Archive for กุมภาพันธ์ 2012

เคยดู Law & Order อยู่ตอนหนึ่ง

คนร้ายบอกทนายตัวเองเรียบร้อยว่าตัวเองเป็นคนก่อคดีเอง และแน่นอนว่าทนายก็มีหน้าที่ทำให้รับโทษน้อยที่สุด (หรือไม่ต้องรับโทษ) หลังจากนั้นไม่นานสื่อ อัยการ หรือแม้แต่ลูกขุนก็รู้ว่าชายคนนี้เป็นคนก่อคดี

ปัญหาคือหลักฐานไม่เพียงพอ หลักฐานเดียวบนโลกคือคำให้การของคนร้ายว่าเป็นคนทำ (ที่บอกกับทนาย) ในโลกนี้ ในอเมริกามีข้อตกลงระหว่างทนายกับโจทก์ (ประเภทเดียวกับหมอและผู้ป่วย ว่าไม่มีสิทธิ์เปิดเผยข้อมูล หรือถ้าเปิดเผย ก็ไม่ให้นำมาใช้ในการตัดสินคดี)

แจ๊คบอกทนายคนดังกล่าว ที่เป็นเพื่อนกันว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าหมอนั่นมันฆ่าคน! จะปกป้องมันทำไม”
ทนายบอกแค่ว่า “ฉันไม่ได้ปกป้องคนร้าย สิ่งที่ฉันปกป้อง คือสิ่งที่พวกเราเชื่อมั่น ฉันปกป้องระบบ! ระบบยุติธรรมและความถูกต้อง!”

จริงๆ จะยกเรื่องนี้มาเล่าแค่นี้แหละ แต่จำได้ว่า Law & Order ตอนนี้มัน Epic มาก ขอสปอยล์ต่อละกัน

สุดท้ายผู้หญิงที่เป็นผู้ให้การร่วมมือกับคนร้ายก็เริ่มก่อคดีแบบเดียวกัน เพื่อสร้างความสนใจว่า “มีคนร้ายคนที่สอง” หรือ “คนที่โดนจับไม่ใช่คนร้าย” และสุดท้ายทนายหญิงคนที่ไม่ยอมพูดว่า “ผู้ชายคนนั้นนั่นแหละคือคนร้าย” ก็โดนคู่สมคบคิดฆ่าตาย

ปกป้องระบบ ปกป้องสิ่งที่เขาเชื่อมั่นจนตัวตาย

โอเค ท่อนหลังมันไม่เกี่ยวกับที่จะเขียนบล็อก จะลืมๆ ไปก็ได้

กลับมาที่ประเด็นถูกต้องกับถูกใจ

ในโลกนี้มันมีหลายอย่างที่เราต้องแบกรับ บางอย่างเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเป็นความถูกต้อง (ในสายตาของเรา)

ลองยกตัวอย่างดู

ในอเมริกามีคนร้ายปีนเข้าบ้าน ตอนกำลังขโมยของออกจากบ้านโดนประตูไฟฟ้าหนีบ แล้วระบบไฟฟ้าของประตูพัง คาเป็นจิ้งจกโดนประตูหนีบสัปดาห์กว่าจนกระทั่งเจ้าของบ้านกลับมา ผลคือคนร้ายฟ้องบริษัทระบบป้องกันขโมย

ในอเมริกา คนร้ายฟ้องบริษัทระบบป้องกันขโมย
ในประเทศไทย หนังสือพิมพ์ประจาน “โจรโง่ โดนระบบกันภัยล็อกตัว อดอาหารเจ็ดวันจนต้องขโมยอาหารหมากิน”

ถ้าถามใจ ผมคงบอกว่านั่นสิ! สมควรจะโดนจับตัว ก็เสือกไปเป็นโจรแต่แรกเองนี่หว่า
แต่ตามกฏหมาย (มั้ง ไม่รู้สิ ยกตัวอย่างเฉยๆ อันนี้ผมก็ไม่รู้นะว่าเขาฟ้องกลับด้วยเงื่อนไขนี้รึเปล่า อันนี้ผมเดาเอาเอง) เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ว่าผิด (ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเรียกพิสูจน์ เขาก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่)

ถ้าเป็นไปตามกรณีที่ผมยก ถูกต้องก็คือ “คนที่เข้าบ้าน(ไม่ระบุว่าเป็นคนร้าย) ฟ้องบริษัทระบบป้องกันขโมย” ส่วนถูกใจคือ “โจรโง่โดนระบบเจ๊งจับอยู่หมัด”

เราสร้างกฏหมายขึ้นมา เผื่อผดุงความยุติธรรมของสังคม (แม้ว่าบางประเทศกฏหมายสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ แต่ก็ช่างมัน ไม่ใช่ประเด็นที่กำลังพูดถึง)

แต่ในบางครั้ง เรามองลัดไปที่ผลลัพธ์โดยไม่ได้สนใจว่าระบบที่เกิดขึ้นคงอยู่ หรือหมดค่าไป

กรณีที่จะกล่าวถึงวันนี้ก็คือรัฐประหาร และนิติราษฏ์ (สะกดถูกมั้ยหว่า)

สลิ่มอย่างผมนั้นมองเห็นแค่ว่า “รัฐประหารเพื่อขับไล่ทักษิณ” (โอเค ผมรู้ว่ามันมีมากกว่านั้น แต่ขอสลิ่มแบบผมมองเห็นแค่นี้ได้ไหม?)

