไม่ได้ทำการค้นหาก่อนหรอก) ว่ามันจะมีสิทธิ์ในการเข้าก่อนคนอื่นราวๆ 15 นาทีด้วย

IMG_20160516_150019

แล้วแฟนฉันก็มีความสุขกับร้านขายยา…. ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องสำอางค์อีกแล้ว ส่วนฉันก็ต้องไปเดินเล่นฆ่าเวลารอ

IMG_20160516_151226

ร้านขายของฝากที่นี่ค่อนข้างจะมีสินค้า Sanrio ทุกแห่งจนสงสัยว่า Sanrio นี่มันเกิดในคันไซหรือไงนะ แถมเดินได้เป็นวันๆ ไม่รู้จักเบื่อด้วยเนื่องจากของมันเยอะจริงๆ

IMG_20160516_160853

ส่วนตัวฉันชอบร้าน Jump Store ดีนะ มีของในร้านเยอะดี แต่ส่วนใหญ่ไม่ถูกจริต เห็นแล้วก็อยากได้แต่ไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหนในบ้าน เลยจบลงด้วยการไม่ซื้อนี่ล่ะ

สุดท้ายเดินไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า EdiOn ที่มีขายของอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ น้อยๆ ทั่วๆ ไป ไม่มีอะไรแบบทีวีหรือของโดดเด่นมากเป็นพิเศษ เข้าใจว่าจับกลุ่มนักท่องเที่ยวเลยไม่มีของพวกนั้น (แต่หน้าร้านมีกันดั้ม 1/144 ขายเพียบเลย) สุดท้ายแฟนฉันอยากรู้ว่ากระจกกันรอยของ iPhone ที่ต่างประเทศจะแย่เหมือนไทยไหม (ไม่เต็มจอ ขอบเว้นๆ) ขอพนักงานดู พนักงานก็พูดภาษาอังกฤษได้ใจดีด้วย แต่เปิดไม่ได้เพราะซีลอยู่ สุดท้ายก็ซื้อมา… และพบว่าเออ กระจกกันรอยยี่ห้อที่ขายในญี่ปุ่นนี่ก็ไม่เต็มจอเหมือนกัน….

คือกระจกกันรอย iPhone นี่มันดูจะมีอยู่สองแบบ

  1. แบบปิดหมดทั้งหน้า เนื่องจากกระจก iPhone มันโค้งที่ปลายขอบทำให้การติดแบบใสจะมองเห็นว่ามันไม่สนิท กระจกประเภทนี้ก็เลยย้อมสีทั้งตัว (ทำให้ไม่เห็นตรงที่ปิดไม่สนิท) ข่าวร้ายก็คือมันเป็นมาตรฐานหรือไงไม่รู้ สีขาว (หรือดำ) จะกินเข้ามาที่หน้าจอด้วย ทำให้เห็นจอไม่เต็มจอ
  2. แบบปิดเฉพาะจอ แบบแรกไม่ดีเพราะปิดปลายๆ จอไปส่วนหนึ่ง แบบนี้ก็เลวร้ายไม่แพ้กัน คือมันปิดหน้าจอไม่ครบ 100% ถ้าติดจะเห็นว่ามันปิดจอจริงๆ แค่ราวๆ 95% เท่านั้น ส่วนอีก 5% (ข้างละประมาณ 2.5% ถ้าติดไม่เบี้ยว) ก็จะโดนสันกระจกทำให้มองไม่ได้… สรุปว่าตั้งแต่ iPhone 6 มาจนถึง iPhone 6s นี่กระจกกันรอยอะไรก็แย่ไปหมด ทำไมไม่มีใครทำแบบข้อแรกปิดทั้งหน้า แต่ไม่ย้อมสีบ้างนะ

IMG_2685

นอกจากนี้ยังได้ไปลองตู้ถ่ายสติกเกอร์แบบ Purikura จำชื่อไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าไม่ใช่ตู้ปูริคุระ แถมเป็นสีขาวๆ (ลืมถ่ายรูปตู้มา) ตัวตู้นั้นกวนตีนเข้าขั้น พูดแต่ภาษาญี่ปุ่น แถมพูดเร็วมาก มีเวลาให้เลือกแค่ประมาณ 3 – 5 วินาที คือฉันฟังไม่ออก พอจะดูรูปแทนก็พบว่าตัวเลือกเยอะมาก แต่ห้าวินาทียังกวาดสายตาไปไม่หมดเลยด้วยซ้ำว่ามีอะไรบ้าง (ขอสัก 5 นาทีเพื่อจะดูผ่านๆ ให้ครบได้มั้ย ตัวเลือกปรับแต่งมันเยอะมากเลยนะ)

สุดท้ายก็ได้ลองปรับทีละรูป ซึ่ง….อัลกอริทึมของโปรแกรมมันปรับแต่งมาเพื่อผู้หญิง พอฉันเข้าไปก็กลายเป็นตุ๊ดเลยอย่างที่เห็น

IMG_2672

แล้วก็ไปกินข้าวกันร้านชื่อ Shabu Sai มัวแต่ทะเลาะกันกลับมาอีกทีร้านหมดเวลาเมนูอาหารเที่ยงไปแล้ว คือทุกอย่างเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือราคาแพงขึ้นอีกราวๆ 500 – 1000 เยน พูดตามตรงว่าฉันคุยกับลุงไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนจะสั่งน้ำเพิ่มก็เข้าใจว่าแก้วเดียว (ห้าร้อยเยนรึไงนี่ล่ะ) เพราะในใบเมนูภาษาอังกฤษแยกเอาไว้ แก้วเดียวราคานึง กับ All you can drink ราคานึง เพิ่งมาเก็ททีหลังว่ามันคือ All you can drink ทั้งคู่ แค่อันที่แพงกว่าคือราคาแอลกอฮอล์ (คือมารู้ตัวตอนที่เห็นเมนูภาษาญี่ปุ่นว่ามัน All you can drink ทั้งคู่)

ตอนกินๆ ก็มีกลุ่มคนไทยเข้ามาเสียงดังโวยวาย ที่สำคัญสุดคืออวดฉลาดและไกด์ที่ไร้จริยธรรม ฉันเดินไปกดน้ำกินแบบเงียบๆ กำลังคิดว่าจะลองอะไรดีก็เจอคนไทยแซงคิว (ขอบคุณครับ) และอวดฉลาดกดแล้วยืนคุยต่อ (คนข้างหลังจะกดน้ำก็ไม่ได้ จะบอกภาษาไทยก็…. อย่าเลยเดี๋ยวจะรู้) มันก็คุยว่านี่ไง Calpis Lacto แบบน้ำอัดลม (ที่โน่นเรียกว่าโซดา) เหมือนที่บ้านเราเป็นกระป๋องอะ

แล้วก็มีคนถามไกด์ว่าแล้วโซดากดตรงไหนครับ ไกด์เงียบไปแปปนึงแล้วบอกว่ากดข้างๆ เลยพี่ แต่ทำเนียนๆ นะ เพราะเราไม่ได้จ่ายบุฟเฟต์แอลกอฮอล์

คนไทยนี่มันไทยจริงๆ

IMG_20160516_185931

รู้ตัวอีกทีก็หมดเวลาแล้วฟ้ามืดได้เวลากลับบ้าน หลงทางกันไปเยอะ และพอขึ้นมาก็ฝนตกหนัก ติดอยู่ที่สถานีเป็นชั่วโมงเหมือนกัน ดีว่าที่สถานีมันพัฒนาเป็นเหมือนห้างแบบเอมโพเรียม  ก็เลยฆ่าเวลาด้วยการเดินเล่น แต่รู้สึกว่าเดินๆ ขึ้นไปจากเอมโพเรียมกลายเป็นบิ๊กซีนะ

จะว่ายังไงดีนะ ฉันมาเขียนบล็อกตั้งเดือนนึงหลังจากกลับมาไทย (เอาจริงๆ คือเดือนครึ่ง) ฉันก็ลืมรายละเอียดหมดแล้วสิว่าไปทำอะไรมาบ้าง แต่ว่าไหนๆ ก็เขียนแล้วก็คงต้องเขียนต่อจนจบ ไม่ให้เหมือนบล็อกอื่นๆ ที่เขียนแล้วหายไปน่ะนะ…. จริงๆ ปัญหาคือช่วงนี้คอมพิวเตอร์ฉันมีปัญหา และ Apple ก็ท่ามากไม่ยอมขาย MacBook Air รุ่นใหม่สักที เอาล่ะ เลิกบ่นแล้วกลับมาสู่เนื้อหาที่ฉันควรจะไม่ลืมดีกว่า

Day (3) : ไปกินเนื้อโกเบ

IMG_20160515_111222

เอาจริงๆ นะ ฉันต้องสารภาพอีกรอบว่าฉันลืมรายละเอียดโดยสมบูรณ์ไปหมดแล้ว ดังนั้นรายละเอียดแถวนี้อาจจะไม่ครบถ้วนนัก ฉันเสียใจจริงๆ

วันนี้เราจะเดินทางไปยังเมืองโกเบ เพื่อกินเนื้อโกเบที่เขาร่ำลือกันว่าอร่อยนัก อร่อยหนา เราเดินทางไปขึ้นรถ JR ที่สถานีรถไฟ JR-Namba เพื่อที่จะนึกขึ้นได้ว่า… เรายังไม่ได้ขึ้นตั๋ว JR-Wide Pass ทำให้ตั๋วยังไม่สามารถใช้งานได้ (ตั๋วยังไม่ Activate) และสถานีนี้ไม่สามารถทำให้เราได้ เรามีตัวเลือกสองสถานีเท่านั้น คือ Osaka Station และ Shin Osaka Station

(ที่สถานีมีเจ้าหน้าที่ ที่พูดภาษาอังกฤษค่อนข้างคล่องประจำด้วย ชอบมากกกกกกกกก)

ด้วยความที่เวลาเราค่อนข้างจำกัด (พยายามจะไปกินให้ทัน Lunch Menu ของร้าน) เราจึงนั่งบึ่ง JR ไปยัง Osaka Station โอ้โห นี่สถานีรถไฟหรือเมืองย่อมๆ เนี่ย ขนาดไม่ใช่โตเกียวคนยังวุ่นวายกันขนาดนี้ เราเดินหาจุดขึ้นตั๋วนานกันพอสมควร และแล้วก็พบว่ามันอยู่ที่ชั้นล่างสุด ไม่ไกลจาก 7-Eleven ที่ขาย Omiyage นั่นเอง

