Archive for เมษายน 2012

การเดินทางวันแรก

การที่เรานัดพบกันตอนตีสี่ หมายความได้สองอย่าง ประการแรก เราจะต้องออกจากบ้านเช้ามากๆ ประการที่สอง เราจะไปนอนค้างอยู่ที่สนามบินจนกระทั่งถึงเวลานัด

ผมเลือกอย่างหลัง เพราะผมไม่เคยขึ้นแอร์พอร์ตลิ้ง (Airport Rail Link/ ARL) เลยถือโอกาสนี้ซะเลย นั่งสายปกติเข้าไป เพราะได้ยินมาว่าสายรอบ Express มันจะมีรอบของมัน ถ้าตกรถก็รวมๆ แล้วอาจจะใช้เวลามากกว่าขึ้นแบบปกติก็เป็นได้

การเดินทางไปสุวรรณภูมิเป็นไปด้วยดี ได้ที่ยึดทำเป็นฐานที่มั่นคือแถวๆ china southen airline ซึ่งข้อดีก็คือมีเน็ท (ไม่ฟรี) ของ True/AIS ทำให้ชีวิตสามารถเป็นไปได้โดยสะดวก และเมื่อเบื่อก็เพียงกอดกระเป๋าแน่นๆ ก็สามารถหลับได้

แต่การที่มันเป็นโอเอซิสกลางสนามบินก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน เพราะพวกขี้เมารอบเครื่องบินก็สามารถมาร่วมวงทำให้ชีวิตแสนสุขพังพินาศได้เช่นกัน

ผมเจอญี่ปุ่นสองหน่อ เกิดมาเพื่อทำลายความสุขในการนอนโดยแท้จริง สุดท้ายตีสองครึ่งก็ตื่น แล้วก็ต้องระเห็จย้ายตัวเองออกไปจากตรงนั้น เพื่อความสงบสุขของจิตใจ

สุดท้ายก็ขึ้นไปเช็คอินกับ Air Asia หางแดงราคาประหยัดเพื่อไปฮ่องกง

ทำทุกอย่างเสร็จก็รอเวลาขึ้นเครื่อง โอ้ว อ้าววววว เยสสสส์ ที่รอสนามบิน (เกต F4) เน็ทเร็วมาก ทรูไวไฟวิ่งได้สิบกว่าเมกกะบิต อู้วววว อ้าวววว์ สุดยอด

และไม่นานก็บินขึ้นสู่ฟ้า โดยมีอีตาหนุ่ย (แบไต๋ไฮเทค) ตามมาเป็นคนสุดท้ายของกรุ๊ป

พนักงานบริการจนแทบจะลืมไปเลยว่าเป็นสายการบินนอก (พูดไทยจบต่อภาษาอังกฤษ ปิดท้ายด้วยขอบคุณค่ะ แทนที่เป็น Thanks you ทำเอาลืมไปเลยว่าไม่ใช่สายการบินไทย)

เมื่อลงมาจากสนามบินก็ต้องทำเรื่องเข้าประเทศ แล้วจากนั้นก็เก็บกระเป๋า แอบมีเน็ทไวไฟสนามบินให้ใช้แปปนึง แล้วก็ออกจากสนามบิน นั่งรถทัวร์ไปยังฝั่งชายแดน

ทำเรื่องเข้าประเทศจีนไม่ยากอย่างที่คิด เพราะว่ามาเป็นกรุ๊ปทัวร์ แต่เรื่องที่ตลกก็คือ

ด้านข้างที่ทำบอร์เดอร์พาส มีป้ากับผู้ชายอีกคนสลบแบบในโรงงาน FOXCONN หลับเป็นตาย (เสียดายว่าอยู่ในเขตพื่นที่ตรงนั้น ห้ามถ่ายรูป) แน่นอนว่าผู้ชายที่ทำหน้าที่ตัดสินชะตากรรมคนไทยแม่งโคตรหล่อเลย จีนจ๋าขนาดนี้ ไปเป็นดาราอยู่ไทยดีกว่านะเพ่

