Archive for พฤศจิกายน 2011

I blogging this because I just starting collect vintage iPod and noticed everything seem to be different from this ages. 10 years ago when it was only logicboard and magic of apple. iOS not even given birth yet and the system structure are all different.

This blog is just note (not fully how to. I’ll provide you the link for information, but not How to for newbie)

Dear Reader from nowhere to be known

First thing I need to say what kind of vintage ipod need a special hack.

  1. iPod with encrypted firmwareYou can do nothing. Can only hope apple not forget you yet. (0.001% chance)
    • iPod nano 2nd generation – 6th generation (Since 4th generation Apple built-in Thai font in the firmware, So there’s no need to hack)
    • iPod Classic 6th generation
  2. iPod without firmware encryptAll iPod before iPod nano 2nd generation, iPod Classic last generation.
    • iPod nano 1st generation
    • iPod Classic 1st – 5.5th generation

Only 2. is hackable. The decrypted firmware mean we unable to access and add TH-font anymore. It never been easy to add thai font for vintage iPod even we have unencrypted firmware

Since iPod 4th generation rev-2 (this version called iPod photo) iPod is only dot pixel screen. But since iPod Photo released the rest (iPod movie, iPod video, iPod nano) has all color screen and font seem to be a bit tad.

I still haven’t test iPod Wizard yet. Quite not sure if I need to hack that’s myself.

The easiest way (the laziest way) is to use Cooked firmware from thaiipod.blogspot.com

All we need to do is lower our firmware version and update cooked firmware (windows , Mac)

That’s it! easy isn’t it?

You don’t know how much time does it take me to understand the structure of firmware and font and end up using somebody cooked firmware without using what I have learn.

I’ll update how to use iPod wizard once I using it. It’s PC application so I can’t ‘expertise’ yet. And I won’t blog what I don’t know.

I did some researched how to add font via ipod wizard, OTF/Bitmap Font, Firmware accesible from iPod and firmware .ipw, using iPod updater and much more. That’s really complex and best explained how to tweak your iPod best. The biggest problem is iPod updater itself not working on 10.6 and need iTunes 6 (What?! I’m using 10.5!). Windows has compatible mode for case like this but I’m not sure how to do the same thing on Mac. That’s why I didn’t explained how to do tweak and add font, but tell you where can you obtained Cooked Firmware.

#FYI iPod Wizard for iPod 5.5G – Here

Sincerely,

Blog Author

Advertisements

Casual Gamer : เกมเมอร์ประเภทเล่นเกมส์ง่ายๆ จบในตอน เลิกเมื่อใหร่ก็ได้ เล่นเมื่อใหร่ก็ได้ (หลังๆ เริ่มมีผู้พัฒนาหัวใสทำให้เกมส์เล่นผ่านเน็ทแบบ Social เลิกเล่นยากขึ้น เพราะติดเพื่อน)

Hard core Gamer : เกมเมอร์ประเภทเล่นเกมส์จริงจัง เกมส์กราฟฟิกจัด ฮาร์ดแวร์ราคาสูงขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเครื่องกระจอกงอกกะร่อยไม่ทันกินน้ำจะเล่นกับเขาได้ทุกเครื่อง

ตอนนี้ตลาด casual gamer กำลังเติบโต เติบโตมาตั้งแต่ตอน Wii เปิดตัว (จริงๆ ถูกปูรากฐานมาตั้งแต่ Nintendo DS แล้ว) คือเกมส์ที่เล่นเมื่อใหร่ก็ได้ที่ฉันอยากจะเล่น ไม่ใช่เกมส์ประเภท ถ้าวันนี้ไม่เข้าไปเล่น พรุ่งนี้จะตกชั้น วันต่อมาจะโดนไล่ออกจาก clan วันถัดไปเลิกเล่นได้เลย แบบนั้น