ถูกใจคือ ไล่ทักษิณ เอ้า เฮ~~~~~~~~~
ถูกต้องคือ การปฏิวัติเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นิติราษฏ์ต้องการล้ม และยกเลิกสิ่งที่ชุดคณะปฏิวัติสร้างไว้

ถูกใจคือ ไม่ถูกใจ คุณกำลังจะทำให้ฮีโรผู้ล้มล้างทักษิณของผมกลายเป็นคนร้าย (เพราะหลังปฏิวัติ เขาต้องทำให้ตัวเองพ้นผิด ถ้าล้างสิ่งที่เขาทำ เขาจะผิด) เอ้า โห่~~~~~~~
ถูกต้องคือ เขาไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ อันเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายมาตั้งแต่ต้นแล้ว พวกเรามองแค่อยากไล่ทักษิณออกไปเนื่องจากเราขาดความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย (ชนชั้นกลางเชื่อว่าชนชั้นล่างถูกซื้อไปด้วยสิ่งฉาบฉวยไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริงในสังคม)

ส่วนตัว

ผมไม่ชอบคณะนิติราษฏ์ครับ ปล่อยผ่านๆ ไปเห้อะ แม้ว่าสุดท้ายแล้วการไล่ทักษิณออกไปพร้อมกับคำว่าคณะปฏิวัติ ทำให้ทักษิณสามารถลอยไปลอยมาในประเทศที่เขาให้การสนับสนุนด้วยคำว่า “ผมโดนปฏิวัติ” แต่ก็ยังดีกว่าให้อยู่ในไทยไม่ใช่เหรอ (เหรอออออออออออ?) แต่สุดท้ายแล้วผมมองว่านิติราษฏ์ เป็นสิ่งที่เราต้องการ โอเคครับ ผมอยากให้เรื่องปฏิวัติผ่านๆ ไปแล้วไม่ต้องเกิดขึ้นอีกก็จะดี แต่มันจะถูกต้องจริงหรือ ถ้าหากมี ทักษิณ Mk.II ที่ฉลาดกว่าเดิม หล่อกว่าเดิม เหลี่ยมน้อยกว่าเดิม คมคายกว่าเดิม เกิดขึ้นมาในสังคมไทยในช่วงสี่ห้าปีข้างหน้า มันจะถูกต้องหรือ

แต่ผมก็ยังเป็นสลิ่มนะ

สรุปว่าผมไม่ชอบนิติราษฏ์ แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันผิด หรือเราต้องแบนเขา ห้ามสอนในมหาวิทยาลัย ห้ามอยู่ในสังคมไทย ว้ายๆๆๆๆ พวกล้มเจ้า

เขาก็แค่เชื่อมั่นในระบบมากกว่าคุณ เขาไม่ได้ไม่รักชาติ หรือคิดล้มล้างสถาบัน (คิดหรือไม่คิดวะ? อ้าว กูไม่รู้วส์) แต่ที่แน่ๆ เขาเชื่อมั่นในรากฐานของสังคมที่กฏหมายแน่น และระบบที่วางรากฐานเป็นอย่างดี (ส่วนตัวเลิกเชื่อมั่นในระบบนี้ไปพร้อมกับสันดานคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว)

ที่มาบล็อกเรื่องนี้ไม่ใช่อะไร มีเหตุการสองอย่าง

  • หัวหน้าชอบแชร์เหลือเกิน พร้อมกับอัพสเตตัสจิกกัดนิติราษฏ์ว่าควรจะไปตายเสียให้หมดรกแผ่นดิน (หัวหน้าครับ การที่เราคิดอยากจะให้ใครตายซักคนนี่ มันแย่กว่าปฏิวัติอีกนะครับผมว่า)
  • มีข่าวว่า (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) อาจารย์สมเจตน์ โดนคนขี่มอไซค์เข้ามาทำร้ายร่างกายแล้วก็หนีไป

เขาก็แค่ทำตามสิ่งที่เขาเชื่อมั่น เขาไม่ได้ไปฆ่าใคร (แต่ถ้ายกเลิกอำนาจคณะปฏิวัติ อาจจะมีคนติดคุกเยอะก็ได้นะ) ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับเขา คุณควรจะสู้กับเขาด้วยสิ่งที่เขาเชื่อ “กฏหมาย” ไง อย่าไปสู้นอกกรอบด้วยกำปั้นและพฤติกรรมไร้อารยเลย

ด้วยรัก และความเชื่อว่าสังคมไทยในร้อยปีข้างหน้า จะดีได้ซักครึ่งของสังคมอเมริกาในวันนี้
(ส่วนเลวๆ นี่ไม่ต้องไปแซงเขานะ แค่ตอนนี้ก็แซงไปไกลละ)

อัฌณีย์

Advertisements

แค่ต้นปีมา อัฌณีย์ก็เจอความซวยเรื่องที่เซนซิทีฟที่สุดในชีวิตสามฮิตติด ใช่…. ไม่มีอะไรที่อัฌณีย์เซนซิทีฟไปกว่าเรื่องเงิน