พอทำเสร็จ ถึงได้รู้ว่าผู้หญิงหน้าตาดีๆ หน่อยใส่แว่นคือลิเดียนั่นเอง (เฉยๆ น่ะ ไม่รู้จักดาราอยู่แล้ว)

เมื่อทำเรื่องเข้าจีนเสร็จ เราก็ไปเปลี่ยนรถเข้าประเทศ โดยมีทัวร์ลีดคือคุณหลิน (พลอย) เป็นคนจีน เรียนภาษาไทยมาสองปี (แต่เป็นไกด์ไทยมาเจ็ดปีแล้ว ร้ายกาจมาก) ภาษาไทยเก่งเข้าขั้นร้ายกาจ คือทะลุคำว่า เข้าใจ ไปเป็น ใช้เป็น เรียบร้อยแล้ว

ไกด์พาเรามากินข้าว โดยไม่ลืมที่จะพูดถึงสถานที่รอบๆ ตัว โดยสิ่งที่ผมจำได้มีเพียงอย่างเดียวคือ “ไตยโหว” แปลว่าฮ่องเต้ “ไตว์หว่า” แปลว่าใหญ่โตมโหฬาร (แต่ดันออกเสียงรวมกันคล้ายคำว่า ตายโหงตายห่า)

อาหารมื้อแรก อาหารซีฟู้ด รสชาติเหรอ เฉยๆ ไม่อิ่ม แต่กินต่อไม่ลงเหมือนกัน ด้วยว่าเป็นอาหารที่เลี่ยนมาก กินยาก (แต่หอยเป๋าฮื้ออร่อยดี)

จากการขับรถวนไปวนมา (จำทิวทัศน์ได้ เลยไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะขับวนทำไม) พบว่าในเมืองเซินเจิ้นเองก็มีชอปของ บัลเบอรี หลุยวิตตอง ฯลฯ ด้วยเช่นกัน

หลังจากสิ้นสุดกับการกิน ก็ไปเจอมุมตึกที่มี perspective ดีๆ ตอนแรกก็สงสัยว่าช่างกล้องแห่กันทำอะไร พอหันไปดู เข้าใจทันที มุมอย่างนี้ตากล้องที่ไหนก็คงไม่พลาดเหมือนกัน

หลังจากถ่ายรูปเสร็จ ตาหนุ่ยคุณเฉินก็หายไป (คาดว่าไปทำงานอื่น) ส่วนพวกเราก็ไปชอปปิ้งกันที่ห้างของก๊อปเกรด A แล้วต่อจากนั้นก็ไปห้างจอมก๊อปอย่าง Luohu Center ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผิดหวังมาก เพราะของที่มีขายมีแต่

รองเท้า
เสื้อผ้า
กางเกง
นาฬิกา
กระเป๋า
แร่ (พวกสารพัดแร่ในห้องแล็บน่ะแหละ)
หูฟัง Beats
บริการทำเล็บ
บริการทำผม
และอีกเล็กๆ น้อยๆ ถือว่าผิดหวังพอตัว

พบว่าคนที่นี่นิยมสูบบุหรี่ในอาคาร เดินไปจะเมาบุหรี่ไป แถมในตึกนี้หันไปทางไหนก็มีแต่ไอโฟน คนที่มาเดินใช้ iPhone 4 ส่วนเด็กคนขายจะมี iPhone 4, iPhone 3GS, Nokia สามอย่าง ไม่มีมือถือจีน ไม่มียี่ห้ออื่น

เอ้อ ที่จีน ชั้น G/B ไม่มีนะ มีแต่ชั้น 1, ชั้น -1, ชั้น -2

หลังจากหลงกันไป (ห้างรูปแบบไม่ใช่ยากอะไร เป็นซอยตารางสี่เหลี่ยมถี่ๆ แต่ปัญหาคือทุกร้านเหมือนๆ กันหมด จำไม่ได้ว่าเดินแล้วหรือยังไม่เดิน หลังๆ ก็เดินมั่วๆ แม่งเลย)