หลังจากขึ้นตั๋วเสร็จ เราก็รีบนั่งไปลงสถานี Sannomiya Station ซึ่งเป็นสถานีประจำเมืองโกเบนั่นเอง สถานีอยู่ไม่ไกลจาก Osaka Station นัก (ห่างไปแค่สามสถานี) และแน่นอน เราจะไปกินสเต๊กร้านขึ้นชื่อ (ของคนไทย) ที่ชื่อว่า Steakland

IMG_20160515_120233

ไปถึงก็มีคิวยาวพอใช้ได้ ฉันยืนต่อคิวไปราวๆ 30 นาที เพื่อจะเข้าไปกินในร้าน โดยพ่อครัวจะทำให้กินกันสดๆ (ฉันต้องขอโทษด้วย ฉันลืมถ่ายรูป… มั่วแต่ถ่ายวิดิโอตอนพ่อครัวทำให้กิน แถมยังไม่ได้ตัดต่อวิดิโออีกต่างหาก) ฉันเลือกกินเนื้อโกเบ ราคาน่าจะไม่เกิน 4,000 เยน เกิดมาก็เพิ่งเคยกินเนื้อวัวที่ไม่เหนียว นุ่ม และกินง่ายขนาดนี้ สำหรับฉันก็ถือว่าสมราคาดีนะ แต่ด้วยความที่มันกินง่าย ทำให้หมดในเวลาอันรวดเร็ว ฉันว่าฉันกินเร็วกว่าพ่อครัวทำให้กินอีกกระมัง

IMG_20160515_152704

จากนั้นเราเดินวนในเมืองกันเล็กน้อยเนื่องจากผิดแผนที่วางไว้ แต่สุดท้ายก็ได้ไปคิตาโนะ (Kitano) เมืองเก่าที่ฝรั่งมาอยู่ เพราะว่าโกเบเป็นเมืองท่า ทำให้เมื่อก่อนฝรั่งมังค่าเลือกพักอาศัย สิ่งต่างๆ บนนั้นก็ดูจะสมสไตล์ฝรั่งล่ะนะ ดูแปลกตาพอสมควรเมื่อคิดว่าที่นี่คือญี่ปุ่น

IMG_20160515_160214

สิ่งที่ผิดแผนที่สุดคือมีเด็กมาทัศนศึกษา (เอาจริงๆ ก็เจอทุกวัน วุ่นวายทุกวัน) ทำให้การเดินทางบางจังหวะน่าปวดหัวไปบ้าง

IMG_20160515_154054

ถ้าให้ฉันพูดถึงเมืองนี้ ฉันคงว่า Kitano เป็นเมืองชิคๆ ที่อยู่ติดกับโกเบระยะเดินได้ เหมือนหลุดมาอีกเมืองหนึ่ง (ฉันว่ามันคงเป็นคนละเมืองจริงๆ นั่นแหละ) ดีไซน์เมืองนี้จะออกแนว Brick and Mortar อาคารอิฐแดงๆ แบบที่ฉันเคยฝันจะเห็นในอเมริกานั่นล่ะ

IMG_20160515_154338 IMG_20160515_154349 IMG_20160515_160136 IMG_20160515_160141

เมืองนี้เดินขึ้นยากหน่อย เป็นทางลาดชันเดินแล้วเหนื่อย ข้างบนกลายเป็นสารพัดร้านพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวไปแล้ว ตามสไตล์ญี่ปุ่นที่เมืองอนุรักษ์จะมีโซนที่แปรสภาพตามยุคสมัย (ยุคนักท่องเที่ยวบุก) ไปแล้ว

IMG_20160515_154753

ศาลเจ้าก็มีนะ แต่พ่อกับแม่รออยู่ที่โกเบ ไม่สามารถเสียเวลาได้

IMG_20160515_155903

บ้านนี้คงเป็นแลนด์มาร์กอะไรสักอย่าง

IMG_2615

บ้านหลังนี้น่าจะเป็นของท่านทูตจากต่างแดนในสมัยนั้น คนชอบมาถ่ายกับลุงเป่าแซกโซโฟนกลับไปเป็นที่ระลึก ถือเป็นแลนด์มาร์กประจำท้องถิ่น คนยืนเต็มตลอด

IMG_20160515_155956

ตอนขาลงเห็นศิลปินท่านนี้ระบายสีอยู่ ก็เลยขอใช้โอกาสนี้เก็บภาพกลับมาซะเลย ส่วนตัวรู้สึกว่าภาพสวยกว่าศิลปินข้างถนนบ้านเราพอควร อาจจะเป็นเพราะเป็นภาพทะเล สีเขียวและฟ้าทำให้รู้สึกร่มรื่นกระมัง

IMG_20160515_160508

หนึ่งในแลนด์มาร์กประจำ Kitano ก็คือบ้านเชอร์ล็อคโฮม ฉันไม่ได้เข้าไปหรอกนะ เวลามีไม่พอ ได้แค่เฉี่ยวๆ หน้าบ้านถ่ายรูปมาอวดเท่านั้นแหละ

IMG_20160515_161917

อีกที่นึงก็คือ Starbuck สาขาพิเศษ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าในญี่ปุ่นมีสาขาพิเศษที่ผ่านการ Localized ขนาดนี้แค่ไหน (Localized ที่ว่าไม่ใช่เข้ากับญี่ปุ่น แต่หมายถึงเข้ากับท้องถิ่นน่ะนะ) ฉันเห็นแล้วนึกถึงสาขาท่าพระอาทิตย์ที่ปิดตัวไปแล้วพอควร ฉันไปใช้บริการวันที่มันจะปิดตัวลงนั่นล่ะ ถึงได้รู้สึกว่ามันช่างเหมือนกับที่สาขานี้เหลือเกิน

IMG_20160515_163131

มัสยิดนี้ไม่เกี่ยวหรอกนะ เห็นว่าสวยดีเลยถ่ายมา

หลังจากนั้นเราก็หลงทาง หลับกันบนรถกลับมา ฉันจำไม่ได้แล้วว่าฉันได้นั่งหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งวันนี้หรือเปล่าที่เจอคุณป้าบอกทาง (ผิด) ไหนๆ ก็จำไม่ได้แล้วก็ขอเล่าเลยแล้วกัน

มีวันหนึ่งฉันนั่งรถผิด คือมันมีรถเที่ยว 18:00 กับ 18:01 จนตอนนี้ฉันก็ไม่รู้จะแยกมันยังไง เนื่องจากมันเป็นเวลาออกรถ (ไม่ใช่เวลาเข้าสถานี) ถ้าเกิดรถมันเข้ามาตอน 17:59 แต่จอดแช่จน 18:01 ล่ะ? ฉันก็ไม่รู้ แถมตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องนี้ด้วย ก็ขึ้นผิดสาย หลุดไปสถานีไหนไม่รู้ เพราะรถไม่ได้จอดทุกสถานีที่วิ่งผ่านเสมอไป

เราก็นั่งกลับกันแบบงงๆ มาเจอคุณป้าท่านหนึ่ง ความหน้าด้านว่าจะต้องกลับไปที่ห้องให้ได้ก็ทำงาน ก็เลยไปถามแกว่าต้องนั่งแพลตฟอร์มไหน แกก็บอกว่าต้องนั่งแพลตฟอร์ม A นะ (ซึ่งฉันนั่งไป แล้วหลุดไปไหนไม่รู้รอบที่แล้ว) เราก็ไม่มั่นใจ แต่จะทำยังไงได้ ลองไปที่แพลตฟอร์มแล้วถามคนแถวนั้นดูแล้วกัน ก็ขอบคุณแล้วเดินไป

เราเดินไปหลายสิบเมตร คุณป้าท่านนั้นวิ่งกระหืดกระหอบตามมาบอกว่าบอกผิด ต้องไปขึ้นอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง… เราขอบคุณอย่างไม่รู้จะบอกขอบคุณอย่างไรดี (ในที่สุดเราก็จะได้กลับบ้านกันแล้ว!!) แต่สุดท้ายฉันจะบอกว่า… แพลตฟอร์มแรกที่คุณป้าบอก (และเราขึ้นมาแล้วรอบหนึ่งแต่ผิดคัน) น่ะถูกแล้ว ที่วิ่งตามมาบอกน่ะผิด

แต่น้ำใจคุณป้าก็งามนัก

หลังจากหลงทางจนกลับมาถึง JR-Namba ใช้เวลาไปทั้งสิ้นสองชั่วโมง ที่สถานีจะมีห้าง (เหมือนพัฒนาขึ้นหลังจากทำรถไฟเสร็จ เดินออกจากรถไฟก็ช็อปได้เลย) เราเดินส่วนที่เป็นเหมือน Supermarket กันพอสมควร ส่วนตัวฉันมีนัดกับ Usagiramen-san ไว้เพื่อส่งคีย์สำหรับรีชาร์จงาน Aegis Nova (แน่นอนว่าฉันนัดผิดพลาดมาก ฉันอยู่ที่สถานี ส่วนคุณราเมนไปโผล่แถวที่พัก) สุดท้ายต้องวิ่งไปหาเจอกันหน้าร้านสะดวกซื้อที่ฉันจำชื่อไม่ได้

ไหนๆ ก็เจอคนญี่ปุ่นแล้ว เลยให้ Usagiramen พาไปซื้อตั๋ว Universal Express Pass แต่ทว่า…. Lawson หายากมากในแถบที่ฉันพัก เราเลยต้องเปิด Google Maps หาตำแหน่ง และเมื่อไปถึงระบบก็ล่ม… ไม่รู้ว่าล่มทั้งหมดหรือเฉพาะสาขาที่ฉันไป ทำให้ไม่สามารถซื้อตั๋วได้ พนักงานเองก็ตอบว่าซื้อตั๋วพรุ่งนี้ไปใช้พรุ่งนี้ไม่ได้ (ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงซื้อเช้าวันนั้นแล้วใช้วันเดียวกันเลยไม่ได้ หรือว่าระบบอาจจะล่มยาวถึงตอนนั้น)

แต่พรุ่งนี้ฉันเจอหายนะเข้าให้แล้วล่ะ….