การมีสิ่งจูงใจอย่าง Rank/Clan/ฯลฯ ทำให้ Hard Core Gamer เลิกเล่นไม่ได้ และทำให้รู้สึกว่าเกมส์มีความท้าทาย นั่นเป็นการเพิ่มมูลค่าแบบหนึ่ง แต่ทว่าเกมเมอร์บางคนเป็นแค่คนธรรมดา “ฉันไม่ได้อยากได้ของเหล่านั้น” แม้ว่าจะไม่ได้อยากได้ของเหล่านั้น แต่การที่เห็นลำดับชั้น หรือถูกไล่ออกจากกลุ่มก็ทำให้เกิดความรู้สึก Negative ขึ้นมาไม่น้อย ดังนั้นเกมส์ที่หลายๆ คนมองว่า “ปัญญาอ่อนฟ่ะ” กลับกลายเป็นกลุ่มที่ติดตลาด และทำให้คนทั่วไปที่ไม่เล่นเกมส์ (ไม่เล่นเฉยๆ หรืออาจจะรำคาญกับระบบของฮาร์ดคอรเ์กมเมอร์) กลับมาเล่นเกมส์ได้ อย่างน้อยก็แก้เซ็ง และกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มากที่สุดในโลก (ก็บนโลกมันมีแค่ ฮาร์ดคอร์เกมเมอร์/แคชชวล/ไม่เล่นเกมส์ นี่หว่า เอ๊ะ กลุ่มไม่เล่นเกมส์อาจจะใหญ่กว่าก็ได้นะ ใครจะไปรู้ ถ้าไม่เปิดผลสำรวจดู ซึ่งข้าพเจ้าขี้เกียจคุ้ยหา ชะละล่าาาา)

แต่ตลาด Hard Core ไม่ตายไปเสียที เหตุผลเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าเร็วกว่าสมัยก่อน (มึงยังเร็วกันได้อีกเหรอ) ระยะห่างระหว่างการ์ดกราฟฟิกสองรุ่นเริ่มสั้นลง แม้ว่าช่วงเวลาจะยังคงไว้ที่เดิมคือราวๆ 8 – 12 เดือน แต่ระยะก้าวกระโดดระหว่างกราิฟฟิกแต่ละรุ่นยังคงสูง (ยังไม่ตันแบบ X86) เพียงแต่ว่าราคาลดลงมาเรื่อยๆ ซึ่งนั่นเป็นนิมิตรหมายที่ดี

ซะที่ไหนกันล่ะ

ในยุคหลังค่ายผลิตเกมส์สำหรับ Hard Core gamer (ในที่นี้พูดถึงกราฟฟิกอย่างเดียว ไม่รวมไปถึงระบบอื่นๆ ที่ทำให้เกมส์อยู่รอดท่ามกลางความล่มสลายของกลุ่มฮาร์ดคอร์) เน้นกราฟฟิกที่แรงขึ้น จากเดิมที่สมัยก่อนกราฟฟิกจะรองรับเทคโนโลยีย้อนหลังไปราวๆ สองปี คือถ้าคุณซื้อการ์ดจอยุคนี้ แม้จะไม่ใช่ตัวท็อป คุณยังเล่นเกมส์แบบ Low level graphic ไปได้อีกราวๆ ปีสองปี แล้วแต่ความจำทน แต่ยุคนี้ เกมส์มักจะถูกเขียนให้กินกราฟฟิคยุคปัจจุบัน (ซื้อรุ่นนี้มาสำหรับ Mid Graphic level ปีหน้าเริ่มเหลือแค่ Low-low graphic level ละ)

ซึ่งการเขียนให้กินกราฟฟิคปัจจุบันเนี่ย มันดีมากเลยนะเธอว์ การ์ดจอซื้อมาปุ๊บ มันใช้งานคุ้มเลยนะเธอว์ สมัยก่อนซื้อตัวละสองหมื่นมา ใช้งานจริงแค่ 40% ก็เหลือแหล่แล้ว เป็นแค่การซื้องานมาเผื่ออนาคตชัดๆ แต่ตอนนี้ใช้งานคุ้มค่าทันทีที่แกะกล่องเลยนะเธอว์