เค้านัดกันห้าโมง กูเดินเสร็จซะตั้งแต่สามโมงกว่า ทำไงดีล่ะ

ออกไปเดินนอกสถานที่ สถานีใต้ดินก็ไม่เลวนะ แต่ว่าเมื่อเดินรวมๆ แล้วพบว่าร้ายกาจไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน (ปัญหาคือที่นี่ควักกล้องออกมาถ่ายแล้วเขามองว่าทำอะไรกัน ทำให้ไม่ค่อยสู้ดีเท่าใหร่ เลยไม่ได้เก็บภาพมา)

สุดท้ายลองเดินไปแมคโดนัลด์ ระหว่างทางที่ทำ War-Driving ดันเจอ Shangarila WiFi เลยลองต่อดู (โรงแรมห่างออกไปเกือบๆ 500 เมตร คิดว่าคงเป็นไวไฟในสถานีรถไฟฟ้า) ก็ดันต่อได้ แถมเล่น Facebook/Twitter/Foursquare ได้ซะด้วย ไม่พลาด สุดท้ายอีกชั่วโมงไม่ต้องไปไหน ยืนเล่นเน็ทอยู่ตรงนั้น

ห้าโมงก็กลับมารวมตัวกัน ถึงได้รู้ว่าคุณพลอย (คุณหลิน) ทำงานเป็นไกด์ ได้เดือนละ 2,000 หยวน แต่ต้องจ่ายค่าบ้านเดือนละ 1,200 หยวนเป็นอย่างต่ำ (ห้องต้องแชร์สามคนจ่าย) โหดร้ายมาก ค่าครองชีพในเสิ่นเจิ้นช่างโหดร้ายสวนทางกับคำว่าค่าแรงแบบจีนๆ โดยแท้

หลังจากรวมตัวกันครบ พี่เอ็กซ์ได้รองเท้าก๊อปปี้มาหนึ่งคู่ เราก็ไปต่อกันที่สวนวัฒนธรรม โดยที่เราจะได้เห็นวัฒนธรรมของ 56 ชนเผ่า 79 (?) ของจีน และทันทีที่ไปถึงประตูหน้างาน แบตเตอรีก็หมด! แบตมาหมดอะไรตอนจะถ่ายรูปวะ!!!!

สุดท้ายเดินทางในสวนด้วยรถกอล์ฟรูปรถไฟ ชนเผ่าจีนเยอะมาก ห้าสิบนนาทีหมดไปอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ (คุ้มค่ากับราคา 5 หยวนมากๆ)

พบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วในจีน ยิ่งรถพาไปใกล้จะจบการชมเท่าใหร่ ก็ยิ่งคล้ายกับในไทยมากขึ้นๆ (แต่ได้ข่าวว่าในความเป็นจริงๆ คือวัฒนธรรมเหล่านั้นเข้าไปทางตอนเหนือมากขึ้นๆ จนไปแถวๆ ทิเบต แล้ว)

จากนั้นก็ชมการแสดง ให้ตายเถอะ เกิดมายอมรับเลยว่าไม่เคยเจอการแสดงไหนเจ๋งเท่านี้ อลังการเท่านี้มาก่อนในชีวิตเลยทีเดียว สุดยอดมาก แสงสีเสียงควันนักแสดงท่วงท่าทำนอง

การแสดงจบลง ตาหนุ่ยโผล่มาจากไหนไม่รู้ ส่วนเราที่หลับไปสิบกว่ารอบ (ลมเย็นมาก นั่งๆ อยู่พัดมาเฉยเลย แถมแรงจนเผลอหลับด้วย) ลมแรงมากๆ หนาวไม่ว่า แรงด้วย ทำให้เผลอหลับระหว่างการแสดงแปปๆ เกือบๆ สามสิบรอบเห็นจะได้ ไม่ใช่การแสดงไม่สนุกนะ แต่หนาว

หลังจากนั้นก็ไปกินข้าว ระหว่างรอไกด์กินก็แนะนำตัวกัน โดยอีกตาหนุ่ยโชว์แขวะผมอีกว่า “จะพูดเร็วไปไหน” ด้วย เหยด ปกติตาหนุ่ยโชว์แกจะรักษาภาพลักษณ์ด้วยการแซว แต่กูโดนแขวะ (หรืออีกคำว่าแซะ) เลยนะ กูไปฆ่าบรรพบุรุษเขามาเหรอเนี่ยยยยยยย (หน้าซาบซึ้ง)