หลังจากแยกกันฉันก็วนเวียนเล่น Ingress ตามใจอยากอยู่สักพักจนเริ่มจำทางได้ แบตเตอรีมือถือก็หมดลงเป็นสัญญาณว่าต้องกลับห้องพักแล้ว แน่นอน… ฉันต้องไปปั่นงานล่วงหน้าเพื่อที่วันพรุ่งนี้จะออกไปเดินอย่างสบายใจ…

วันที 2 ของฉันไม่สวยงามอย่างที่แพลนไว้นัก จริงอยู่ว่าหลายๆ ที่พอได้เห็นแล้วก็รู้สึกว่าเอาวะ ใช้พลังและเงินมาถึงญี่ปุ่นก็เพื่อจะได้เห็นนี่ล่ะ แต่มันก็ทำให้ถามตัวเองหลายครั้งว่าใช่เหรอวะ อยู่เหมือนกัน

วันนี้พวกฉันตื่นสาย… อืม ฉันจำไม่ได้ละเอียดนัก ฉันมานึกๆ ดูตามหลักการแล้วคนที่ตื่นสายน่าจะเป็นฉันนี่ล่ะไม่ใช่คนอื่นหรอก เพราะคนอื่นไม่ได้มีพฤติกรรมสายขี้เกียจเหมือนกับที่ฉันเป็น

เราไปถึงรถไฟ JR Namba ราวๆ 0930 (อิงจากข้อมูลบน Google Maps ที่เก็บเส้นทางการเดินทางของฉันไว้น่ะนะ) และไปถึงหน้าร้าน Endo Sushi ร้านซูชิชื่อดังท่ามกลางหมู่คนไทยตอนราวๆ 0953

endo sushi

ฉันก็ไม่รู้นะว่ามีร้านอื่นที่ดีกว่าไหม เพราะข้อมูลแทบจะทั้งหมดในอินเทอร์เน็ทพูดถึงแต่ร้านนี้ คือฉันว่ามันก็คงจะอร่อยมากๆ นั่นแหละ แต่บางครั้งฉันก็คิดว่าเพราะคนไทยไม่ยอมไปลองร้านอื่น มันถึงมีแต่ร้านนี้ด้วยหรือเปล่า

IMG_20160514_104220

เรารอคิวราวๆ 40 นาที (1033) ก็ได้เข้าร้านในที่สุด ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมร้านนี้ดัง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงที่เปิดร้านมานับร้อยปีเท่านั้น มันก็อร่อยจริงๆ นั่นแหละ

P5142880 P5142881 P5142883 P5142884

โดยจะมีซูชิเป็นคอร์ส (1, 2, 3, 4) ซึ่งแค่ละคอร์สก็จะเป็นของที่แพงขึ้นเรื่อยๆ เป็นขั้นบันไดราคา แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าจะกินก็จ่ายเพิ่มนะ แปลว่ายิ่งกินยิ่งคุ้ม เพราะราคาซูชิแต่ละคอร์สนั้นเท่ากันหมด (ของดีขึ้นแพงขึ้นเป็นสมการกราฟเอกซ์โปเนนเชียล แต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็นสมการกราฟเส้นตรง)

IMG_20160514_111645

ด้านหน้าร้านเป็นตลาดปลา กว่าฉันจะกินเสร็จก็ตั้งกี่โมงแล้ว ไม่หวังว่าจะได้เข้าไปดูประมูลปลาหรอก แต่แฟนฉันอยากไปเดินตลาดที่ขายของที่มาจากตลาดปลาอีกที (งงไหม? ฉันหมายถึงร้านที่เอาปลาดิบและสารพัดของที่ขายในตลาดปลามาแปรรูปน่ะ) และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ฉันถึงได้เห็นเนื้อโกเบแถวด้านหน้าแทนที่จะมีแต่อาหารทะเลแทนนะ ร้านนี้เห็นรางวัลเพียบเลยนะ

ต่อมาเราเดินไปยังสวย Utsubo Park โดยแวะโน่นแวะนี่ตลอดทาง ในใจฉันรู้แล้วว่าวันนี้เราใช้ Osaka Amazing Pass ไม่คุ้มแน่นอน เพราะเดินกันเป็นเต่าคลานแบบนี้ ฉันได้แต่ถอนหายใจแล้วพยายามทำใจว่าเงินมันเรียกคืนไม่ได้ ลืมมันเสียแล้วเอนจอยกับสิ่งที่พอจะทำได้ตรงนี้ดีกว่า

Kirin

ระหว่างทางผ่านร้านสะดวกซื้อประปราย (เข้าไปหลายร้านเหมือนกัน) สุดท้ายไปป๊ะกับเครื่องดื่มโคล่าของคิริน โดยข้างขวดเขียนชัดเจนว่า 0 kCal แหม่… ฉันไม่ชอบพวกเครื่องดื่มศูนย์แคลหรอกนะ แต่ทำไงได้ ฉันโดนการตลาดจาก Evangelion หลอก

การเดินเข้าไปที่สวนจากทิศที่เรามา (เออ ทิศไหนไม่รู้แฮะจำไม่ได้) อ้อมไปอ้อมมาพอสมควร สุดท้ายเราใช้วิธีลัดสนามเทนนิสเข้าไปแทน เจอสนามกีฬาขนาดใหญ่พอสมควร

PANO_20160514_124118

ที่สวน Utsubo Park ฉันเข้าใจ (เอาเอง ถูกไหมไม่รู้) ว่ากำลังมีเทศกาล Europe Flower หรืออะไรสักอย่าง ที่หมายถึงเทศกาลดอกไม้ยุโรป เราเดินรอบๆ คนเยอะแยะมากมาย ที่ทำให้ฉันตะลึงไปก็คือมีคนเอาเต้นท์จิ๋วมากาง โอ้ว ฉันว่าตอนฉันเห็นเก้าอี้พับเพื่อนั่งต่อคิวครั้งแรกก็อึ้งไปแล้วนะ แต่เอาเต้นท์เพื่อมากางกันแดดนี่ร้ายกาจจริงๆ

IMG_20160514_124328 IMG_20160514_124453 IMG_20160514_124808 IMG_20160514_125634 IMG_20160514_125717

รูปมันก็เยอะอะนะ ฉันว่าจะเอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊คดีกว่า เพราะนี่คือ Blog ลงแค่รูปไม่เท่าไหร่ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะ

IMG_20160514_130500

รูปนี้อีพิขมาก ป้าจ๊ะ ฉันนึกว่าป้าเป็นศพนอนตายนะจ๊ะ

IMG_20160514_143312-01

สุดท้ายเราคำนวนแล้ว เราไปได้อีกที่เดียว เลือกเอาระหว่างสวนสัตว์กับปราสาทโอซาก้า เราไปปราสาทกันด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะปราสาทไม่ได้อยู่ติดริมถนน แต่ต้องฝ่าสวนขนาดใหญ่เข้าไปก่อน พอเข้าไปแล้วก็ต้องไต่รอบๆ เข้าไปอีก เดินกันเยอะพอสมควรเลยล่ะ ภาพรูปมานิดหน่อยแล้วกด HDR ภาพก็สวยแล้ว ทัวร์จีนเยอะมาก การจะถ่ายรูปปราสาทโล่งๆ เป็นความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงเลย

IMG_20160514_145306 IMG_20160514_145312-01 IMG_20160514_145644-01 PANO_20160514_150926 IMG_20160514_151809

ข้างในปราสาทนั้นถูกดัดแปลงใหม่หมดแล้ว โชกุนมาเห็นคงจะตกใจ เมื่อที่พักอันสลับซับซ้อน (อันนี้มโนเอง ว่ามันควรจะซับซ้อนเพื่อเป็น Fortress ในตัว) กลายเป็นบันไดวิ่งขึ้นลง และลิฟท์ที่วิ่งตรงจากชั้นล่างสุดไปบนสุด ข้างในกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยราวๆ ชั้น 3 – 5 (หรือใกล้เคียงตัวเลขตรงนี้แหละ) กลายเป็นชั้นที่จัดแสดงแบบห้ามถ่ายรูป จริงๆ แล้วที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ผู้คนในยุคสมัยโชกุนนั่นแหละ มีแต่โครงสร้างภายนอกเท่านั้นที่ยังดูโบราณ ข้างในทันสมัยยิ่งกว่าที่อื่นในโลกหมดแล้ว

IMG_20160514_153049

ชั้นบนสุดนอกจากจะเป็นอาคารให้ออกไปดูรอบๆ (มีกั้นกันคนตก) ก็มีหลอกขายของฝาก… ซึ่งลงไปซื้อข้างล่างได้เช่นกัน (รูปข้างบนเป็นร้านขายของฝากชั้นล่าง จะเห็นได้ว่าถึงจะโดนหลอกให้ซื้อข้างบนแล้วก็ยังลงมาโดนหลอกซื้อข้างล่างกันเยอะแยะอยู่ดี) แถมของก็ไม่ Exclusive แต่ประการใด (ไปหาของหน้าตาเหมือนกันเป๊ะได้ที่ Tsuruha หรือ Don Quijote) ไม่แนะนำให้ซื้อ ยกเว้นถูกใจจริงๆ และขี้เกียจจะไปหาให้เจอที่ร้านอื่น

PANO_20160514_154145

(ที่เห็นในภาพนี่ล่ะร้านขายของฝาก)

IMG_20160514_154307 IMG_20160514_154755 IMG_20160514_154822 IMG_20160514_155220

จากนั้นเราก็กลับ แต่มากับคนกลุ่มนี้ไม่มีทางกลับง่ายๆ ไปต่อที่ร้านขายของฝาก (ข้างนอกปราสาท สรุปว่ารอบๆ นี้ร้านของฝากเยอะสุดๆ) ฉันชักไม่แน่ใจว่า Sanrio มีความสัมพันธ์อะไรกับโอซาก้าหรือเปล่า เพราะแลดูจะเห็นสินค้า Sanrio โดยเฉพาะคิตตี้ และไข่หมดแรง Gudetama ไปเป็นของฝากทุกอย่าง ตั้งแต่ซองมือถือ เคสไอโฟน ไปจนถึงถุงเท้า

ฉันจำไม่ได้ว่าวันนั้นหลงทางหนักแค่ไหน แต่อาจจะเป็นวันนี้ที่เราหลงทางเพราะเที่ยวรถ 18:00 และ 18:01 ไปกันคนละที่ สุดท้ายเลยไปผิด เดินทางกลับใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงกว่า แทนที่จะเพียง 40 นาทีเท่านั้น

ในที่สุดเราก็ไปถึง Nankai Namba ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่าเป็นห้าง และสมาชิกทัวร์มั่วซั่วของเราก็เข้าไปซื้อรองเท้าที่ ABC Mart ส่วนฉันทำได้แค่เพียงรอ… ใช่ ฉันจะทำอะไรได้อีกละ ถ้าฉันอยากจะไปไหน ฉันก็ห้ามไปตามที่ฉันต้องการ แต่ถ้าฉันไม่อยากจะไปไหน ฉันทำได้เพียงนั่งรอแกร่วอยู่ตรงนั้น ห้ามไปที่อื่นคนเดียว

 

เราอยากไปโดทนบุรี (ฉันเพิ่งรู้หลังจากกลับมา เพราะตลอดเวลาอยู่ที่นั่นเรียกผิดเป็น ดงทงบุริ มาตลอด) แต่แบตเตอรีทุกอย่างหมด มือถือ ไวไฟ พาวเวอร์แบงค์ เลยตัดสินใจกลับบ้านไปเก็บของที่ซื้อมา และแวะกินข้าวก่อน สุดท้ายไปจบที่ร้าน Yayoiken ที่ชื่อเหมือนยาโยอิบ้านเรา