ตอนต้นปี ทีมลาออกหนึ่งคน และประสพปัญหาชีวิต (จนต้องออก) ไปอีกหนึ่งคน

อัฌณีย์ต้องหัวเดียวกระเทียมลีบทำแม่งทุกอย่างคนเดียวงกๆๆๆๆ เสาร์ อาทิตย์ ไม่ได้หยุด สรัด กูอุทิศชีวิตให้บริษัทแทบเป็นแทบตายมากๆ พอเดือนกุมภาพันธ์ เงินฟรีแลนซ์ (งานนอก) ที่คาดไว้ว่าน่าจะได้ประมาณ 21,000 บาท (ก่อนหักภาษี) ก็ปรากฏว่าเหลือแค่ 10,000 บาท (หลังหักภาษี)

ไอ้เชี่ยยยยยย หลอกกูทำงานมาห้าเดือน เงินไม่ออก แล้วมันหายไปหนายยยยยยยยยยยหมื่นกว่าบาททททททททท

ฮิตแรกโดนไปเต็มๆ หายไปวูบเลย เปิดอีเมล์ดูยอดเงินที่เขาพิมพ์เช็คมานี่หน้าซีดเลย กะว่าอย่างมากก็ 19K เหลือ 10k เนี่ย ใจนี่แบบแป้ว อะไรวะ ให้กูทำงานมาห้าเดือน แล้วอยู่ๆ เงินมันออกมาแค่นี้เนี่ยนะ

ดอกต่อมาเจ็บแต่ไม่มาก เพราะเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าโบนัสที่นี่ออกเดือนเดียว กะว่าก็คงได้ซัก  11,000 บาท ไม่ขาดไม่เกิน (ขาดก็แย่ละ แต่ไม่เกินนี่แน่ๆ งกจะตาย)

พอโดนเรียกเข้าไปแจ้งโบนัส หัวกระดาษเขียนซะยิ้มร่า เมื่อหัวกระดาษมันบอกว่าคุณได้โบนัส  1.7 8291 เท่า อ้าปากยิ้มรับ โอยยยยย เงินกรู เงินกรู เหยดดดด 12,000 x 1.7 ได้เท่าใหร่วะ เอาวะ คิดเลขต่ำๆ ไว้ก่อนละกัน หมื่นเจ็ด!

จะบอกทำไมว่าคูณกี่เท่า เมื่อสุดท้ายก็บอกว่าทำงานไม่ครบปี ออกให้แค่เก้าพันบาท (บอกแต่แรกสิครับว่าได้เก้าพันบาท เพราะอะไร ไม่ใช่ 1.7 เท่า แต่เหลือ 9,000 เพราะอะไร)

Orz หลอกให้กรูดีใจ

ดอกสุดท้าย งานที่ผู้บริหารเคยบอกให้ทำแล้วรับเงิน

เนื่องจาก ผบ.  คนที่ว่าออกเดือนนี้ เลยเกิดการปฏิวัติพวกรับเงินจากงานใน จากนอกเวลาแบบผม ไม่ให้เงินซักบาท (อ้าว ซวยกรูอีก) แถมมีการบอกว่า “คนเข้าใหม่จะไม่แคร์เรื่องเงิน คุณสู้กับเขาได้ไหม พวกโดนการเปลี่ยนแปลงแบบคุณจะเอายังไง ผมทำใจไว้แล้วว่ามาคุยกับคุณแบบนี้”

คือจะไล่ผมออก แต่ไม่ใช้คำว่าไล่ออกก็บอกเถอะครับ พอมีทีมใหม่จะเข้า ก็เลยจะไล่ผมออกเนี่ย…. ใช่สิ กรูมันเป็นทีมเก่า (ชุดสอง) คนสุดท้ายนี่หว่า เก็บไว้มันก็จะรู้อะไรเยอะเกินไป บีบออกก็จบสินะ

ถ้าเป็นปกติผมคงไม่ออก กวนตีนต่อละ แต่ว่า……. เอาเหอะ เรื่องเหี้ยๆ เก็บไว้ในใจแล้วหางานใหม่ดีกว่า

จำเอาไว้นะอัฌณีย์ ครั้งหน้าที่มีใครมาจ้างทำอะไร ถามเรื่องเงินก่อนว่าจ่ายยังไง จ่ายเมื่อใหร่ และจ่ายเท่าใหร่

เมื่อตุลาคมที่ผ่านมาอัฌณีย์ได้รับจดหมายมาจากคนรู้จัก ว่าบริษัทมินสเตอร์แอคเนย์ต้องการหาคนไปทำงานฟรีแลนซ์ ง่ายๆ แค่อัพรูป คอนเทนต์ คอมเม้นต์ จุกจิก ทำ CRM กับแฟนๆ บนแฟนเพจ โดยมีงบให้ฟรีแลนซ์เจ็ดพันบาท

ตอนแรกอัฌณีย์ก็กะว่าคงซักสี่พันจะไม่ทำหรอก แต่พอได้ยินคำว่าเจ็ดพันบาท ก็เลยทำสู้ตายถวายหัวจนไม่เป็นอันกินอันนอน ถ้าไม่หาไวไฟฟรี ก็ต้องยอมจ่ายตังค่าเน็ทมือถือ ตอนแรกจะไป outsource ให้เด็กที่รู้จักเดือนละสี่พันห้าทำ แล้วกินหัวคิวสบายๆ ซักสองพันกว่าๆ ด้วยซ้ำไป

บริษัทมินสเตอร์มิชชันเป็นบริษัทที่ออกเงินช้า ทำงานเดือนตุลาคม วางบิลพฤศจิกายน เงินออกธันวาคม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

แต่เดี๋ยวนะ เค้าว่าเจ็ดพันนี่เค้าหมายถึงจ้างเหมา เรารึเปล่าวะ? รึว่าเค้าคิดตามงานเหมือนงานก่อนหน้า? แถมช่วงนี้น้ำท้วม บอกเราไม่ต้องอัพคอนเทนต์ซะด้วย แล้วจะเงินหายรึเปล่านะ?