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป เราเดินทางผ่าน World Expo (น่าดูมาก มีหอไอเฟล ลูฟวร์ และอีกหลายๆ อย่าง) ในอัตราส่วนจำลอง และสินค้าแบรนด์เนม (ที่ผู้ชายจนๆ อย่างเราไม่รู้จัก และไม่สนใจ)

แต่เดิมกำหนดการพรุ่งนี้คือตื่นหกโมง กินข้าวเจ็ดโมง ออกจากโรงแรมแปดโมง แต่กลัวจะไม่ไหวกันเลยให้ตื่น เจ็ด กินแปด ออกเก้าโมงแทน ซึ่งก็ฟังดูน่าจะดี (ถ้าเป็นเวลาไทย) เพราะที่นี่เร็วกว่าไทยชั่วโมงนึง เวลาจีน ฮ่องกง เร็วกว่าไทยหนั่งชั่วโมง)

มาถึงโรงแรม แล้วทุกคนก็แห่ลงมาใช้เน็ทที่ลอบบี้ และพบว่า Facebook, Twitter, Foursquare โดนบล็อก ส่วนเน็ทโรงแรมในห้องเป็นสายแลน และหาคนใช้แบตเตอรี่แบบเดียวกันเพื่อหายืมที่ชาร์จไม่ได้เลย (ตอนนี้เจอแล้ว)

นอนตีสอง (บ้านจีน) ตรงกับตีหนึ่งประเทศไทย หลับไปโดยไม่รู้ตัวระหว่างนั่งพิมพ์บล็อกโน้ตเอาไว้ และหลับไปในท่า “หัวอยู่ตรงเท้า” ตีนป่ายหัวเตียง และหัวพาดปลายเตียง

เจ็ดโมงโทรศัพท์ปลุกตอนเช้า รับเสร็จ นอนต่อ
อีกซักพักโทรมาอีกรอบ รับเสร็จ นอนต่อ

“ขึ้นรถได้เลยนะครับ”

ภาษาที่คุ้นชิน
เฮ้ย เก้าโมงสิบหกนาที สายสิบหกนาทีแล้ว กูเพิ่งตื่นโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย

เปิดซิงประสพการณ์ข้าพเจ้ากับรถไฟฟ้า Airport Rail Link
การเดินทางรอบนี้ขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากเกิดการเสียเวลาที่คาดหมายไว้แล้ว (แต่มากกว่าที่คิด) ทำให้การเดินทางไม่ค่อยจะเป็นไปโดยสะดวกนัก แถมหาทางเข้ารถไฟฟ้าผิดทางอีกตะหาก จะไปซื้อตั๋ว ดันขึ้นบันไดเลื่อนมาโผล่เอาตรง Express (ทำไมเขาไม่ทำให้มันซื้อตั๋วได้ไม่ว่าตรงไหน แต่ทางขึ้นกำหนดเอาไว้แล้วว่าตรงไหนถึงจะเป็น City Line ตรงไหนถึงจะเป็น Express line กันแน่นะ)

เมื่อเข้ารถ คนรอบตัวได้แก่ ตาหนวดอ้วนพุงเกือบพลุ้ย พ่อหนุ่มไอโฟน ชายบาสและผู้หญิง (ไม่รู้ว่าเป็นพี่สาวหรือเพื่อน หรือแฟน)

ตาหนวดนั่งฝั่งตรงข้ามผม พี่แกคงโกนหนวดทุกๆ สองวัน แต่รากขนรุงรังบนใบหน้ายังคงอยู่ ดกเหมือนกับต้นไม้ที่ถูกโค่นเป็นเขาหัวโล้นตระหง่านอยู่ตรงนั้น

ประตุปิดแล้ว เป็นสมดังคำร่ำลือเล่าอ้างว่าประตูของแอร์พอร์ตลิ้งนั้นปิดรุนแรงมาก ปัง! เสียงนั้นดังก้องด้วยความถี่ต่ำกระมัง หรืออาจจะเป็นผมเองที่ตกใจ ทำให้รู้สึกว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นดังมาก