ก่อนเข้าไปนึกว่าร้านจะเป็นร้านอาหารท้องที่ แต่ปรากฏว่าเป็นร้านแฟรนไชส์ ส่วนสาเหตุที่ฉันเดาว่ามันเป็นแฟรนไชส์ก็เพราะว่ามันมีเครื่องขายอัตโนมัติอยู่ด้านหน้า (กดเสร็จจ่ายตังแล้วจะได้ตั๋วออกมา เอาไปยื่นให้พนักงาน) พนักงานก็ใจดีเนื่องจากเห็นว่าเราเป็นชาวต่างชาติเลยเดินมารับตั๋วถึงที่ ทั้งที่ความจริงเราต้องเอาไปยื่นให้ที่หลังร้านด้วยซ้ำ อาหารราคาเอาเรื่องอยู่แม้จะเป็นแฟรนไชส์ แต่เอาน่า ตัวเครื่องก็มีภาษาไทยให้ใช้งานด้วยนะ อ่านไม่ยากสักเท่าไหร่หรอก

IMG_20160514_201657

หลังจากเก็บของเสร็จและกินข้าวแล้ว เราก็เดินวนกลับไปยัง โดทนบุริ อีกรอบหนึ่ง ฉันเหนื่อย และปวดขา… แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย เนื่องจากสาวๆ เข้าไปในประตูมิติที่ชื่อว่า Tsuruha ซื้อของหนีภาษี (จริงๆ คือซื้อแบบปลอดภาษีนั่นแหละ) ราวๆ 2 – 3 ชั่วโมง… ฉันอยากกลับบ้าน ฉันมาทำอะไรที่นี่เพื่อความว่างเปล่าที่ฉันไม่ต้องการกัน?

แน่นอนว่าฉันเสียดายเวลาสามชั่วโมงที่ฉันเอาไปเดินรอบโอซาก้าได้ แทนที่จะมายืนรอโง่ๆ ที่ร้านเหลือเกิน นี่ฉันจ่ายเงินสองสามหมื่นบาทเพื่อมายืนรอผู้หญิงซื้อของหรือนี่

IMG_20160514_205604 IMG_20160514_205939 IMG_20160514_205336

ยังดีว่าหลังจากบ่นแล้วบ่นอีก แฟนฉันเลยอนุญาตให้เดินไปรอบๆ พื้นที่โดทนบุริได้ โดยคาดว่าจะซื้อของอีกสามสิบนาที… (นั่นล่ะ ฉันข้างบนว่า 2 – 3 ชั่วโมง แปลว่าสุดท้ายฉันกลับมาก็ยังไม่เสร็จ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ไปไหน)

ขากลับฉันเดินเข้า Family Mart อีกรอบ (ที่นี่เรียกสั้นๆ ตามสไตล์ภาษาญี่ปุ่นว่า Famima) หาโคล่าที่ฉันไม่ค่อยชอบสิ่งที่มันเป็น (ปล. 0 Cal แต่อร่อยนะ ไม่แย่เลย ไม่บอกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นพวก 0 Cal ขณะที่ Pepsi Max, Coke Zero นั้นฉันไม่อยากจะแตะเลย) แต่ก็ซื้อมาอีกสองขวด จริงๆ ลายมีทั้งหมดหกแบบ แต่ฉันเอาแค่ Eva 01 มาเพิ่มอีกก็พอใจแล้วล่ะ

ฉันต้องรีบทำงานนะ ฟรีแลนซ์ก็อย่างนี้ล่ะ ถึงจะมาเที่ยวก็ต้องส่งงานตรงครบตามจำนวนแม้จะเป็นวันหยุด เสร็จแล้วต้องไปแพลนเที่ยวโกเบพรุ่งนี้อีก… ฉันอยากนอนไวๆ เหมือนกับคนอื่นเหลือเกิน

ฉันต้องออกตัวก่อนว่าฉันเขียนบล็อกเหล่านี้หลังจากเที่ยวเสร็จ กลับไทยมาแล้ว แน่นอนว่าฉันแก่แล้ว และถ้าใครสนิทกับฉันก็จะรู้ว่าหลังๆ ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้เหมือนสมัยเขียนไดอารี่ลง Gulife ที่ละเอียดยิบๆ ฉันจะจำได้ว่าทำอะไร ที่ไหน แต่ลงรายละเอียดเป๊ะๆ ไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว ฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะฉันใช้ชีวิตผิดไปจากที่ควร ร่างกายเลยพัง สมองเสื่อมไปแล้ว เอาละ อย่าเพิ่งนอกเรื่องเลย เอ ฉันควรจะเริ่มจากอะไรก่อนดีนะ

IMG_2459

เริ่มจากฝั่งไทย หลังจากมานั่งๆ นอนๆ รอที่สนามบินดอนเมืองมาตั้งแต่เที่ยงคืน ฉันก็ทำงานไป หลับไป เงกไป สติล่องลอยไป พร้อมกับก่นด่าสายการบินนังสก๊อยว่าทำไมเลื่อนเวลาเช็คอิน… ฉันต้องเช็คอินตอน 05:25AM เลยเนี่ยนะ พอตีห้าเราก็เลยลองไปเดินดู โหว ทำไมคนเค้าต่อคิวเช็คอินกันแล้วล่ะ! (แสดงว่าอ่านอีเมล์มากัน เลยรีบมา) เอากะเขาสิ ต้องรออีก 25 นาทีเลยนะเนี่ย

ผ่านไป 25 นาที คิวยาวขึ้นเรื่อยๆ ฉันคิดว่าถ้าฉันอยู่คนเดียวฉันเป็นตัวซวย ส่วนถ้าฉันอยู่กับแฟนฉันเป็นคำสาป คือเวลาเราไปเข้าร้านไหนคนจะต่อคิวหลังเรายาวขึ้นมากๆ (ประมาณว่าถ้ามาช้ากว่านี้สองนาทีก็ไม่ต้องต่อคิวแล้ว) ไม่แน่ใจนักว่าเป็นตัวนำโชคหรือเปล่า (ไม่ต้องต่อคิวนาน)

หกโมงแล้ว… นกสกู๊ตหลอกฉัน มันส่งอีเมล์มาบอกว่าเช็คอินตีห้า ยี่สิบห้านาที แต่นี่ดีเลย์มาครึ่งชั่วโมงแล้ว ข้างๆ เป็นคุณป้าๆ ลุงๆ และหลานวัยสองสามขวบที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้อย่างเดียว ฉันอยากได้สก๊อตเทปเหนียวๆ มาพันปากเด็กเหลือเกิน

หกโมงครึ่ง ในที่สุดก็เริ่มเช็คอิน ชีวิตไม่ง่ายเลยกับการเช็คอินกับสายการบินนี้ มาช้าก็กลัวจะโดน Overbooking ส่วนมาเร็วก็ต้องรีบแย่งคิว จะไปนั่งกินนอนกินที่เก้าอี้ไม่ได้นะ (แนะนำว่าส่งคนมารอคนเดียวแล้วผลัดกันยืนก็พอ ถ้าไม่มีกระเป๋าโหลดนะ ถึงเวลาก็ยื่นพาสปอร์ตไปตามจำนวนคน

เสร็จก็เข้าเกต อืม ทำอะไรบ้างนะ กรอกใบตม. ถ้าถือพาสปอร์ตไทยก็จะมีเครื่องตรวจอัตโนมัตินะ คนอื่นอาจจะรู้แล้วมั้ง ฉันก็เพิ่งจะรู้ตอนเดินเข้าไปนี่ล่ะ สะดวกดี แต่ก็มีเจ้าหน้าที่คอยคุมหนึ่งคน ถือว่าลดจำนวนการใช้แรงงานไปได้

ฉันจำช่วงเวลาในเกตไม่ค่อยได้ เหมือนคุ้น ว่าก็ช้าเหมือนกัน สายการบินนี้รู้สึกจะช้าไปหมด แต่ชอบส่งอีเมล์หลอกให้มาไวๆ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าพวกฉันมันช้าจนเขาต้องใช้ยุทธการนี้ หรือสายการบินนี้มันแค่กวนตีนเฉยๆ

Inflight Gradient

เรื่องตลกที่ฉันเจอในสายการบินคือมีแอร์คนหนึ่งชื่อ อาร์วี (หรืออะไรสักอย่างนี่ล่ะ) พอทาง Flight Attendant บอกว่าเรามีแอร์ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย ชื่ออาร์วี ก็จะพูดว่า “We also have Japanese Speaker Flight Attendant, are we?” อืม จริงๆ เค้าคงบอกชื่อแหละ แต่ฉันก็ฟังแล้วตลก นึกว่าเขาไม่มั่นใจในสิ่งที่พูดซะอีก มารู้อีกทีก็ตอนลงนั่นล่ะ ว่าอาร์วีนั่นชื่อ ว่าแต่ชื่ออาร์วีนี่ภาษาญี่ปุ่นเหรอ ยังเดาไม่ถูกจริงๆ

แน่นอน ฉันบินไปหลายชั่วโมงเลยล่ะ ราวๆ 6 ชั่วโมงได้ ไปถึงก็วุ่นวายกับการเช็คอินเข้าประเทศ เพราะฉันนอนที่บ้านใน Airbnb ไม่ได้นอนโรงแรม เจ้าหน้าที่ก็ดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ บอกให้ใส่ชื่ออยู่ได้ พอหลังๆ เริ่มคุยกันรู้เรื่องถึงให้ใส่บ้านเลขที่ของเจ้าของ Airbnb ได้แทน

แน่นอนว่าพ่อกับแม่ และน้องไม่รู้ แถมโดนจับแยกกันอีก เจ้าหน้าที่ตอนแรกไม่ยอมให้เราข้ามฝั่งไป คงกลัวจะคุยกันเพื่อก่อการร้ายหรือยังไงนะ สุดท้ายแฟนฉันใช้พลังมโน โง่ภาษาอังกฤษใส่บ้าง เอ้า เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยไปแฮะ หรือว่าภาษาอังกฤษทั่วๆ ไปจะสื่อสารไม่ได้เท่ากับการใช้คำง่ายๆ อย่าง My father know nothing

ผ่านตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) ไปได้ก็เจอศุลกากร ให้กรอกใบ ซึ่งถ้าเราไม่ได้หิ้วอะไรมา หรือผิดกฏหมายก็จะได้ตอบว่า No No No No กี่ตัวไม่รู้จำไม่ได้ แต่ตอบ No ทั้งหมด แล้วก็ผ่านไป