ถ้า…..เพียงแค่กราิฟฟิคการ์ดมันไม่ตกรุ่นเร็ว เพราะการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีที่ อู้ววว อ้าาาาา ซี้ดดดด น่ะนะ

เป็นฮาร์ดคอร์เกมเมอร์จะต้องเปลืองเงินมากกว่าแต่ก่อน เพราะกราฟฟิคด้านซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ไปไว และเพื่ออวดกราฟฟิคและนวัตกรรม เขาพร้อมจะทิ้งพวกเราทุกเมื่อ แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เขายังโอ๋เราที่ซื้อการ์ดจอมาไม่ถึงสองปี T____T

โลกนี้มันชักจะเล่นเกมส์กราฟฟิกจัดยากขึ้นทุกวัน

สำหรับ Casual Gamer นั้นไม่ยุ่งยาก ตัวขายดีสุดได้แก่ iPod/iPhone (แอนดรอยด์มันหลายยี่ห้อเกิน เจาะจงยาก) ขีดเส้นสำหรับ Developers ต่างจาก Hard Core Gamer บนพีซีเยอะมาก

ข้อแรก ถ้าอยากขายได้เยอะ จงทำให้เครื่องไหนก็ได้เล่นได้ (ถ้าเครื่องเก่าที่สุดในตลาดเล่นได้ คุณขายคนที่ซื้อมานานแล้วก็ได้ คุณขายคนที่ซื้อของใหม่ก็ได้ ถ้าคุณทำกราฟฟิคแรงจัด เครื่องเก่าเล่นไม่ได้ คุณก็สูญเสียกลุ่มลูกค้าจำนวนนึงไป)

ข้อที่สอง อย่าไปแคร์เครื่องเก่ามาก แอปเปิลและกูเกิลขายโทรศัพท์ โดยส่วนมากโทรศัพท์ในอเมริกาจะผูกสัญญา 2 ปี ทำให้เครื่องตกรุ่นหายไปทุกๆ สองปี ดังนั้นคุณไม่ต้องเขียนเกมส์ที่รองรับโทรศัพท์อายุต่ำกว่าสองปีหรอก เพราะไม่มีใครใช้ และมันเก่าเกินไป

ข้อที่สาม เกมส์ติงต๊องขายดีกว่าเกมส์ที่ต้องนั่งเก็บเลเวล…. ใครๆ ก็อยากเล่นหมุนเพชรมากกว่า assasin creed แน่นอน อย่างน้อยเล่นบนเครื่อง Palm มาแล้ว ฝีมืออันแก่กล้าเห็นปุ๊บรู้ปั๊บต้องหมุนตลบด้านไหนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แม้จะเอาคะแนน High-Score มาจากเครื่องเก่าไม่ได้ แต่ฝีมือยังคงอยู่

ข้อที่สี่ กราฟฟิคสำคัญน้อยกว่าไอเดีย ถ้าไอเดียคุณเจ๋งจริง กราฟฟิกสำคัญน้อยมาก แต่ที่สำคัญ คุณต้องหาส่วนผสมระหว่างกราิฟฟิคกับไอเดียให้ลงตัว ไม่ใช่ไอเดียเต็มร้อย แต่กราฟฟิคแค่สาม อันนี้เฟลแน่ๆ

ข้อที่ห้า เลิกเล่นเกมส์แล้วไปหางานทำซะ หรือไม่อย่างนั้นก็ทำงานจากการเล่นเกมส์ เล่นเกมส์เฉยๆ ไม่ทำให้หายอดตายหรอกนะเฟ้ย

เมื่อวานได้อ่านบล็อกของ @kohsija ชื่อว่า จดหมายจากพ่อ ถึงลูกๆในอนาคต (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน)

อ่านแล้วก็รู้สึกว่าน่ารักดี แต่ว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการเขียนของลุง @kohsija นั้นกั๊กเอาไว้ เพราะนี่คือปฐมบทของไดอารี ปฐมบทของหนังสือชีวิต