ชายชื่อบาสกำลังคุยกับผู้หญิงที่ขึ้นมาด้วยกัน (ฝ่ายนี้รู้ชื่อเพราะแทนตัวด้วยชื่อนี้ตลอด) บาสอย่างนั้น บาสอย่างนี้ บาสรับไม่ได้ ที่จะต้องเสียเวลา และความสัมพันธ์ ….. คงจะปรึกษาปัญหาความรักกระมัง

อยากเสนอหน้าเข้าไปบอกเสียจริ๊ง ว่าถ้าคุณรักผู้หญิงคนนั้นจริง คุณไม่เลิกแค่บุหรี่หรอกครับ ให้เลิกเหล้าคุณก็ต้องเลิกได้

รถวิ่งไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มลดลง ผู้โดยสารใหม่เริ่มเข้ามา นอนบนรถราวกับเป็น Homeless ในนิวยอร์คที่หวังให้รถเป็นที่นอนประจำคืนนั้น (แต่เฮ้ย ประเทศไทยมันวิ่งแค่เที่ยงคืนไม่ใช่เรอะ!)

แล้วก็มาถึงปลายทาง สนามบินสุวรรณภูมิ

ลงรถแล้วก็พูดกับตัวเอง ต้องไปที่ไหนล่ะเนี่ย (หมายถึงจุดนับพบที่ไหนล่ะเนี่ย ลืมแล้ว)
ชายคนข้างหน้าหันหลังกลับมาแล้วถามว่า “จะไปไหนล่ะครับ?”

น้ำใจยังมีอยู่ท่ามกลางคนไทยเสมอ

ปล. ลงรถแล้วเดินเข้าสนามบิน หันซ้ายจะเห็น China Southen Airline (หรือ Airways ไม่รู้นะ) มองหาเก้าอี้แถวนั้นแล้วรีบจองได้เลยครับ รอบๆ มี Subway, 7-ELEVEn และ True/AIS Wi-Fi เสพย์กันยันเช้าได้เลยครับ

ผมเป็นคนดี ผมเชื่ออย่างนั้นและผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าผมสามารถเป็นแฟนที่ดีได้

ผมซื่อสัตย์ ไร้คำโกหก รักษาสัญญา และยินดีที่จะทำทุกอย่างให้ ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ

ผมเคยล้ม ผมลุก ผมเก็บหินทุกก้อน กรวดทุกเม็ดที่ทำให้ผมล้มมาทำความเข้าใจ

ผมรุ้สาเหตุ ผมแก้ไขปัญหา

แล้วผมก็ล้มเพราะกรวดเม็ดต่อไป

กำแพงที่หนาขึ้น ประตูที่เปิดยากขึ้น

คนดีเขาไม่ร้องไห้หรอก เพราะเขาเป็นคนดี เขาถึงได้เจอสิ่งดีๆ

ผมมันก็แค่คนไม่ดี

ผมมันไม่ดี

ไม่เคยผ่านมันไปได้โดยที่รักษาสถานะภาพกับแฟนได้เลย (ปีที่แล้วผ่านมาได้ แล้วสะดุดตายปีนี้)

I was trying to extend my Latitude E-6400 warranty. This one was nearly 3 years old and NBD (Next Business Day) services is almost expire. I deposited by cash on 21st Febuary. A month later and nothing happen. My warranty expired! I was trying to call DELL Thailand for my sales rep. Siu Ching is was my Dell’s sale rep. She’s the worst sales I ever dealt.

She must be a tough girl working in a fucking shit industry with pressure and fucking wonderful lifestyle. I called her EVERYDAY and I never reached her. Not even once. After a month I think I lost that money so I tried to brought this to Consumer Report.

Wait a min! Dell still has alternative choice for customer. Web Chat! I was trying to do web chat but unfortunately I was using OS X at my work so Active X (or something) unable to work.

I tweet to note I’ll contact via web chat once I got home. @Dellcare tweeted me and tried to assisted me this trouble. After nearly a week and no progress @dellcare decided to asking me sales rep name and email.