IMG_20160513_160955
IMAG0017

ออกมาเจอสตาร์บั๊กเป็นอย่างแรกเลย ส่วนฉันก็เดินวนๆ ดูซิมมือถือ ประกอบกับถามคนอื่นๆ ในเน็ทแล้วสรุปว่าซื้อๆ ไปเถอะ เลยซื้อ SO-Net มา เข้าใจว่าเป็นเครือข่ายของ SONY แต่เน็ทเวิร์คทั้งหมดวิ่งอยู่บน NTT DocoMo ฉันตัดสินใจอยู่นานระหว่าง 1GB ราคา 3,000 เยน กับ 3GB ราคา 5,000 เยน

IMG_20160513_182539

จากนั้นเราก็นั่งรถไฟ JR เข้าเมือง รถไฟที่นี่มากมาย วุ่นวาย มหาศาล งุนงง งงงวย ไม่แพ้ที่นิวยอร์ก ถ้าไม่อ้างอิงนิวยอร์กล่ะก็ ที่นี่มีหลายแพลตฟอร์มในสถานี และบางทีก็มีรถไฟคนละสายที่อยู่กันคนละฟาก รวมทั้งเวลาที่เป๊ะๆ บางทีมีคันที่วิ่งรอบ 18:00 และ 18:01 แต่ไปคนละทางมาจอดที่แพลตฟอร์มเดียวกัน ต้องดูเวลาให้ดี แต่ที่แน่ๆ คือดูป้ายรถไฟอันบนสุด เพราะรถมันจอดขี่กันในสถานีไม่ได้อยู่แล้ว

เส้นทางที่ Google แนะนำมาค่อนข้างไกล (จนตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นวิธีที่ดีไหม แม้จะกลับมาแล้วก็ตาม) วิ่งจาก JR Kansai Station ไป Tennoji แล้วเปลี่ยนไป Imamiya และเปลี่ยนไป JR Namba แน่นอนว่าพวกหลงเข้าเมืองอย่างเราไม่รู้อะไรสักอย่าง (วันแรกไม่รู้ด้วยว่า Google บอกแพลตฟอร์มได้ว่าต้องขึ้นเบอร์ไหน) สุดท้ายถามคนอื่นด้วย Google Translate เอาอย่างเดียว ฉันหลับแล้วหลับอีกนั่งไปร่วมชั่วโมง เปลี่ยนรถสี่คัน ในที่สุดก็ไปถึง JR Namba

ข่าวร้ายคือแฟนฉันไม่เคยเปิดเอกสารที่เจ้าของห้องส่งมาให้ดู เราขึ้นผิดทิศ ไปกันผิดทาง และหลงหากุญแจไม่เจออยู่นาน ในที่สุดก็เจอกุญแจ (เจ้าของใช้วิธีเอากุญแจใส่ไว้ในตะกร้าจักรยาน แล้วใส่ล็อกเกอร์จิ๋วอีกที ต้องหาจักรยานให้เจอ แล้วปลดล็อกรหัสเพื่อเอากุญแจห้อง) และเข้าห้องได้

มาถึงอากาศก็เริ่มเย็น ผิวรู้สึกเหมือนโดนมีดกรีด และงุนงงกับระบบพาสโค้ดเข้าคอนโด บางครั้งฉันกดแล้วมีตัวเลขขึ้นหน้าจอ บางครั้งกดไปก็ขึ้นแต่เลขสอง ฉันจะกดพาสเวิร์ดที่ถูกต้องก็ไม่ผ่านเสียที สุดท้ายระบบปิดตัวเองต้องรอนานกว่าจะกดได้อีกครั้ง และไม่ขึ้นเลขบนหน้าจอแล้ว

เมื่อเราขึ้นลิฟท์มาถึงชั้นหก ห้องนอนอยู่สบาย เตียงนุ่ม มีเครื่องซักผ้าและราวตากผ้าไฮโซ (เมื่อเทียบกับที่บ้านฉัน) ในห้องมี WiFi จาก WiMax เทคโนโลยีที่ทั่วโลกเลิกใช้ไปแล้ว ตู้เย็น เครื่องทำน้ำร้อนสำหรับกาแฟ เตาไฟ เครื่องทำน้ำร้อน ครบและเกินความต้องการเลยทีเดียว

ทุกอย่างดูสะอาดตา ดูดีจนเรานึกว่าห้องนี้ทำมาใหม่ ไม่จริงเลย เพราะว่าห้องนี้พลาสติกล้วนสีเหลืองชา แสดงถึงอายุหลักสิบปี แต่เทคโนโลยีทั้งหมดยังนำประเทศไทยไปไม่น้อยกว่า 10 ปี อาจจะอนุมานได้ว่าเทคโนโลยีในห้องธรรมดาๆ นี้นำหน้าประเทศไทยไปยี่สิบปีเลยก็ว่าได้

เรายังหิว… แต่เวลานี้จะไปหาอะไรกินได้ ตอนนี้คงราวๆ สามทุ่มแล้ว และเราไม่รู้จะหาอะไรกิน สุดท้ายเราจึงไปจบที่ Family Mart นั่นเอง ทุกคนซื้ออะไรสักอย่าง ข้าวปั้น ข้าวกล่อง ฯลฯ ส่วนฉันน่ะเหรอ ซื้อขนมปังแบบตัวการ์ตูนในมังงะซื้อมากิน ให้ตายสิ ขนาดเป็นของระดับล่างในร้านสะดวกซื้อยังอร่อยขนาดนี้เลย

ขนมปังไส้กรอกราดมัสตาร์ดราคา 125 เยน อร่อยกว่าที่คิดเยอะเลยทีเดีว

ที่นี่ไม่เหมือนกับอเมริกาที่มักจะแปะราคาไม่รวมภาษีเอาไว้ เพราะที่นี่มีทั้งราคาที่รวมภาษีแล้ว และยังไม่รวมภาษีด้วยกัน (มองหาเลขมากกว่าเป็นหลัก)

เอาล่ะ กินเสร็จก็เขียนงานล่วงหน้าแล้วก็นอน รู้ไหมว่าทุกวันฉันจะออกไปเที่ยว หลงทาง แล้วกลับมาทำงานเหมือนกับอยู่ประเทศไทยเลย จริงๆ ถ้าฉันไม่ต้องเขียนงานแล้วเขียนบล็อกแทนบล็อกนี้คงจะยาวเหยียดจนเธอไม่อยากอ่านเลยล่ะ

ฉันนอนก่อนนะ ฉันเหนื่อยกับการเดินทางจังเลย

[May 3rd, 2016]

สิบวันก่อนบินไปโอซาก้า… ช่างเป็นวันที่จุดไฟความพะอืดพะอมในใจของพวกเราอย่างมาก โดยเฉพาะฉันซึ่งคิดล่วงหน้าไปถึงคนที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่ได้ไป ฉันรู้สึกอยากอ้วก… ตรงนี้ไม่ใช่คำประชดประชันเวลาที่มีคนเล่นมุกเสร่อๆ หรือทำตัวหน้ารังเกียจ แต่ฉันอยากอ้วกจริงๆ เมื่อคิดไปแทนคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2015 หรือง่ายๆ คือราวๆ 5 เดือนก่อน แฟนของฉันได้จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นให้กับครอบครัว และตัวฉัน รวมกันแล้วห้าชีวิต เหตุผลง่ายๆ ที่นางจองตั๋วไปญี่ปุ่นก็เพราะว่านางโตแล้ว ทำงานแล้ว แต่ไม่สามารถให้เงินพ่อกับแม่ได้ เนื่องจากถ้าให้ไปสุดท้ายพ่อกับแม่ก็เอามาให้อยู่ดี เช่นล่าสุดเอามาซื้อเครื่องซักผ้าให้ที่คอนโด นางจึงตัดสินใจว่าถ้าให้เงินพ่อแม่ไม่ได้ งั้นใช้อะไรสักอย่างที่พ่อแม่จะปฏิเสธไม่ได้ เช่นการพาไปเที่ยวต่างประเทศดีกว่า (แน่นอนว่าฉันเป็นของแถม และต้องจ่ายเอง ไม่ได้ออกให้แต่ประการใด)

จริงๆ แล้ววันนั้นนางทำการจองตั๋วโดยไม่ปรึกษาสักคำ ฉันจะบอกแล้วว่าตั๋วนรกสเก๊ตน่ะ มันลดตลอดแหละ ไอ้คำว่าโปรโมชันน่ะมันหลอกกันเห็นๆ สาเหตุก็เพราะว่านางเห็นโฆษณาสายการบินนักสกัดบนเฟซบุ๊ค… โธ่ เธออ่านดีๆ เธอก็จะพบว่ามันบอกว่าราคาโปรดมชันหมดเขตไปสัปดาห์ที่แล้ว แต่เธอยังได้ราคาโปรโมชันน่ะก็เพราะว่ามันลดตลอดนั่นแหละ เธอโดนหลอกแล้ว มันไม่เคยจะขายแพงกว่านี้หรอก

หลังจากผ่านไปสองเดือน เราได้ที่พักในโอซาก้าผ่าน Airbnb แล้ว และที่นอนโรงแรมระดับเรียวกังในเมืองคิโนซากิออนเซ็น… ว่ากันตามตรงนะ คนในทริปไม่ได้อยากไปออนเซ็น ส่วนใหญ่ถ้าไม่รู้สึกเฉยๆ ก็อยากไปเมืองนี้ (ไม่ Neutral ก็ Positive) ราคาที่พักสำหรับห้าคนแพงบรรลัยเลยล่ะ… เรียวกังคืนเดียวร่วมหมื่น ส่วน Airbnb ในโอซาก้าก็เกือบสองหมื่นสำหรับเวลาหกคืน… จริงๆ เราก็พลาดไปนิดนึงตรงที่จองสามวันแรก (ก่อนไปคิโนซากิ) แล้วเว้นไปร่วมเดือน กว่าจะกลับมาจองสามวันหลัง ทำให้ราคาดีดขึ้นไปอีกเยอะ ถ้าจองพร้อมกันอาจจะแค่หมื่นสี่นิดๆ ก็ได้

นอกจากที่พักแล้ว เรายังไปซื้อตั๋ว JR Wide Pass กับ Amazing Osaka (น่าจะชื่อนี้นะ) แน่นอน… ค่าตั๋วก็อีกร่วมหมื่น รูดบัตรเครดิตไปพร้อมกับน้ำตา… ว่าเราจะได้ไปญี่ปุ่นอย่างที่เราควรจะเห็น