อ่านแล้วรู้สึกว่าเราเองก็เขียนแบบนี้ได้นะ แต่สิ่งที่ผมบอกว่าผมทำได้ไม่ใช่การเขียนไดอารีถึงลูก แต่หมายถึงการริเริ่มไอเดียต่างๆ ที่ไม่เหมือนใคร ที่แตกต่างและน่ารัก หรือน่าชัง หรือน่ารังเกียจในสายตาใครๆ ที่เปลี่ยนแปรไปตามมุมมองของผู้อ่าน

ผมกล้าพูดว่างานเขียนของ @kohsija ตอนถัดๆ ไปจะน่าอ่านยิ่งกว่านี้หลายขุม

สมัยก่อน สมัยที่ยังไม่มีทวิตเตอร์ ผมอยากได้ทวิตเตอร์ ผมอยากได้อะไรซักอย่างที่ shout ออกมาแล้วคงอยู่ นานพอที่จะให้กลับบ้านไปรวบรวมเพื่อเขียนเป็นไดอารี แต่เพราะว่าไม่มีนั่นแหละ คือสิ่งที่บ่มเพาะให้การเขียนลึกซึ่งยิ่งขึ้น นี่ไม่ใช่การข่ม หรือดูถูกว่าไดอารีถึงลูกของ @kohsija เขียนไม่ดี (แน่นอนว่าเป็นตอนแรก และฝีมือลุงแกยังมีอีกเยอะ ผมเชื่อว่าแกกั๊กไว้ เพราะผมเคยอ่านบล็อกอื่นๆ ของแก) แต่ผมเชื่อว่าผมสามารถเขียนอะไรที่เจ๋ง หรือดีกว่านี้ได้ ….ถ้าเป็นผมในสมัยก่อนนะ

ตั้งแต่เล่นทวิตเตอร์ ผมไม่ได้เขียนไดอารีอีกเลย เป้าหมายการนำทวิตเตอร์ไปรวบรวมเป็นไดอารีตกยอดไป ความคิดที่สะสมเข้มข้นจนตกผลึกก็สลายไป แทนที่ความคิดจะถูกสะสม กลั่นกรองตกผลึก กลับเหลือเพียงแค่ปริมาณ มากกว่าคุณภาพ

สมัยก่อนผมเสพย์ติดทวิตเตอร์มาก มากจนคิดว่าเราต้องมีตัวตนในไทม์ไลน์ เพื่ออะไรซักอย่างที่ผมเองก็ไม่แน่ใจ แล้วก็นั่งจินตนาการว่าถ้าเราไม่ปรากฏตัวขึ้นในไทม์ไลน์ ความแตกต่างของโลกจักรวาลคู่ขนานจะเป็นเช่นไร

หลังจากเมื่อกลางปี ที่หายไปเป็นเวลาสามสี่วัน เพื่อทำงานพรีเซนท์ในบริษัท นั่นเป็นการเริ่มต้นที่ดี นอกจากเป็นการเหมือนอดยา และทนทรมาณต่อการลงแดงแล้ว เดี๋ยวนี้เริ่มเสพย์ติดทวิตเตอร์น้อยลง และเริ่มโหยหาวันที่จะเลิกเล่นทวิตเตอร์ได้

แน่นอนว่าผมอาจจะขาดช่องทางที่บ่นได้ตลอดเวลา แลกกับผมอาจจะได้ตัวตนของผมคืน ตัวตนที่บ่มเพาะความคิด ตกผลึก จนมั่นใจว่าสามารถสร้างความคิดอันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองได้

ผมเชื่อว่าความเข้มข้นของสิ่งที่อยู่ในสมองผันตรงกับคุณภาพ แต่ผันแปรกับปริมาณ

หลังๆ เวลาผมเขียนบล็อก ผมไม่สามารถเขียนได้นานนัก เมื่อเริ่มเขียนๆ ไปความคิดเริ่มแตกซ่านกระเซ็น มีความคิดหลายกระแสอยู่ในหัวของผม แต่ผมไม่สามารถรวบรวมทั้งหมดให้เป็นหนึ่งได้