Couple of day after that  (and many called that never reached Siu Ching) @dellcare tweet me the Warranty is now have extended. (I’m now in the middle of April. Month and a half since I deposited)

WTF!

My warranty extended to Febuary 2014 (As it suppose to be) But if I count it correctly I only get 22 month warranty ( Where is that 2 month disappearnce? Yeah, the time I tried to reached my sales. And it never happened)

FFFFFFFF

Day later Siu Ching called my mother. Telling her was mailed from DELL HQ (YEAH! YOU SUPPOSED TO GET THIS!) And she doesn’t understand why! She said if we were facing any problem we can call her at anytime.

OH MY DEAR MOTHER FUCKER, I WAS CALLING YOU EVERYDAY FOR MONTH AND A HALF. And end up never talked to you, never even once.

I think I want Siu Ching to get fired. 2 month warranty is now in the middle of 4th dimension of time and existence.Luckily my laptop was not broke when its status was ‘warranty expired’

You’re very lucky Siu Ching. But not everytime luck stay with your side.

The next time is the death of your career.

I promised.

@bankkung

PS. I recommend everyone who gonna buy Dell in Kingdom of Thailand should be aware!  Every buyer knows South Easts Asians Dell’s sale rep working as Richman. They never called you back, neither services the customer. Actually if I need to specific this I could says “Thailand Dell’s sale rep suck. They never really want to sold us neither computer ,nor services. These team is one of the worse Dell I’ve known.

(I don’t know how cover is this but Malaysia and Thailand share the same Factory HQ)

My Final Verdict? Dell is good, Thai Dell is FUCK!

ไปตามเรื่องต่อประกัน (ที่ทำไว้ตั้งแต่ 21 กุมภา) ทางโทรศัพท์มาสองเดือน แน่นอนว่าปลายสายไม่เคยรับ ไม่เคยตอบ ไม่เคยโทรกลับ ไม่เคยทำอะไรทั้งนั้น ทำตัวเหมือนกับว่ารับเงินแล้วก็ลาจากกันตลอดกาล ไม่ต่อประกันให้ ไม่ทำควยอะไรทั้งนั้น

เซลส์ชื่อ Siu Ching เหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าเซลส์หรืออะไรซักอย่าง (เราเข้าใจครับถ้าคุณงานยุ่ง คุณก็ให้คนอื่นช่วยทำสิวะ เป็นถึงห้วหน้า) ไม่เคยรับสาย ไม่เคยโทรกลับ ไม่เคยติดต่อได้ ไม่ว่าจะโทรเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น หรือก่อนเลิกงาน

สุดท้ายใช้ไม้ตาย (เริ่มหงุดหงิดเพราะสองเดือนแล้ว) ระเบิดใส่ @dellcare บนทวิตเตอร์ เขาก็ตามให้ แล้วก็หายไป สัปดาห์ต่อมาก็ลองจี้ดูใหม่ เขาก็ตามให้ เราเองก็โทรตามทางไทยด้วย ดูซิมึงจะทำอะไรได้ กูเริ่มหงุดหงิดแล้วนะ ทุกครั้งที่ฝากข้อความกับคนให้บอก Siu Ching ผมบอกเสมอว่า “บอกเขาให้ด้วยนะครับว่าลูกค้าโกรธมาก จะบ้าอยู่แล้ว” แม่งเอาเข้าจริงก็คงไม่ได้บอกอะ ไม่ทำเหี้ยอะไรเลย

เมล์ไปก็ไม่เคยตอบกลับ จ๊าฟสุดๆ เซลส์คนนี้

สุดท้าย @dellcare บอกว่าขอชื่อ Sales rep กับอีเมล์ ก็ให้เมล์กับชื่อนางไป

วันต่อมา @dellcare เมล์มาบอกว่าประกันต่อเรียบร้อยแล้ว (ดังภาพข้างบน) ต้องชาบูไมเคิล เดลล์ ซักหนึ่งทีที่ให้ช่องทางติดต่อลูกค้าเยอะมาก (แต่ในไทยนี่ โทรศัพท์ไม่นับเป็นช่องทางติดต่อนะ ฟวย) เริ่มเชื่อละว่าแกคาดหวังจริงๆ ว่า Google Hang out จะใช้ติดต่อระหว่าง Support กับลูกค้าได้