เอาเถอะ คนรู้จักกัน เดี๋ยวเงินออกก็รู้เองแหละ ถ้าออกน้อยกว่าที่สัญญาก็คิดซะว่าค่าขนม แล้วก็เลิกทำละกัน (ตั้งเป้าไว้ว่าต่ำกว่าสี่พันจะไม่ทำ)

เดือนธันวาฯ อเจนซี่บริษัทมินสเตอร์แรคคูนก็บอกว่า “เดือนนี้เช็คไม่ออกนะคะ จะลากไปมกราคม เนื่องจากมีการ Audit กันภายในค่ะ” (สองเดือนผ่านไป ลืมไปแล้วว่าเรื่องเงินได้รับเท่าใหร่ยังไม่เคลียร์)

ไปขอนแก่น หาไวไฟยากมาก สัญญาณโทรศัพท์ที่ใช้เล่่นเน็ทก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไว้ใจไม่ได้ ยังดีพ่อตาเก่ง เป็นช่าง TOTเก่า ปีนไปต่อสายไฟเองเลย

แต่ตอนออกไปห้างเซ็นทรัลพลาซาขอนแก่นก็ต้องวิ่งวุ่นหาสัญญาณไวไฟอยู่ดี แถมสัญญาณชนกันเยอะมาก (ช่างไร้ระเบียบเรื่องสัญญาณเสียจริง) ทำให้เสียเวลาราวๆ สองชั่วโมง ต่อการหาสัญญาณไวไฟหนึ่งครั้ง (ใช่! หาสัญญาณบ้าอะไร กว่าจะต่อติดล่อไปเป็นชั่วโมง บ้าไปแล้ว)

หลังจากผ่านไป สิ้นเดือนมกราคม อเจนซี่เจ้าเดิมก็ออกมาบอกว่าเงินจะไม่ออก จะออกไปในเดิอนถัดไป เดือนกุมภาพันธ์

อัฌณีย์ผู้โง่เขลา ผู้ซึ่งลืมไปแล้วว่าตัวเองทำงานนี้เพราะอะไร และมีอะไรที่ยังติดค้าง

กลางเดือนกุมภาพันธ์ อัฌณีย์ผู้ฝันหวานจะได้เช็คก้อนโต โอ้โหสามเดือน สองหมื่นหนึ่งพันบาท หักภาษีก็น่าจะเหลือราวๆ สองหมื่นบาทกว่าๆบริษัทออกโบนัสอีก จ๊าฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ แมคแอร์แน่ๆ กรู ไม่มีคอมใช้มันปัญหาใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว

อัฌณีย์นึกขึ้นได้ว่ามินสเตอร์แอคทีฟยังไม่ได้คุยกันให้เคลียร์เรื่องเงิน จึงไปถาม
“พี่ครับ ตกลงเจ็ดพันที่ว่านี่จ้างเหมา หรือคิดเป็นงานชิ้นครับ” (ถาม 13 กภ)
“คิดเป็นงานชิ้นค่ะ” (ตอบ 17 กภ)
“…….. (ช็อค)”

วันที่ 21 อีเมล์จาก HSBC ก็เมล์มาบอกว่าเงินออกทั้งสิ้น
10,010 บาท

FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUU

จะไม่รับงานที่ไม่รับประกันเงินที่จะได้อีกต่อไปแล้ว ไหนมาบอกให้ดีใจว่ามีงบเจ็ดพัน หลอกควายนี่หว่า

คาดว่าคงจะได้ฉีกเช็ค เผาต่อหน้า ช่างแม่ง หมื่นเดียว

หือ ชื่อบริษัทคุ้นๆ เหรอ? คิดไปเองน่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสมมตินะ

ผมกลับมาอยู่กับโลกความเป็นจริงแล้ว โลกที่มีเรื่องไม่ธรรมดาเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คาด ตอนนี้ผมมีอย่างหนึ่งที่มั่นใจคือพวกเธอมีมากกว่าหนึ่งคน อาจจะมีหลายคนด้วยซ้ำไป

ผมค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่าพวกเธอ… ไม่ ไม่ใช่แก๊งค์หลอกลวงหรือกลุ่มคนที่มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด พวกเธอเป็นเพียงเหยื่อ เหยื่อของความฝัน เหยื่อของความเชื่อมั่น เหยื่อของจิตใจ เหยื่อของความอ่อนแอ เหยื่อผู้ต้องการความจริงที่ไม่อาจทำให้เป็นจริงได้ด้วยตัวเอง