ผมคิดว่าตอนนี้คงถึงเวลาแล้ว วันเวลาที่ผมโหยหาน่าจะมาถึง

ผมน่าจะเลิกเล่นทวิตเตอร์

จะลองเริ่มจากหนึ่งสัปดาห์ก่อน ถ้าสามารถทำให้งานเขียนมีคุณภาพเป็นที่พึงพอใจของตัวเองได้ อาจจะส่งผลระยะยาว

เพราะผมเชื่อว่าคุณภาพ ไม่สามารถร่วมทางกับปริมาณ ได้ตลอดรอดฝั่ง

คุณสังเกตจากบล็อกนี้ก็ได้ มันถูกเขียนด้วยข้อความสามประโยค ก่อนจะเคาะ enter ขึ้นบรรทัดใหม่ แทนที่จะเขียนยาวต่อกันเป็นพรืด นั่นส่งผลให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความคิดผมไม่ต่อเนื่อง ไม่ยาว และถูกกำหนดให้ออกมาสั้นๆ เน้นปริมาณมาก และผมเชื่อว่าเรื่องนี้เกิดจากทวิตเตอร์ คงได้เวลาบอกลาทวิตเตอร์เพื่อทดลอง และถ้าหากเป็นจริง ผมคงต้องมีมาตราการจัดการตัวเอง และเวลา และความคิด

อาทิตย์นี้ทวิตเตอร์น่าจะมีแต่ 4sq , blog update, WCG, และอื่นๆ ที่ถูกผูก oAuth เอาไว้และไม่ได้ revoke  ทำการทวีตเองโดยอัตโนมัติ

หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยจุดเริ่มต้นของการเลิกทวีตมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ลาก่อน สวัสดี หวังว่าจะพบเจอกันอีก

แต่ไม่รู้ว่าพบเจอกับคุณ หรือพบเจอกับตัวเองที่หายไปกันแน่

 

ช่องทางการติดต่อ

– Working hour – email ถ้าไม่ลืมเปิด gtalk จะรู้ตัวตลอดเวลาว่ามีเมล์เข้าหรือไม่

– off – Phone, SMS, Whatsapp อันหลังจะพยายามเช็คหรือออนไว้

– away – เดี๋ยวกลับมาก็เห็นเองแหละ


ARM เป็นบริษัทที่ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูนัก แต่อยู่ใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ไม่ว่าแอนดรอยด์หรือไอโฟน (รวมไปถึงอย่าง บาดา มีโก และ ซิมเบียนด้วยเช่นกัน) ต่างก็ใช้ซีพียูของบริษัทนี้ทั้งนั้น
โดย ปกติแล้วบริษัท ARM จะไม่ได้ผลิตซีพียูขายให้กับบริษัทโทรศัพท์ หรือโรงงานเองโดยตรง แต่จะขายลิขสิทธิ์ในการผลิตให้แก่โรงงาน โดยที่บรรดาโรงงานและโทรศัพท์ต้องไปคิดค้นระบบโดยรวมแทน เพราะบนโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นระบบแบบ System On a Chip สิ่งที่ ARM ขายลิขสิทธิ์ให้จึงไม่เพียงพอสำหรับการผลิตโทรศัพท์มือถือ
สำหรับ นวัตกรรม ARM ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้จะเป็นการ์ดจอ Mail-400 โดยใช้อยู่ในสมาร์ทโฟนของซัมซุงรุ่น Galaxy S II นั่นเอง ซึ่งทำให้รุ่นนี้กลายเป็นรุ่นที่แรงที่สุดของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในตลาดโลก นั่นเอง จะแพ้ก็มีเพียง PowerVR SGX543MP2 ที่อยู่ใน iPad 2 และ iPhone 4S เท่านั้น และล่าสุดที่ ARM ส่งมอบให้บรรดาบริษัทมือถือไปคิดค้นระบบได้แก่ Mail-T604 ซึ่งคุยว่าจะเร็วกว่า Mali-400 ที่ใช้กันในปัจจุบันถึง 5 เท่าเลยทีเดียว โดยคาดการณ์กันว่า T604 จะเริ่มวางตลาดได้เร็วสุดในช่วงกลางปีหน้า
แน่นอนว่าผู้ที่หยุดนิ่งใน สงครามความเร็วย่อมเป็นผู้แพ้ วันนี้ ARM เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ (ยังไม่ส่งมอบ) ได้แก่ Mali-T658 ซึ่งเร็วกว่า Mali-400 ถึง 10 เท่า และรองรับซีพียูถึง 8 คอร์ ในขณะที่ T604 รองรับเพียง 4 คอร์ ดังนั้นแทนที่ T658 จะเร็วกว่า T604 เพียงสองเท่าก็จะกลายเป็น 4 เท่า (ในทางทฤษฏี) แต่กว่าซีพียูตัวนี้จะทำระบบโดยรวมเสร็จและวางจำหน่ายได้ คงราวๆ ปี 2013 หรืออีกสองปีข้างหน้านั่นเอง