ผมควรจะจบเรื่อง (จริงๆ ก็เริ่มขี้เกียจตามจองล้างจองผลาญนางแล้ว) กับคุณ Siu Ching ได้แล้ว ผมได้สิ่งที่ผมต้องการแล้ว

แต่คิดๆ มา ผมจ่ายประกันเพื่อ 24 เดือน แล้วก็จบลงด้วยประกันอายุ 22 เดือน (หายไปสองเดือนกับที่นางยื้อเวลาเอาไว้)

อยากถามจริงๆ เลยว่าถ้าเครื่องผมพังระหว่างสองเดือนที่ผ่านมา (ประกันยังไม่ต่อ ห่าเหวยังไม่มี) เครื่องก็ต้องพังเดี้ยงรอการต่ออายุสินะ แล้วถ้าผมไม่ไปจี้กับทาง @dellcare จนเค้าเมล์ไปจิกกบาลโขกกับหน้าจอให้ต่อประกันให้ นางก็คงไม่ต่อประกันให้

ผมอยากได้ (แต่ช่างแม่ง) ประกัน 24 เดือน (โว้ย) หรือไม่ก็ให้นางขอโทษกู

สัส ขอมากไปสินะ แค่มาบริการให้อย่างที่บริษัทควรจะบริการลูกค้าก็ยากแล้ว

ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า เพราะพระเจ้าไม่เคยงี่เง่า แต่ลูกค้าบางคนต้องงี่เง่า เพราะบริษัทแม่งคุยภาษาคนไม่รู้เรื่อง

ผมจะจำไปจนวันตายเลยครับ ยี่ห้อนี้ถ้ากูยังอยู่ไทยกูไม่ซื้อแล้ว

จ่ายตัง แต่เป็นหมาหัวเน่าเนี่ย ประสพการณ์โคตรจ๊าฟเลยครับ

เลิกใช้เดลได้เลยตลอดกาล หมดเครื่องนี้ก็ลาขาดแล้วครับ

ผมหวั่นกลัวแผ่นดินไหวในกรุงเทพมาตลอด เพราะนับตั้งแต่มีการค้นพบแนวรอยแยกในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพ (นครนายก) ซึ่งสามารถเกิดความเสี่ยงในกรุงเทพได้ ถ้าจะเกิดขึ้นได้ก็ไม่ใช่กระจอก คือพวก 1 ริคเตอร์ อะไรพวกนี้ก็เกิดไปเหอะ แต่รอยเลื่อนที่ว่าสามารถเกิดขึ้นได้แรงถึง 6 ริคเตอร์

เฮ้ย ผมเคยเรียนธรณีวิทยานะ ผมเรียนจิวเวลี่มา อย่าลืมเดะ

ผมสาบานกับตัวเองไว้แล้ว ว่าผมจะไม่อยู่คอนโด น้ำจะท่วมก็ท่วมไป มันมาเรารู้ตัว เราอยู่ในเมืองหลวง มันไม่มาโดยไม่รู้ตัวหรอก (คงระแวงเป็นวันๆ ก่อนท่วมด้วยซ้ำ) แต่ถ้าแผ่นดินไหว บรุ้ม กลายเป็นโกโก้ครันช์ไม่รู้ตัวแน่

ตอนไปทำงานที่ไหนก็ตามก็สำรวจทำเลมาตลอด สมัยที่ทำงานอยู่ที่กรมสรรพากรคาดเอาไว้แล้วว่าถ้าเกิดแผ่นดินไหวระดับ 6 ริคเตอร์ (หรือเบากว่าก็เถอะ) ผมจะกระโจนออกทางหน้าต่าง ด้านนอกเป็นสระน้ำ คาดว่าลึกเกินสองเมตร ถ้ากระโดดจากชั้นห้าลงไปน่าจะรอด แต่ตั้งแต่ย้ายมาทำงานอยู่แถวรัชดาฯ ปัญหาเยอะมาก จะแผ่นออกก็ลำบาก ทำงานอยู่ชั้น 38 จะเผ่นก็ต้องวิ่งลงมา ขาง่อยแน่