ตอนที่เขียนนี่บ่องตงว่ายังไม่ได้ซื้อตั๋ว USJ (Universal Japan) อีก แต่คิดว่าจะรีบจัดการภายในวันสองวันนี้แหละ ส่วนอีกอย่างที่ยังไม่เรียบร้อยคือ Pocket WiFi เล็งๆ ไว้แล้ว แต่ยังไม่ว่างไปเซ็นสัญญารับของ นี่ก็กลัวเหมือนกันว่าจะไม่มี Pocket WiFi ว่างให้เช่า แต่ไม่สะดวกไปจัดการเสียที

ในช่วงสองสามเดือนมานี้เห็นข่าวมาตลอด… ว่าสายการบินนกสก๊อตนั้นมีปัญหา… เป็นปัญหาที่น่ากลัวเสียด้วย ตอนแรกที่เห็นก็รู้สึกตลกไปมั้ย เราคงไม่เจออะไรแบบนี้หรอกเนอะ แต่พอผ่านไปสองเดือนเราก็พบว่าปัญหานี้เกิดขึ้นถี่มาก… เรียกได้ว่าน่าจะทุกรอบที่เครื่องบินจะบินเลยก็ว่าได้

ปัญหาดังกล่าวก็คือ Overbooking ฉันจะไม่อธิบายละกันว่าทำไมสายการบินนู้ดสก๊กทำแบบนี้ จริงๆ การทำ Overbook ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็นั่นล่ะ ฉันไม่อยากจะเสียเวลาเขียนอธิบาย (ฉันกลัวจะอธิบายผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่บางคนอาจจะไม่ให้อภัย) ข้อมูลเหล่านี้สามารถหาอ่านได้ในพันทิป (Google คำว่า “overbooking เรื่องปกติ สายการบิน”)

ปกติแล้วการเจอ Overbooking ก็เหมือนแจ๊คพอตหวยออก เพราะว่าคนที่โดนหวยนี้อาจจะถูกเลื่อนจากที่นั่ง Economy ไปที่นั่ง Business หรือไม่ก็อาจจะได้ไปนั่งสายการบินอื่นไปเลย โดยส่วนใหญ่แล้วสายการบินที่ได้ย้ายไปก็จะได้รอบเวลาไปถึงที่หมายใกล้ๆ กัน และสายการบินเหล่านี้มักจะเป็นพันธมิตรกัน

แต่ทว่าสายการบินนักสกัดกลับไม่เป็นเช่นนั้น… คุณอาจจะรู้ตัวล่วงหน้าว่าคุณจะโดนหวยออก… หนึ่งวันก่อนการบิน… จะบ้าเหรอ จองตั๋วอะไรไปหมดแล้วนะ โทรจากสิงคโปร์มาบอกว่าคุณโดนโอเวอร์บุ๊ค ให้เลื่อนไฟลท์ไหม หรือจะรับเงินชดเชยเป็น Voucher เป็นมูลค่า $200 SGD ไปแทน

นี่ถ้าฉันเลื่อนไฟล์ท แล้วโรงแรมที่ฉันจองไปหลักหมื่นล่ะ… หรือถ้ารับ Voucher นี่แปลว่าฉันจะต้องนั่งสายการบินแกอีกเหรอ เอาเงินสดคืนมายังจะดีซะกว่า เพราะพฤติกรรมแกฉันไม่ปลื้มจริงๆ

เท่าที่ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ยังไม่เคยจะมีใครได้ Voucher เหล่านี้เลย (ชะอ้าว… ทำไมทำกันแบบนี้ล่ะ) ฉันคิดว่าถ้าโดนโทรมาแบบนี้การรับ Voucher คือการโยนเงินทิ้งอย่างไร้ค่า… เดี๋ยวนะ ตั๋วเครื่องบินไปโอซาก้าของฉันมูลค่าเก้าพันกว่าบาท ทำไมจะคืนฉันแค่นี้ล่ะ… ยิ่งแย่ไปใหญ่

ยังก่อน… กลับมาที่วันนี้ วันนี้เป็นวันเกิดน้อง T น้องสาวของแฟนฉัน… เธอเล่าว่าเป็นเรื่องบังเอิญสุดๆ ที่พี่ที่ทำงานของน้อง T จะบินไปญี่ปุ่น และบินกลับวันเดียวกับเรา ไม่พอ ยังจะจองไฟลท์เวลาเดียวกันทั้งขาไปขากลับ… โอ้โหย มันจะฟลุคอะไรขนาดนั้นเนี่ย

แต่พี่คนดังกล่าวได้รับ SMS จากสายการบินนิ่งสก๊อยว่าคุณโดนหวย Overbook… พี่แกบอกว่าจะไปนั่งรอตั้งแต่เที่ยงคืนวันก่อนบินเลย… แย่จริง นั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันเองก็กะจะทำเช่นกันแท้ๆ… ก็เล่นบินเก้าโมงต้องเช็คอินตอนหกโมง แล้วฉันจะนั่งรถอะไรจากบ้านมาเช็คอินเช้าๆ ล่ะ ก็มานั่งรอนี่ล่ะ ยิ่งมีเรื่อง Overbook ยิ่งต้องทำแบบนี้นั่นแหละ

รู้ไหม… ตอนแรกฉันคิดว่าเราบินวันธรรมดา นอกหน้าเทศกาลท่องเที่ยวอย่างสงกรานต์ ตั๋วคงไม่เต็มด้วยซ้ำไป… จริงๆ นะ แต่ดูเหมือนว่าเราจะประเมินสถานการณ์ผิดไปพอสมควร ณ วินาทีนี้เราทราบแล้วว่าไฟลท์ที่เราจะนั่งนั้นเต็ม… ไม่ใช่แค่เต็มแต่เป็นล้น ขายตั๋วเกินจำนวนคนที่จะไปด้วยซ้ำ แน่นอน มันจะต้องมีคนอดไปแน่นอน คำถามคือพวกเรา หรือคนอื่น… เราจะไปกันห้าคน ถ้าโดน Overbook แค่คนเดียวก็เป็นหายนะแล้ว ไม่ว่าจะฉัน หรือแฟนฉัน หรือพ่อกับแม่แฟน หรือน้องสาวแฟน

ขอบคุณสายการบินนอนสก๊อย ที่ทำให้ฉันต้องหวาดระแวงถึงขั้นพารานอยด์ คิดจะเดินทางไปรอที่สนามบินตั้งแต่เที่ยงคืน พวกเรานอยด์กันไปหมดแล้วว่าจะเสียเงินเปล่าๆ เพราะสายการบินเอ็นเอสจะไม่คืนเงิน ไม่รับผิดชอบอะไรแม้จะเกิดปัญหาจากตัวเอง (อันนี้คือข้อมูลจากพันทิป) ไม่มีสายการบินพันธมิตรที่จะให้เราไปขึ้น อีกทั้งต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วเองไปก่อนแล้วไปฟ้องร้องกับมันทีหลัง ช่างน่าสรรเสริญเยินยอจริงๆ ฉันมั่นใจมากว่าถ้ามีการโหวตสายการบินที่น่าจะไปเผาออฟฟิศทิ้ง สายการบินนู้ดสก๊กจะต้องติดรายชื่ออันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

นอกจากนี้เราเห็นกระทู้พันทิปอีกจำนวนหนึ่งระบุว่าเจ้าของกระทู้เป็นผู้ประสบปัญหา แต่พอไปโพสต์ลงบนแฟนเพจของทางสายการบิน กลับโดนบล็อกออกจากแฟนเพจ และลบข้อความทิ้ง… ช่างน่าสรรเสริญจริงๆ สายการบินนี้ช่างเข้าใจพฤติกรรมแก้ปัญหาแบบคนมีเงินสู้กับคนไม่มีเงินตามสไตล์ไทยๆ ช่างเป็นสายการบินที่ทำให้เราตระหนักได้ถึงความตัวจ้อยของเรา และเงินที่เรามีจริงๆ ถ้าเราเป็นดาราก็คงดี เราจะปั่นกระแสสู้ แต่นั่นแหละ ถ้าเราเป็นดาราเราคงนั่งสายการบินอื่น ไม่ก็แอร์กราวด์คงยอมให้เราเช็คอินอย่างรวดเร็วแม้จะ Overbook และมาช้าก็ตาม

เรายิ่งคิดว่าเราจะไปเร็วเพื่อแก้ปัญหาฉันยิ่งพะอืดพะอม นั่นแหละอย่างที่ฉันบอกตั้งแต่ต้น (อ่านมาถึงตรงนี้คงลืมไปแล้วว่าข้างบนเราโม้อะไรไว้) ว่าเราพะอืดพะอมเมื่อคิดล่วงหน้าไปถึงวันนั้น เพราะวันนั้นจะต้องมีคนที่ขึ้นไฟล์ทเดียวกับเราตกเครื่องอย่างแน่นอน และคนเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพราะคนที่ผิดเต็มๆ ครบถ้วนสมบูรณ์แบบนั้นคือสายการบินนรกสกิ๊ปนั่นเอง (หรือถ้าแจ๊คพอทสุดๆ พวกเราคงจะเป็นคนที่ตกเครื่องบินนั่นแหละ) แทนที่จะหาพันธมิตร หรือชดเชยเลื่อนที่นั่ง หรือทำอะไรก็ตามสายการบินนี้กลับปล่อยให้ผู้โดยสารตกเครื่อง… โคตรๆ ของความผิดจรรยาบรรณการให้บริการเลยจริงๆ

แค่ฉันคิดว่าคนที่ตกเครื่องเพราะ Overbooking อาจจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้เปิดพันทิป หรือติดตามข่าวสารอย่างแฟนเพจอาแปะ… และแน่นอน คงเหล่านั้นอาจจะหมายถึงครอบครัวพ่อแม่ลูก หรือลูกอายุวัย 40 พาอาม่าที่เป็นแม่ไปเที่ยว หรือกลุ่มอาม่าทัวร์กันเองไม่พึ่งทัวร์ หรือคุณยายกับหลานที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น… หรือแม้กระทั่งคู่รักหนุ่มสาวที่ไม่รู้เรื่องถึงชื่อเสียสายการบิน นส. เลยก็ตาม

จริงอยู่ คุณอาจจะบอกว่าฉันคิดมากไป คนที่ตกเครื่องอาจจะเป็นคนเดินทางคนเดียวที่ไม่ได้มีเรื่องราวสุดดราม่าน้ำตาไหลอย่างคุณยายที่กำลังจะไปญี่ปุ่นเป็นครั้งสุดท้ายหรอกน่า… แต่สิ่งที่ฉันแน่ใจก็คือจะต้องมีคนตกเครื่องแน่นอน และไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หนุ่มหรือแก่ หญิงหรือชาย มาเป็นกลุ่มหรือมาคนเดียว การตกเครื่องเพราะสายการบินไม่รับผิดชอบช่างเป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริงๆ

แน่นอน ในหัวฉันยังเห็นภาพคุณยายพาหลานชายเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกันสองคน (ว่าแต่ช่วงนี้เด็กปิดเทอมหรือเปล่านะ) และถูกสายการบินปฏิเสธการให้ขึ้นเครื่อง ไม่ใช่เพราะว่าในกระเป๋ามีถังแก๊ส หรือพูดว่าระเบิดขณะอยู่บนเครื่อง แต่เป็นเพราะสายการบินขายตั๋วเกิน และไม่รับผิดชอบคนที่ซื้อ… ทำไมสายการบินนี้ยังไม่โดนปิด หรือฟ้องร้องให้สิ้นสุดกันเสียทีนะ เราคิดว่าสายการบินน่าเกลียดแบบนี้น่าจะปิดตัวลงไปด้วยซ้ำ ขนาดไปกินโอโตยะแล้วเจอพยาธิชาวเน็ทยังดราม่าเสียจนร้านต้องออกคำอธิบาย แถลงการณ์ ฯลฯ ออกมา แต่ฉันกลับไม่เคยเห็นการแถลงการณ์ การแถ-ลง หรือปฏิเสธจากสายการบินนักสกัดแม้แต่ครั้งเดียว (หรือมีแต่ฉันไม่เห็นกันนะ)

แย่จริง ฉันอยากอ้วกอีกแล้ว ภาพคุณยายในจินตนาการที่ตอบคำถามหลานไม่ได้ว่าทำไมถึงถูกปฏิเสธกำลังหลอกหลอนจินตนาการของฉันอยู่ ฉันไม่ควรคิดอย่างนี้ แต่ฉันรู้สึกว่าถ้าคนที่ตกเครื่องจาก Overbook เป็นคนดัง เป็นดารา เป็นตำรวจ หรือเป็นคนที่มีอิทธิพลในประเทศไทยสักทางใดทางหนึ่งคงจะดี (เช่นโลกออนไลน์ ตัวอย่างเช่นจ่าพิชิต หรือเจี๊ยบเลียบด่วน หรือทีวีอย่างรายการเรื่องเล่าเช้านี้ สรยุทธ อะไรก็ได้) สายการบินนี้คงจะถูกรุมประนามสักหน แต่ก็นั่นล่ะ หลังจากถูกรุมประนามแล้วจะทำอย่างเดิมต่อรึเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน

ฉันแปลกใจจังเลย ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าฉันอยู่ในประเทศอะไร ทำไมฉันถึงควรจะฝากความหวังไว้กับผู้ที่มีอิทธิพลกับโลกออนไลน์ หรือโลกออฟไลน์มากกว่ากฏหมายกันแน่ เพราะฉันใจร้อนเกินไปการตัดสินทางกฏหมายตามมาไม่ทัน หรือกฏหมายมีช่องว่างให้คนโกงผู้บริโภค หรือกฏหมายมีแต่ขาดการบังคับใช้ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพราะเส้นอิทธิพลของบริษัท หรือจ่ายเงินยัดใส่มือผู้คุมกฏหมายก็ตาม… ฉันอยากฝากความหวังไว้กับกฏหมาย แต่ดูเหมือนว่าประเทศนี้จะยังไม่พร้อมให้ฉันฝากความหวังไว้กับกฏหมาย

ฉันแอบหวังเอาไว้ลึกๆ เพราะรู้ว่าไม่มีวันเป็นจริง ว่าคนที่โดน Overbooking จะเป็นทนาย หรือผู้ที่มีความรู้ทางกฏหมายและฟ้องร้องสายการบิน NS ให้ถึงที่สุดได้ สักหนทางใดทางหนึ่ง เพราะฉันอยากให้บริษัทนี้รับผิดชอบ… ให้ตายเถอะ ฉันจ่ายเงินนะ ไม่ได้ขอขึ้นฟรี ทำไมฉันต้องมาลุ้นอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย ส่วนสายการบินที่ฉันขึ้นเนี่ยชื่อจริงคืออะไรฉันขอเก็บเอาไว้ก่อนนะ ฉันกลัวฉันโดนฟ้องว่าไปหมิ่นเขา นี่ฉันพยายามเปลี่ยนชื่อสายการบินทุกครั้งที่ฉันพูดถึงชื่อเลยนะ หวังว่าคุณคงจะไม่รู้ว่าฉันนั่งสายการบินอะไร


[May 4th, 2016]

วันนี้ฉันไม่ได้ทำอะไรมากมายนักหรอกนะ… จริงๆ ก็ทำแหละ แต่ว่ามันไม่เกี่ยวกับการไปญี่ปุ่นฉันก็เลยบอกว่าไม่ได้ทำอะไรมากมาย ฉันแค่ไปติดต่อกับ H.I.S (อันนี้ลงชื่อได้ ไม่ได้ไปบ่นอะไรเขานี่) เจ้าหน้าที่งุนงงเล็กน้อย แต่ก็ติดต่อกับทางบริษัทอะไรสักอย่าง BS. Samurai หรือชื่ออะไรประมาณนี้ล่ะที่เป็นผู้รับผิดชอบ Pocket WiFi ฉันเพิ่งรู้เอาตอนที่เขายื่นสายมานี่ล่ะว่า H.I.S น่าจะเป็นแค่นายหน้า ไม่ใช่เจ้าของ (หรืออาจจะเป็น Subsidiary ก็ได้นะ ไม่ได้ถามมาหรอก ไม่ได้คิดจะไปคุ้ยข้อมูลสักเท่าไหร่) ส่วนเรื่องอื่นๆ ฉันก็ยังมืดสนิท ติดต่อควอนตัมไปเรื่องวิธีหาซื้อ Express Pass ของ Universal Japan ผ่าน Lawson 108 แต่ว่าควอนตัมยังไม่ตอบ อาจจะเดินทางช่วงโกลเด้นวีค… จะว่าไปคนญี่ปุ่นกับโกลเด้นวีคนี่เหมือนเขาเข้าสู่ช่วงจำศีลเลยเนอะ โทรศัพท์หรืออะไรก็ติดต่อไม่ได้เลยสักอย่าง

มีบ่นๆ เรื่องนี้ในเซลล์ที่โบสถ์บ้าง (จริงๆ ก็ไม่ บ่นไปเยอะมากกว่าจะรู้ตัวว่ากินเวลาเสียเองก็บ่นจบแล้ว) ฝากอธิษฐานกัน ก็นะ… เรื่องที่เราควบคุมไม่ได้เราก็ทำได้เท่านี้เอง


[May 5th, 2016]

วันนี้ทางบริษัท BS Samurai (หรือชื่ออะไรก็แล้วแต่ที่ฉันจำไม่ได้) ติดต่อมา ส่วนใหญ่เป็นการถามข้อมูลที่กรอกไปแล้วอีกรอบ เช่นจะไปรอบนี้ เวลานี้ วันนี้ใช่หรือไม่ (คือถามว่าใช่หรือไม่ใช่ จากข้อมูลที่กรอกไป แน่นอนว่าถ้ากรอกไม่ผิดก็ตอบว่าใช่ทุกข้อ) แล้วก็มีถามเพิ่มเติมว่าจะไปนอกเมือง หรืออยู่ในเขตตัวเมือง เพราะมีสองรุ่นราคาแตกต่างกัน รุ่นที่ใช้ได้ดีในเมืองคือ 200 บาทต่อวัน ส่วนรุ่นที่เวิร์คกับการออกชานเมืองจะ 250 บาทต่อวัน

ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ ตอนแรกนึกว่าทุกรุ่นเป็นเครือข่ายใหญ่อย่าง NTT DoCoMo ไม่ก็ Softbank หรือ AU ทั้งหมด แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็น Y! Mobile (ชื่อยังกับ Yahoo!) ไปกด Wikipedia มา นี่ก็เป็นเครือข่ายใหญ่ในญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่กลับไม่ค่อยได้ยินชื่อหรือเป็นข่าวในระดับโลกสักเท่าไหร่ แถมมีการโรมมิ่งเสากับ NTT DoCoMo ด้วย เอาเถอะ ฉันไปแต่เมือง ฉันไม่ได้ออกป่า ไม่น่าจะมีปัญหาหรอกนะ

แน่นอน วันนี้ความคืบหน้าฉันก็มีเท่านี้แหละ นอกจากเรื่องนี้ก็เห็นจะเป็นห้องนอนเริ่มโดนนกพิราบก่อกวนมากขึ้น สั่งเลเซอร์ที่เอาไว้ไล่นกไปแล้ว ว่าจะหาซื้อหรือเช่าเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมากำจัดคราบปฏิกูลของนก… เดี๋ยวนะ นี่มันบล็อกไปเที่ยวแดนอาทิตย์อุทัย เรื่องนกนี่มันไม่เกี่ยว… บ้าจริงๆ จะเล่าทำไมเนี่ย แถมไม่ลบอีกต่างหาก


[May 11th, 2016]

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา BS Samurai ได้ติดต่อมาทางอีเมล์ว่าให้ฉันส่งสำเนาของบัตรประชาชนไปให้เขา… ฉันเห็นว่ามันเล็กน้อยฉันก็เลยไม่ได้มาอัพเดทละนะ (เอาไว้ฉันมีสติมากกว่านี้ฉันจะมาใส่ให้ถูกต้องตามวันเวลานะ) ก็ส่งไปให้เขา แล้วก็ไปรับที่สนามบินได้วันที่จะบินนั่นแหละ

นอกจากนี้ฉันก็ไปซื้อตั๋วเข้า Universal Japan แล้ว ก็ไม่มีอะไรมาก เดินไปคุยกับ H.I.S ได้เลย อยู่ในสถานีรถไฟตั้งหลายสถานี (เอ้อ ฉันไม่ได้เงินจาก H.I.S หรือ J.T.B หรอกนะ แต่ถ้าได้ก็คงจะดี) พอบอกว่าจะรูดบัตรเครดิตโดยชาร์จเพิ่มไปอีกราวๆ 1.5% หรือไงนี่แหละ ค่าตั๋วจากสี่พันก้าร้อยบาทปลายๆ ก็เลยกลายเป็นห้าพันบาทสมใจ

ฉันน่ะเฉยๆ แม้ว่าแฟนฉันจะรู้สึกว่า H.I.S เป็นบริษัทออกจะใหญ่ แต่ยังจะมาหาเงินตรงนี้อีก ฉันคิดว่าก็ไม่เป็นไรเจ็ดสิบบาทเอง แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าเขาเก็บลูกค้าแบบนี้ได้แทบทุกคนก็เป็นเงินจำนวนมากอยู่นะ