จาก ภาพแผนภูมิข้างบนค่อนข้างชัดเจนว่าในอีกสามปีข้างหน้า สมาร์ทโฟนที่มีพลังเทียบเท่ากับ Galaxy S II จะเป็นเพียงโทรศัพท์ระดับกลาง หรืออาจจะเป็นระดับล่างด้วยซ้ำไป และนั่นน่าจะทำให้เกมส์ที่บรรดาผู้พัฒนาสร้างขึ้นไม่ถูกจำกัดด้วยความสามารถ ทางการ์ดจอของโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป
เราหวังว่าในปี 2015 เมื่อซีพียูระดับ Galaxy S II จะกลายเป็นแค่โทรศัพท์ระดับกลางหรือระดับล่าง หวังว่าทั้ง Microsoft, Google, Apple ต่างจะใช้ประโยชน์จากความเร็วตรงนี้ในการปรับแต่งระบบปฏิบัติการของตัวเองบน โทรศัพท์มือถือได้อย่างเต็มศักยภาพมากกว่าปัจจุบันนี้
หมายเหตุ
ผู้ ผลิตซีพียู ARM อย่าง Qualcomm นั้นเป็นซีพียูราคาถูก เพราะว่าไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์จาก ARM ไม่ว่าจะเป็นซีพียู หรือการ์ดจอ แต่เลือกที่จะออกแบบเองทั้งหมด ทำให้ราคาถูก และกลายเป็นผู้ผลิตซีพียูที่หลายๆโทรศัพท์ใช้กัน
ผู้ผลิตซีพียู ARM อย่าง Nvidia กลับต่างไปจาก Qualcomm เพราะว่าซื้อลิขสิทธิ์ของซีพียู แต่ว่าในส่วนการ์ดจอนั้นทำการคิดค้นวิจัยเอง
ส่วนซัมซุงนั้นซื้อลิขสิทธิ์จาก ARM ทั้งการ์ดจอและซีพียู นั่นคือเหตุผลว่าทำไมซัมซุงถึงมีเครื่องที่แรงที่สุดในตลาดตอนนี้นั่นเอง
ที่มา – i3.in.th

 

ในโลกซีพียู สมัย X86 รุ่งเรือง เราแข่งขันกันสร้างความเร็ว โดย intel เป็นผู้กระโดดแตะ 1.0Ghz ได้สำเร็จ หลังจากนั้นไม่เกินสามปี ซีพียูทั้งหลายสำหรับคอมพิวเตอร์ไปตันอยู่ที่ 3.0 Ghz โดยมีมากกว่านั้นประปราย เช่น 3.06 หรือ 3.6 Ghz แต่ก็ไม่ใช่สถิติ หรือความดีโดดเด่นแต่อย่างไร