พวกเธออาจจะอายุร้อยปี สองร้อยปี หรือแค่ยี่สิบเท่านั้น พวกเธอมีหน้าตา และบุคลิกภายนอกเหมือนกันทุกประการ จนกระทั่งคุณได้คุยกับพวกเธอ ทำความรู้จักกับพวกเธอ แล้วคุณจะรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเธอทุกคนล้วนมีนิสัย มีบุคลิกเป็นของตัวเอง

ทำไมผมรู้เรื่องนี้น่ะเหรอ

ไอ้ตัวที่บอกว่าตัวเองเป็นยมทูตนั่งอยู่ข้างๆ ผมน่ะสิ….. ไอ้บ้าเอ๊ย ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

Xover ข้า ยัยนั่น และหน้าที่

เรื่องราวนี้เป็นเหตุการณ์สมมติ ที่คุณสามารถหาชมได้จากนิยายไทย ละครน้ำเน่าไทย ซึ่งบางทีมันก็เอามาจากชีวิตจริงน่ะแหละ ดังนั้นอย่าคิดว่ามันไกลตัว มันสะท้อนสังคมไทยอีกที ว่าเราขาดความเข้าใจในสิ่งที่เรากระทำหรือไม่

เรื่องราวประกอบด้วยตัวละครสามตัว ตามสไตล์ละครไทย นาย A นาง B และนาง C

A กับ B เป็นแฟนกัน ทั้งคู่ต่างก็รู้จัก และสนิทสนมเป็นเพื่อนกับ C มักจะเป็นห่วงเป็นใยและให้ความช่วยเหลือกันตลอดมา ไม่ว่าจะทะเลาะกับใคร ทั้ง A และ B ต่างก็เข้าข้าง

สำหรับ C นั้นเป็นคนมีปัญหาจากที่บ้าน เพราะว่าเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดความอบอุ่น บางครั้งพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับครอบครัว ทำงานตำรวจและทุ่มเทให้กับประชาชนจนลืมครอบครัวไป

C นั้นจัดว่ามีหน้าตาสละสลวย และกอปรกับการขาดความอบอุ่นนี่เอง จึงทำให้ชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นมาไขว่คว้าความอบอุ่นจากคนรอบข้าง ซึ่งไม่มีใครให้ความอบอุ่นที่เธอต้องการได้ และวันหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่งก็โผล่เข้ามาในชีวิตของเธอ ทำให้เธอพบว่าความอบอุ่นที่เธอต้องการแล้วแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

แต่เหตุผลที่ผู้ชายคนนั้นเข้ามาเป็นเพราะว่าเธอนั้นมีหน้าตาสละสลวยและไร้เดียงสา เขาหลอกเธอ ทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจในรักแรกและจากไป เธอยังคงเก็บผู้ชายคนนั้นไว้และปฏิเสธไม่รับใครเข้ามาทั้งนั้น

ผู้ชายคนนั้นไปมีแฟนใหม่ ที่เป็นนิยามของคำว่าสวยใสไร้สมอง เธอจดจำ เธอเรียนรู้ ว่าผู้ชายแล้วสุดท้ายมันหาดีก็ไม่ได้ เธอเจอผู้ชายคนแล้วคนเล่า ที่สุดท้ายก็ถูกดึงดูดมาด้วยเกสรน้ำหอมของเธอ หลังจากที่เหล่ากุมภีร์เด็ดดมแล้วก็จากไป ทิ้งให้เธอเอาไว้เพียงแผลที่ไม่มีวันรักษาได้

เธอเลือกที่จะแข็งแกร่งขึ้น เธอเลือกที่จะสร้างเกราะคุ้มกันความเจ็บปวด ด้วยประสพการณ์ของเธอ ประสพการณ์ที่ไม่เคยเจอชายคนใดเป็น เธอเชื่อในใจลึกๆ โดยไม่รู้ตัวว่าผู้ชายนั้นหาดีไม่ได้ ทั้งโลกนี้สุดท้ายแล้วผู้ชายคนไหนก็เหมือนกัน อนิจจา เธอยังคงไร้เดียงสาในแบบของเธอ ว่าผู้ชายดีๆ นั้นไม่มีอยู่จริงบนโลก

วันหนึ่ง A ได้ทำตัวอวดกับเพื่อนๆ ตามประสาชายหนุ่มที่ไร้ซึ่งสาระและแก่นสาร ในหลายๆ สิ่งที่เขาไม่ควรแม้แต่จะเอ่ยออกมา ความลับของหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าแฟนของเขาหลุดออกมาจากปากโดยไม่รู้ตัว

C ได้ยินดังนั้นจึงเกลียด A เข้าไส้ เพื่อนผู้ชายที่เคยช่วยเหลือเธอ และบางครั้งเธอก็ให้ความช่วยเหลือ เพื่อนคนที่เข้าข้างเธอตลอดเวลาแม้ว่าบางครั้งเธอจะเป็นฝ่ายผิด เพื่อนผู้ชายคนที่เชื่อใจเธอ กำลังถูกเกราะที่เธอสร้างขึ้นมาทิ่มแทง เกราะของเธอเป็นดั่งหนามของตัวเม่น ที่มันทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่นที่อยู่ใกล้