และวันนี้เหตุการณ์ที่ไม่เป็นอันตรายก็เกิดขึ้นจริง

แผ่นดินไหวในสุมาตรา 8.9 ริคเตอร์ (หลายสำนักตัวเลขยังไม่ตรงกัน) ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยตึก XX tower ชั้น 38 พนักงานทุกคนมีอาการหน้ามืดกระทันหัน ช่างแม่งเหอะว่าพนักงานคนอื่นเป็นยังไง ตัวผมนั่งๆ อยู่แล้วก็สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงนั่งเอนไปเอนมา (เอนไม่มาก) เหมือนกับคนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ซักพักนึงก็มีคนตะโกนว่าหน้ามืดเหมือนกัน แผ่นดินไหวหรือเปล่า ตัวแข็งเลย เพราะว่าต่อให้เป็นการสั่นสะเทือนที่ไม่มาก ชั้น 38 เองก็น่าจะรับผลกระทบไม่น้อย ผมว่าเป็นไปได้ (ณ ตอนนั้นยังไม่มั่นใจว่าแผ่นดินไหวหรือเมากลิ่นเครื่องปรับอากาศ)

ผมมองรอบโต๊ะ (กำลังเขียนข่าวอยู่) โน้ตบุคประจำตัว โน้ตบุครีวิว โทรศัพท์ สายชาร์จ กระเป๋า หูฟัง …..

ของที่เล็กกว่ากำปั้นยัดลงกระเป๋าให้หมด โน้ตบุคช่างมัน กว่าจะเก็บเสียเวลา

ทุกคนทำหน้างง ยังดีโปรแกรมเมอร์สาวหวาดระแวงเกินเหตุ (ดีครับ ผมอาศัยจังหวะคุณเธอหวาดกลัวเผ่น) ผมเดินตามมาเงียบๆ ทุกคนยังทำงาน เริ่มมีคนบอกว่าหน้ามืด ผมเห็นทุกคนไม่คิดจะย้ายออก ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าแ่ผ่นดินไหว (หรืออาจจะโดนรมควันยาสลบยกชั้น) ผมตัดสินใจพูดดังๆ ว่า “เผ่นกันดีกว่าครับ ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร”

“ออกตอนนี้แล้วลิฟท์ไม่เต็มหมดเหรอ”
“แผ่นดินไหวไม่มีใครลงลิฟท์หรอกครับ”

ผมวิ่งเผ่นลงต่อเนื่อง 38 ชั้น ลงมาถึงนี่ขาสั่นพับๆ ตอนอยู่ชั้น 15 นี่คิดว่าวิ่งไม่ถึงชั้น 1 แน่แท้แล้ว ยังดีความกลัวตายมากกว่าความหมดสิ้นแรงกล้ามเนื้องอกกะร่อย ลงมาถึงทุกคนลงมาเสร็จสรรพ (ลงลิฟท์มากัน)

-_____-)db ไม่กลัวตายกันเลยเรอะ
แถมออกมาอยู่หน้าตึก ราวกับว่าถ้าตึกถล่มมาจะแย่งกันตายอย่างนั้นแหละ

พวกคุณมองยอดตึกแล้วบอกได้ไงวะว่ามันยังสั่นกันอยู่ คุณแม่งอุปาทานว่ะ แต่ที่แน่ๆ ผมมองอะ โคตรสั่นเลยว่ะ
ขากูเงี้ย วิ่งลงมา 38 ชั้น สั่นพั่บๆๆๆๆ เลย

ว่าแต่ผมต้องหา solution สำหรับเอาตัวรอดถ้าเกิดแผ่นดินไหวครั้งหน้าแล้วว่ะ ผมไม่กล้าเสี่ยง เพราะแผ่นดินไหวมันทำนายล่วงหน้าไม่ได้
โดยเฉพาะอยู่ตึกสูง วิ่งลงมาแบบนี้อีกทีกล้ามโตแน่
ดีไม่ดีจะไม่รอดเอา


เมษายน 2012
อา พฤ
« มี.ค.   พ.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.