หลังจากนั้น intel ได้เลือกเปลี่ยนสถาปัตยกรรมการผลิตซีพียู ของเล่นชิ้นแรกคือ Core2Duo ซึ่งหมัดเด็ดนี้น็อก AMD ที่วิ่งตามมาไกลๆ กระเด็นไปหลายปี อินเทลหลังจากนั้นเลือกที่จะเปลี่ยนสถาปัตยกรรมและเพิ่มจำนวนคอร์ ด้วยเหตุผลว่าการเร่งความเร็วซีพียูนั้นมันตัน ติดปัญหาเรื่องการบริโภคพลังงานและความร้อน (ตัวอย่างสมมติเช่น ซีพียู 3.0Ghz กินไฟ 45 Watt ต่อชั่วโมง แต่  6.0 Ghz กินไฟ 150  Watt ต่อชั่วโมง นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่คุ้มค่าในการเร่งความเร็ว)

ในโลกโทรศัพท์มือถือก็เช่นกัน ก่อนหน้านี้เป็นยังไงไม่มีใครทราบ โลกเรายังใช้เพียงซิมเบียนที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน จนกระทั่งไอโฟนและแอนดรอยด์โผล่มา ซีพียูเริ่มช้า และไม่เพียงพอต่อการตอบสนองความเร็วที่ระบบปฏิบัติการโหยหา การเล่นเกมส์บนโทรศัพท์มือถือเริ่มเรียกร้องหาหน่วยประมวลผลเฉพาะ

ในที่สุดความต้องการซีพียูโทรศัพท์มือถือ (แตกต่างกับซีพียูคอมพิวเตอร์เรื่องการประหยัดพลังงานเมื่อไม่ใช้งาน) ก็มาถึง ก่อนหน้านี้แม้ ARM จะมีศักยภาพเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าตลาดโลกยังถูกครองด้วยซิมเบียน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ทุกระบบปฏิบัติการต่างสร้าง Ecosystem และตลาดแอพ (Market, Ovistore, Marketplace, AppStore, Amazon Appstore) ยิ่ง ARM สามารถผลิตสถาปัตยกรรมของซีพียูและการ์ดจอสำหรับโทรศัพท์มือถือที่ทรงพลังมากขึ้นเท่าใหร่ก็จะยิ่งขายดี แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ซีพียูแรงขึ้นเพียงใดก็ไม่เห็นความแตกต่าง เพราะไม่มีความต้องการใช้งาน

ล่าสุดตามข่าวที่ Quote อยู่ข้างบนชี้ให้เห็นว่าศักยภาพการคิดค้นสถาปัตยกรรมของ ARM นั้นยังไม่ถึงที่ตัน บริษัทนี้ยังสามารถอัดซีพียู การ์ดจอ ที่แรงขึ้นได้เป็นสองเท่าทุกๆ หนึ่งปี แต่ข้อเสียของ ARM คือการที่บริษัทไม่ได้ขายซีพียูหรือการ์ดจอเอง แต่เป็นการขายลิขสิทธิ์โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ตัวเองสร้างขึ้น ทำให้ผู้ผลิตทั้งหลายต้องไปออกแบบระบบที่เหลือเอง (ระบบ System-on-a-chip) ทำให้กระบวนการล่าช้า นวัตกรรมที่ ARM ขายลิขสิทธิ์วันนี้ กว่าจะไปอยู่ในโทรศัพท์และขายให้ใช้จริงก็ต้องรอไปอีก ปีครึ่ง ถึง สองปี โดยประมาณ

หวังว่า ARM ยังสามารถดันสถาปัตยกรรมของตัวเองได้อีกนาน ก่อนที่จะตันเหมือนครั้ง x86 ตันมาแล้วรอบนึง

Author – ผมเป็น NonGeek (ผิดตรงไหนบอกด้วย)

เฟซบุคกำลังทำลายสิ่งที่เรียกว่าเซอร์ไพรส์ โดยเฉพาะเซอร์ไพรส์วันเกิด

ทุกคนคงจำกันได้ในสมัยที่ไม่มี Hi5 , Facebook วันเกิดเพื่อนต้องจดลงในสมุดโทรศัพท์ (ไม่ว่าจะเป็นรูปเล่มหรือบนโทรศัพท์มือถือ) ในบางครั้งแม้ว่าจะรู้วันเกิดเพื่อน แต่ก็ยังลืมอยู่ดี ตัวอย่างเช่นเพื่อนผมชื่อ ‘วันเฉลิม’ วันเกิดวันไหน? ติ๊กตอกติ๊กตอก วันเฉลิมพระชนม์พรรษา แน่นอนว่าวันที่ 5 ธันวาคม… เอาเข้าจริง เราก็นอนตีพุงอยู่บ้านลืมวันเกิดมันเสียฉิบ ทั้งที่โทรศัพท์คุยกันทุกวันแต่ก็ลืมว่า ‘เฮ้ย วันนี้วันเกิดมึงนี่หว่า’