B นั้นเป็นผู้รับผลกระทบจากความปากพล่อยของชายหนุ่ม เธอเสียใจ โศกเศร้า และก้าวต่อไป
C เสนอตัวที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วย เป็นคนกลางระหว่างสองคน เพื่อนของเธอนั้นหารู้ไม่ว่าเธอกำลังถูก C ใช้ทำร้ายอดีตแฟนของเธอ เธอเพียงต้องการที่จะทำลายผู้ชายทุกคนที่เธอนิยามว่าเป็นผู้ชายห่วยๆ

B ปฏิเสธอย่างสุภาพ และบอกว่าช่างมันเถอะ

C ยังคงยืนยันว่าเธอจะต้องเขามาเป็นคนกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เราจะต้องจัดการผู้ชายที่ไม่ดี และเพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับผู้หญิงคนไหนบนโลกอีกต่อไป

เธอถูกความรังเกียจบังตา เธอจะต้องกำจัดผู้ชายคนนี้ให้ได้

เมื่อถูกรบเร้าและต้อนบ่อยครั้ง สุดท้าย B ก็ให้ C เข้ามาเป็นคนกลาง

C ได้เริ่มแผนการทำลายผู้ชายห่วยๆ เริ่มจากการป่าวประกาศว่าผู้ชายคนนี้ทำอะไรลงไป เขาทำให้ผู้หญิงหนึ่งคนต้องหลั่งน้ำตาและเจ็บปวดแค่ไหน จากการที่เขาเล่าให้เพื่อนฟังว่าเขาเคยตดใส่เธอ (ครับ เขาตดใส่เธอ)

คนทั่วไปที่อยู่ภายนอกเริ่มรู้กันทั่ว ผู้ชายคนนี้ช่างมารยาททรามแท้ แค่อดกลั้นเอาไว้ก็สิ้นสุดแล้ว แล้วนี่กะไร เหตุไฉนจึงต้องบอกเล่าให้เพื่อนฟังกันด้วยเล่า ว่าเคยทำอะไรแบบนี้กัน ช่างบัดสีแท้

บัดนี้สตรีทุกผู้นางทราบถึงสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำแล้ว เขาไม่มีที่อยู่ในสังคมอีกต่อไป นาง C ได้สิ่งที่เธอต้องการ เธอกำจัดผู้ชาย ที่ทุกคนเคยมองว่าเป็นเพื่อนกับเขาได้แล้ว บัดนี้เรื่องราวของเขากับคนที่เขารัก และเพื่อนของเขาไม่ได้เป็นเรื่องท่ามกลางบุคคลไม่กี่คนอีกต่อไป มันกลายเป็นเรื่องระหว่างพวกเขา และคนทั่วไปที่รับรู้เรื่องราว

C ไม่ได้ใช้สมองตรองดูเลย จากการที่เธอบอกกับเพื่อนเธอว่า เพื่อปกป้องเกียรติของเธอ และมิให้ผู้ชายคนนี้กระทำการเช่นนี้อีก ได้ทำลายชีวิตของผู้ชายหนึ่งคน… และผู้หญิงอีกหนึ่งคน

เมื่อเพื่อนของเธอเดินไปท่ามกลางหมู่เหล่าคนที่รู้จักเธอ เขามิได้จดจำเธอว่า “คนนั้นคือ B แฟนของ A” แต่เขาจดจำว่า “คนนั้นคือ B คนที่เคยโดน A ตดใส่หน้าไง”

หรือบางทีเธออาจจะรับรู้ แต่เธอไม่สนใจ เธอเพียงต้องการกำจัดผู้ชายหนึ่งคน โดยไม่สนใจว่าเพ่ือนของเธอจะต้องมีตราบาปติดตัวตลอดไป
หรือเธออาจจะไม่รู้ ว่าเธอกำลังทำอะไรลงไป เธอเพียงต้องการปกป้องผู้หญิงคนต่อไปบนโลกที่จะเจอผู้ชายคนนั้น และศักดิ์ศรีของเพื่อนเธอ (ที่เธอกำลังทำลายอย่างถาวร)
หรือเธออาจจะไม่เคยสนใจตั้งแต่ต้น ศักดิ์ศรีของเพื่อนเธอก็แค่คำ ที่เธอใช้กล่าวอ้างในการทำลายผู้ชายคนนั้น เธอไม่ได้แคร์คำว่าศักดิ์ศรีของเพื่อนเธอตั้งแต่แรกแล้ว เธอแค่ต้องการการทำลาย ซึ่งให้เธอได้สมใจ กับความสุขในการทำลายสิ่งที่เธอคิดว่าชั่วช้า สามานย์

สรุป (๑)
C ไม่ควรจะเป็นคนกลางสำหรับกรณีนี้ ไม่ว่าด้วยอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่า A หรือ B จะเรียกร้องหรือไม่

การที่ C เข้ามาเป็นคนกลาง ไม่ว่าจะเข้าข้างไหน หรือไม่เข้าข้าง เมื่อผลตัดสินออกมาแล้ว ฝ่ายที่เป็นฝ่ายแพ้ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ย่อมที่จะจำว่าเพื่อนของเธอนั้นเลือกที่จะอยู่คนละข้าง คนเราไม่สนใจหรอกว่าเราผิดหรือเปล่า คนเราจำได้แค่ว่าเพื่อนเราไม่เชื่อใจเรา หรือไม่ช่วยเหลือเราเท่านั้นเอง