ที่ฉันเจ็บปวดจริงๆ น่าจะเป็น Super Rich มากกว่า ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมีสองเจ้าที่ใช้ชื่อเดียวกัน ทีเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้วว่าเดิมเป็นเจ้าเดียวกัน แล้วพี่น้องทะเลาะกันเลยแยกออกมา แถมราคาไม่เท่ากันอีก (ในยุคแรกๆ) แต่ตอนนี้ราคาเท่ากันแล้วก็ช่างมันเถอะ

ประเด็นคือฉันไปหา H.I.S ที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ซึ่งถัดออกไปไม่เกินสิบเมตรมี Super Rich สีเขียวอยู่ ฉันก็ไปแลกเงิน ฉันแลกเงินแทนคนสามคน (ฉัน แฟนฉัน และน้องสาวแฟน) ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้ คุณต้องแลกรวมกันทีเดียว

ฉันรำคาญนิดหน่อยแต่ก็ไม่อะไรยอมรับ แลกๆ ไป เจ้าหน้าที่ยังไม่จบ บอกว่ามีแต่แบงค์หมื่นเยนเท่านั้น… อย่างนี้เศษเงินทุกคนก็กลายเป็นแบงค์หมื่นเยน หรือแบงค์พันเยนที่แลกไม่ได้น่ะสิ… ให้ตายเถอะงี่เง่าเป็นบ้า ฉันเลยบอกว่างั้นแลกเฉพาะส่วนของน้องสาวแฟนก็พอ (จริงๆ ฉันบอกเป็นเงินน่ะนะ แต่ก็นั่นแหละ)

แล้วก็ไปสาขาสีลม เพื่อจะพบว่ามันอยู่นอกสถานีแถมไม่ใช่ Super Rich อีกต่างหาก (ถ้าจำไม่ผิดชื่อ Richy Exchange) ฉันเลยว่าจะวนกลับไปช่องนนทรี ยอมเสียบัตรฟรีๆ เดินลงไปแลกเงินแล้วเดินไปโบสถ์แทน

บังเอิญว่าลอง Google Maps แล้วเห็นรูปเลยนึกขึ้นได้ว่าสถานีรถไฟฟ้าสยามมีอีกเจ้า เป็น Super Rich สีส้ม ดีจริง ขอบคุณใครก็ไม่รู้ที่อัพโหลดรูปไว้ ฉันเลยนึกขึ้นได้ ฉันค่อนข้างมั่นใจมากว่าถ้ามีแต่ข้อความฉันคงจะลืมแน่ๆ ว่ามันมีสาขานี้จริงๆ

จากการเดินทางไปสาขานี้ฉันพบว่าทำได้เร็วมาก อาจจะเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากลูกค้าไม่เยอะ… ไม่รู้สิ บางทีสาขาที่สีลมลูกค้าก็ไม่ได้เยอะกว่านี้แต่ชักช้าเอามากๆ นะ ที่สำคัญคือยอมให้ฉันแยกรายการได้ ฉันเลยไม่ต้องไปแลกที่สาขาสีลมให้น่าสงสัยอีกรอบ (ว่าทำไมพาสปอร์ตเดียวกันถึงไม่แลกให้หมด แถมเปลี่ยนสาขาแลกไปเรื่อยๆ ด้วย) ขอบคุณพระเจ้าที่สาขาสีส้มไม่งี่เง่าเหมือนสาขาสีเขียว เอ้อ ฉันก็ไม่ได้รับเงินจาก Super Rich สักกะเจ้าเหมือนกันนะ ถึงฉันจะเขียนด่าเจ้าหนึ่ง ชมอีกเจ้าหนึ่งเหมือนรับตังมาก็เถอะ


[May 12th, 2016]

วันนี้ฉันนอนตื่นสายสมใจอยาก หลังจากเมื่อคืนมึนๆ แต่ดันหิว (ผลคือซัดนิชชินถ้วยรสทะเล และนิชชินซองรสกะเพราแห้งตามไปอีกสองจนปวดท้องจากความเผ็ด) วันนี้เป็นวันที่น่าหงุดหงิด โน้ตบุคเจ้ากรรมทำตัวงี่เง่าตลอดเวลา หนึ่งชั่วโมงผ่านไปโดยไม่ได้งานอะไรเลย

ฉันนั่งทำงานจนเสร็จ เสียเวลาไปหลายชั่วโมงทั้งที่ความจริงฉันลงมือทำงานจริงๆ เพียง 30 นาทีเท่นั้นเอง แล้วก็จัดกระเป๋า…. ฉันพบว่าคราวนี้ฉันไม่สามารถใช้กระเป๋าสะพายเป็น Carry On ได้ เนื่องจากเสื้อผ้าเยอะเกินไป

จากการปรึกษากับแฟนฉัน (ว่าใส่เสื้อผ้าซ้ำจะน่าเกลียดในสายตาพ่อกับแม่หรือไม่) ฉันเลยเอาเสื้อผ้าออกบางส่วน แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี อีกทั้งใส่โน้ตบุคมาไม่ได้ เลยทำการเปลี่ยนกระเป๋าเป็นกระเป๋าลากใบเล็กที่มีอยู่และไม่ค่อยได้ใช้แทน

ข่าวร้ายก็คือว่าแม้จะยัดแทบตาย เอาของออกอีกจำนวนมาก กระเป๋าลากของฉันก็ยังคงบวม ล้นทะลักและเปิด-ปิดลำบากเหมือนระเบิดเวลา ฉันเสียเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเอาเข้า เอาออก และปวดหัว สุดท้ายโน้ตบุคก็ต้องอยู่บ้านต่อไป เอามาแต่กล้อง ไอแพด และพาวเวอร์แบงค์จำนวนมาก (ฉันละกลัวจะไม่ได้ขึ้นเครื่องเพราะเขาคิดว่าฉันเป็นผู้ก่อการร้ายเสียจริงๆ)

หลังจากออกจากบ้าน และเคลื่อนตัวด้วยความเร็วต่ำ ฉันได้ลองเอากระเป๋าไปชั่งที่เครื่องชั่งน้ำหนักหน้า 7-Eleven ดู ผลคือน้ำหนัก 11.2 กิโล… เอาล่ะสิ แต่ก็กลับบ้านไปเก็บไม่ได้แล้ว เพราะว่าดึกแล้วเกรงจะมาสนามบินไม่ทัน อีกทั้งไม่สามารถเอาของออกจากกระเป๋าได้แล้วด้วย

และฉันก็มาถึงสนามบินตอนเที่ยงคืน ทำทุกอย่างที่คนที่มารอที่สนามบินจะทำ… และรับประสบการณ์ทุกอย่างที่ทัวร์จีนจะมอบให้ได้… ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนเชียงใหม่ถึงเกลียดคนจีนนัก

ป้ายกำกับ: , , , , ,
สิงหาคม 2016
อา พฤ
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

  • @FeiZV ถ้ากินก็เดี๋ยวผมออกค่าแมคให้ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ- 12 hours ago
  • @FeiZV en.rocketnews24.com/2016/08/16/mcd… แบบนี้อะ ถูกชิบเป๋งเลย (สงสัยจะเป็นพลาสติกกระจอกๆ)- 12 hours ago
  • @FeiZV ผมว่าจะฝากว่า ถ้าคิดไม่ออก ไปกินแมคโดนัลด์นะ แล้วซื้อทัมเบอร์งานโอลิมปิก 2020 มาให้ผมหน่อย ผมออกค่ากินกะค่าทัมเบลอรให้ 555- 12 hours ago
  • @FeiZV มีแพลนยังว่าพรุ่งนี้เช้าจะกินอะไร 555- 12 hours ago
  • จะว่าไปอยากดูทอม แอนด์ เจอรรี่กับบั๊กบันนี่ทั้งหมดเท่าที่จะหาได้แฮะ- 12 hours ago
  • เชี่ย ตัวละครที่นำสมัยไป จนทุกวันนี้บั๊กส์ บันนี่ยังทันสมัยอยู่เลย- 12 hours ago
  • Why Bugs Bunny Is the Ultimate Animated American Icon sploid.gizmodo.com/why-bugs-bunny…- 12 hours ago
  • @andrewbiggs อ้าว haha งั้นผมคงสรุปว่าคนเขียนเป็นคนญี่ปุ่น (เว็บข่าวจากประเทศญี่ปุ่นครับ) เลยผิดแกรมมาร์ นึกว่าเป็นลูกเล่นแปลกๆ ของภาษาซะอีก- 15 hours ago
  • @andrewbiggs tiny tiger and a little lion being born recently. ( en.rocketnews24.com/2016/08/29/bab…) ทำไมเพิ่งเกิดใช้ being born ไม่ใช่ was born อะครับ- 16 hours ago
  • RT @Gatoonmonpark: แหวกมาสคอตทุกตัวบนโลกใบนี้5555555555555555โอยยยยยยเกลียดท่าสะบัดตัวมาก5555555 https://t.co/PnWWmyElYF- 16 hours ago
  • That Final Fantasy XV Mobile Pinball Thing Is Out kotaku.com/that-final-fan…- 17 hours ago
  • @Swearby โจรรรร- 1 day ago
  • RT @ktwfc: https://t.co/XzW6mLPOqQ- 1 day ago
  • ถ้าเป็นบ้านเราคือมึงซวย ตายฟรี อย่างดีก็มีนักการเมืองควักตังตัวเองให้สักหมื่นแล้วซื้อหน้าสื่อโฆษณาตัวเองรัวๆ- 1 day ago
  • Prefectural government in Japan to pay million-dollar restitution to family of deceased woman en.rocketnews24.com/2016/08/30/pre… via @RocketNews24En- 1 day ago
  • Artist who knows nothing about Pokémon draws pictures of them based only on names【Pics】 en.rocketnews24.com/2016/08/30/art… via @RocketNews24En- 1 day ago
  • Animal caricatures from classic Japanese scroll art enter the modern world as cute, funny figure en.rocketnews24.com/2016/08/30/ani… via @RocketNews24En- 1 day ago
  • อาชีพสงวน? มิน่าล่ะวงการสถาปนิกไทยมันถึงมีแต่ตึกเหลี่ยมๆ เหมือนกันหมด- 1 day ago
  • RT @jarpichit: O_o ) เห มีประเด็นดราม่าเรื่องตึกมหานคร ที่เปิดตัวแบบอลังการงานสร้างเมื่อวันก่อน มีคนออกมาโวยว่าตึกนี้... https://t.co/G5gE…- 1 day ago
  • @Analog_Ping แหม ผมอยู่บนรถเมล์แอร์ จะให้ยื่นต้นโน่วออกไปเรียกก็เกรงจะโดนจับ- 2 days ago
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 3,418 other followers