ในเมื่อวันเกิดมันลืมกันได้ ดังนั้นผู้ที่จดจำได้ ก็นับว่าเป็นเซอร์ไพรส์อย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะตั้งโทรศัพท์หรือปฏิทินอย่าง Google Calendar แจ้งเตือนก็ตาม อย่างน้อยนั่นก็แสดงให้เห็นว่า ‘เขาเห็นว่าเรามีค่าพอที่จะจดจำ หรือไม่ลืมเลือน’

แต่เฟซบุ๊ค ไฮไฟว์ หรือแม้แต่สไกป์ กำลังทำลายความเซอร์ไพรส์แบบนี้ลงไป

สิ่งที่เฟซบุ๊คทำ (รวมถึงเจ้าอื่นด้วย) คือการยัดเยียดวันเกิดเพื่อนให้ทุกคนรับรู้ รับทราบ แม้ว่าเราจะไม่อยากรู้เลยก็ตาม และย่อมเป็นมารยาทที่เมื่อรับรู้แล้วก็ต้องตอบรับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปเม้นต์ โพสบนวอล์ แปะรูป หรือ ฯลฯ แล้วแต่จะครีเอทได้

มันไม่ใช่เซอร์ไพรส์จากคนที่คิดว่าวันเกิดเราน่าจดจำ หรือว่าพยายามจะรู้วันเกิดของเรา แต่กลับกัน มันมาจากวัฒนธรรมแดกด่วนที่เน้นปริมาณเยอะๆ บางคนอาจจะชอบว่า เยี่ยม! ปีนี้มีคนมาโพสต์เฟซบุ๊คในวันเกิด 400 คน ในขณะที่ส่วนตัวผมรู้สึกว่า ขอแค่ 10 คน ที่ผมไม่ได้บอกว่าวันนี้เป็นวันเกิด แต่พวกเขาจดจำได้ หรือเลือกที่จะหาทางจำ (เช่นหาทางแจ้งเตือนผ่านปฏิทิน)

ทุกคนที่มาโพสต์โดยไม่ได้มาจากการยัดเยียดข้อมูลของเฟซบุ๊ค ไฮไฟว์ สไกป์ ฮอทเมล์ ช่างเซอร์ไพรส์เหลือเกิน

ปีนี้ปิดการแสดงผลวันเกิดแต่เฟซบุ๊ค ปีหน้าต้องไม่ลืมปิดวันเกิดตัวเองบนสไกป์ ฮอทเมล์ และ ฯลฯ ด้วย แม่ง ใครจะไปคิดว่ามีคนไปหาบน hi5 กันเนี่ย

ขอบคุณครับ สำหรับคนที่จำได้ คนที่จดไว้ คนที่คิดว่าต้องบันทึกแยกไว้โดยไม่อาศัย facebook

ขอบคุณครับ ที่คุณคิดว่าผมมีค่าพอที่จะจดจำ

สำหรับคนที่อวยพรผมเพราะเห็นพวกจำได้ (พวกที่จดเอาไว้น่ะแหละ) มาเม้นต์ มาโพสต์ เลยรู้ว่าเป็นวันเกิด เลยตีเนียนตามก็ขอบคุณครับ

บางคนก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจดวันเกิดไว้ หรือว่าตีเนียนตามคนอื่นที่มาเม้นต์ , โพสต์ เหมือนกันนะ

แต่ก็ขอบคุณครับ

Have a good day. November 8th always a good day to do something.


พฤศจิกายน 2011
อา พฤ
« ต.ค.   ธ.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.