นอกจากนั้น ไม่ว่าจะเข้าข้างฝ่ายชาย (ทรยศผู้หญิงกันเอง) หรือเข้าข้างฝ่ายหญิง (แล้วจบลงด้วยการทิ้งตราบาปไว้ให้พวกเธอ) ก็ล้วนแต่ทำให้ C เสียชื่อ และไม่เกิดผลดีทั้งนั้น

สำหรับการที่ C เสนอตัวเข้ามาเป็นคนแก้ปัญหาให้ ย่อมได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน การเข้าข้างฝ่ายใด เท่ากับการเอามีดที่ตัวเองมีแทงความเชื่อใจอีกฝ่าย กับคำว่าเพื่อน ให้สลายไปหมดสิ้น

การวางตัวที่ดีของ C คือควรจะแสดงความเชื่อใจกับเพื่อน ด้วยการอยู่ที่วงนอก ปล่อยให้คนในแก้ไขปัญหากันเอง ค่อยๆ แอบช่วยเหลือให้คืนดี ไม่ใช่โยนระเบิดอันเกิดจากปมด้อยในจิตใจ

โดยเฉพาะการป่าวประกาศเพื่อทำลายฝ่ายชาย เพราะสุดท้ายแล้วตราบาปมิได้ติดตัวใครเพียงคนเดียว

ทฤษฏี Six-Degree of seperation ได้กล่าวไว้ว่าภายในช่วงหกความสัมพันธ์ เราสามารถเชื่อมต่อกับคนทั้งโลกได้ (ตัวอย่าง : ข้าพเจ้า -> เจ้านาย -> CEO -> เจ้าสัว (ขอไม่เอ่ย) -> ทักษิณ -> โอบาม่า

ทฤษฏีนี้ได้บอกว่า เพียงหกระยะความสัมพันธ์์ เราสามารถกระจายความเชื่อมโยงไปหากันได้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ข้อความ หรืออะไรก็แล้วแต่

หากนำทฤษฏีหกช่วงตัวนี้มาใช้กับการกระจายทำลายบุคคลแล้ว ย่อมเป็นไปโดยง่าย เพราะไม่ว่าจะกี่ช่วงความสัมพันธ์ ทฤษฏีนี้เชื่อว่าคนบนโลกทุกคนเชื่อมต่อกัน (โดยไม่เกินหกคน ซึ่งเป้าหมายของการทำลายบุคคล ไม่ได้สนใจว่าจะกี่ช่วงความสัมพันธ์อยู่แล้ว)

แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายตราบาปที่คุณไปฝังติดกับผู้ชายคนนั้น ย่อมส่งผลกับผู้หญิงคนดังกล่าวด้วยเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว คุณกำลังช่วยเหลือ หรือทำลายเพื่อนคุณอยู่กันแน่ (หรือแท้จริงคุณแค่อยากจะสนุก ไม่ได้สนใจเพื่อนของคุณแต่แรก)

คุณจะทำตัวอย่างไร ถ้าเรื่องแบบนิยายอย่างนี้ เกิดขึ้นกับตัวคุณ

ผมไม่ทราบ ไม่มีใครทราบ มีแต่คุณเท่านั้นที่จะรู้ว่าตัวเองควรจะทำเช่นไร

โปรดรักตัวเอง และผมขอให้โลกรักคุณ

สวัสดี

freelance [N] คนที่ทำงานอิสระไม่ได้รับเป็นเงินเดือนประจำ
freelance [ADJ] ซึ่งทำงานอิสระไม่ได้รับเป็นเงินเดือนประจำ
freelance [VI] ทำงานอิสระไม่ได้รับเป็นเงินเดือนประจำ
http://dict.longdo.com/search/freelance

ฟรีแลนซ์ เป็นคำที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นคนทำงานอิสระ คงไม่มีใครทำงานเป็นฟรีแลนซ์เพราะว่าว่างจัด ว่างเปล่า ซักเท่าใหร่ (มีบ้าง ที่ทำเวลาเบื่อ) ส่วนใหญ่ล้วนแต่เกิดจากต้องการเงินเพิ่มเติมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการทำงานกับฟรีแลนซ์ คำขู่เวลาฟรีแลนซ์ทำตัวมีปัญหาคือเงิน (เงินไม่ออกนะ, เงินออกช้านะ)

สรุปคือฟรีแลนซ์มัน concern เรื่องเงินที่สุด ออกตรง ออกครบ ไม่กั๊ก ก็ไม่ทำตัวงี่เง่าแล้ว

ผู้ว่าจ้าง หรือ ลูกค้า เป็นคนจ่ายเงิน จะงี่เง่ายังไงก็คือคนจ่ายเงิน ถ้าไม่งี่เง่าจนเกินไป ยังไงฟรีแลนซ์ก็ยินดีที่จะเป็นขี้ข้ารับใช้ เพื่อเงินที่มากขึ้น

แต่ถ้าผู้ว่าจ้างเริ่มอิดออด เงินไม่ออก เงินออกช้า เงินออกไม่ครบ เดือนหน้านะ เออ อีกเดือนน่า

มันก็เริ่มจะมีเพดานความอดทนต่ำลงเรื่อย

และถ้าฟรีแลนซ์บอกว่าจะจ่ายเงินเรทนึง ถึงเวลาจริงมาบอกว่าเรทนั้นมันเป็นเงินสูงสุดที่จะจ่าย (ซึ่งเราจ่ายไม่ถึงอยู่แล้ว) ฟรีแลนซ์มันก็หมดความอดทนได้ง่ายๆ

กรณีตัวอย่าง

บริษัท M จ้างนาย A ให้ทำงานดูแลแฟนเพจของลูกค้า โดยบอกว่าค่าจ้างคือ 7,000 บาทต่อเดือน นาย A เห็นว่าเป็นคนรู้จัก และเคยร่วมงานกัน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เดือนแรกผ่านไป บริษัท M มีนโยบายวางบิลใบเสร็จหลังจากเดือนนั้นๆ สิ้นสุด แปลว่าเดือนตุลาคม จะถูกวางบิลในเดือนพฤศจิกายน และเงินออกในเดือนธันวาคม

พนักงานของบริษัท M แจ้งให้นาย A ทราบว่าเดือนธันวาคมจะไม่มีเช็คออก เนื่องจากจะมีการ Audit บัญชี ซึ่งนาย A รับทราบและไม่มีปัญหา ยังคงทำงานต่อไปด้วยสปิริตฟรีแลนซ์ว่าเงินช้าไม่ใช่สาเหตุที่จะหยุดการทำงาน

เดือนมกราคม พนักงานคนเดิมแจ้งนาย A ว่าเงินไม่ออก จะออกอีกทีในเดือนกุมภาพันธ์

นาย A ยังคงทำงานต่อไปด้วยความคิดว่า ‘เงินยังไม่ออก ไม่ใช่เงินไม่ออก’

เดือนกุมภาพันธ์นาย A ถามพนักงานคนที่ดูแลงานฟรีแลนซ์ว่าเงินจะออกอย่างไร กลับได้รับคำตอบว่า ที่ตกลงกันว่า 7,000 บาทต่อเดือนนั้นคือเพดานยอดสูงสุด ซึ่งจะไม่มีวันถึง เพราะว่าในเวลาวันธรรมดาจะมีพนักงานประจำรับผิดชอบงานอยู่แล้ว

นาย A ทำงานเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน-ธันวาคม-มกราคม-กุมภาพันธ์ โดยยังไม่ได้รับเงินซักกะบาทเดียวด้วยความคาดหวังว่าเงินที่ได้รับจะเป็นเลขคงตัว 7,000 บาทต่อเดือน แต่ผลปรากฏว่าเงินไม่น่าจะเป็นอย่างใจหวัง

พนักงานบอกว่าเงินจะออกไม่ถึงเพดาน แล้วก็หนีหายไปขาดการติดต่อ ไม่ยอมบอกว่าตกลงแล้วออกเดือนละเท่าใหร่

ผมควรจะบอกนาย A ยังไงดีกว่ากรณีนี้ นายเลิกทำงานกับอเจนซี่นี้เหอะ บอกก็บอกไม่หมด กั๊ก และจ่ายเงินช้าอีกต่างหาก

กูจะบอกมึงยังไงดีวะ อัฌณีย์

ครับ การช่วยเหลือเป็นเรื่องดีครับ ดูครั้งแรกซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากๆ โอ ใจดีเหลือเกินอุ้มเด็กด้วย เด็กจะเป็นเด็กเวรเนรคุณซนเป็นลิงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ยังจะกล้าอุ้ม แถมอาจจะเป็นนกต่อจากองค์กรหวังผลประโยชน์ ขโมยหรือลักพาตัวมาหลอกแดกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

พอคิดไปได้ซักพัก เอ๊ะ การจะทำความดีในประเทศกรุงเทพนี่มันยากจังวะ นี่ตกลงพวกเราป่าเถื่อน ไร้ความเห็นใจเพราะว่าเราไร้ความเห็นใจ หรือเราแค่กลัวการโดนหลอกกันแน่นะ?

อย่างผมน่ะ ไม่กล้าอุ้มหรอกครับ ต่อให้ไม่ใช่เด็กที่ถูกแก๊งบลาๆๆๆ ส่งมาเป็นนกต่อขโมยของ กูก็ไม่รู้ว่าเด็กนี่จะซนดิ้นป่ายซ้ายเตะขวาเอากระเป๋าฟาดหน้ารึเปล่า …. เฮ้ย ทำความดีทำไมต้องคิดมากจังวะ แต่พอมาคิดอีก เออ ถ้ากูเจอล่ะ? ถ้ามันเป็นเด็กเวรล่ะ?

ที่ต่างจังหวัดเขาก็อุ้มแบบนี้แหละ ดูแล้วไม่เห็นซาบซึ้งเหมือนกับกรุงเทพเลย

สงสัยเพราะกรุงเทพมันทำความดียาก ทุกคนต่างก็กลัวว่าทำความดีแล้วจะโดนหลอก ความดีกลับมาทำร้ายตัวกระมัง

เพราะผมเองก็กลัว ว่าทำความดีแล้วจะไม่ได้ดี แถมส่งผลร้ายกลับเข้ามาอีกตะหาก


กุมภาพันธ์ 2012
อา พฤ
« ม.ค.   มี.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.