Archive for พฤษภาคม 2012

ผมค่อนข้างจะรู้จักตัวเองดีพอสมควร ว่าเป็นคนที่มีเพื่อนน้อย และเลือกคบเพื่อน (สำหรับคนที่ผมเลือกเป็นเพื่อน ก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ที่อีหมอนี่กะจะเกาะคุณเป็นเพื่อนไปตลอดชีวิต) เรื่องมากแล้วแถมยังเสือกหยิ่ง ชอบประเมินคนอื่นต่ำกว่าตัวเองอีกต่างหาก

นิสัยผมเป็นพวกพูดมาก ขี้บ่น ถ้ามีเพื่อนซักคน (เช่น เหมียว ตอน ม ปลาย, ไอ้แบงค์ ตอนมหาลัย เป็นต้น) ที่อยู่ข้างๆ กัน หรือกลับบ้านทางเดียวกัน มักจะไม่พ้นบทผู้ฟัง โดยมีผมเป็นประธานงานพูดตลอดระยะทางการกลับบ้าน และแน่นอนครับ มันน่ารำคาญมาก ผมรู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าคนฟังแม่งถ้าไม่ใช่เพื่อนที่รักกันจริง แม่งไม่ฟังกูมาสามปีหรอก

ตอนสองปีก่อน ผมไปสหรัฐอเมริกา รู้จักน้องๆ อยู่กลุ่มหนึ่งที่ไปเจอที่เมืองเดียวกัน That’s stop, Panama City Beach เมืองหาดทรายสีขาวอันแสนเงียบสงบ และเงียบสงบหนักเข้าไปอีกเมื่อเจอน้ำมันระเบิดที่หลุยส์เซียนาที่กลายเป็นข่าวโด่งดัง งานและเงินหายวับไปกับข้อมูลที่วิ่งอยู่ในอากาศที่มีจุดหมายปลายทางคือจอโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ททุกช่องทาง

แน่นอนครับ ถ้าใครรู้จักผม รู้ว่าผมได้อะไรมาจากครั้งนี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาษา เพื่อน หรือแม้กระทั่ง….

เมื่อเรากลับมาไทย เราก็ได้รับข่าวตามมาว่ามีการชดเชยเงินให้กับบรรดากรรมกรสรรมาชีพทั้งหลายที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันที่รั่วไหลจนเศรษฐกิจวินาศสันตะโรโอ้เย่กันไปตามๆ กัน แน่นอนครับ ผมรีบคาบข่าวนี้เข้าไปบอกในกรุ๊ปเด็กที่ไปเวิร์คด้วยกันทันที โอกาสได้เงินชดเชยครั้งสุดท้ายหลุดลอยมาแล้ว

แน่นอนครับ ผมคาบข่าวไปบอก แต่ผมคงไม่รู้ชั่วโมงทำงาน หรือพื้นฐานสถานการณ์ที่แต่ละคนประสพพบเจอได้แน่ๆ ดังนั้นการเขียนจดหมายร้องเรียนดังกล่าวจะต้องเขียนด้วยตัวเอง เพื่อให้รองรับกับเหตุการณ์ชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกันไปตามห้วงเวลาและเหตุการณ์

ทันทีที่ผมบอกว่ามีการเคลมเงินนี้ได้เกิดขึ้น ก็มีคนถามว่าทำให้หน่อยได้ไหมในทันที

แน่นอนครับ ผมรับทำ (แน่นอนว่ารับทำย่อมหมายถึงเสียเงิน) แต่เจตนาของการรับทำนั้นก็เหมือนกับครั้งตอนเรียนอยู่ ปี 1 ในชีวิตมหาวิทยาัลัย เป้าหมายไม่ใช่เพื่อการหาเงิน แต่เพื่อเป็นการบอกปฏิเสธทางอ้อม (ในนัยยะว่าถ้าคุณไม่อยากเสียเงิน คุณก็ทำเอาเองเลยสิ ทุกอย่างอยู่ในหนังสือทั้งนั้น และแน่นอนว่าตอนปี 1 พลาดมาก คือตั้งราคาต่ำไป แทนที่มันจะไล่คนให้ไม่มาจ้าง กลายเป็น 50/57 คน แห่มาจ้างให้ทำงานให้แทน)

แน่นอนว่าผมเชื่อมั่นในภาษาอังกฤษของเหล่าน้องๆ เหล่านั้นมากกว่าตัวผมเสียอีก ผมเหรอจะกล้าเขียนจดหมายภาษาอังกฤษให้กับคนที่เรียน Business English (เหมือนสำนวนไทยว่าเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ใครจะกล้าเอาของกากๆ ไปขายกับพวกที่เป็นโปรฯ กันล่ะครับ) เพื่อใช้ขอเงิน

ถ้าผมเขียนไม่ดี รายละเอียดไม่ครบ แน่นอนว่าเงินที่จะได้ก็หดหายไป ใครจะกล้าเขียนให้กันล่ะ ถ้าได้เงินน้อยก็เป็นความผิดของเราอีก ทั้งที่เราแค่นำข่าวมาฝากก็น่าจะพอแล้ว ผมไม่ได้ไปนั่งเล่นอยู่ในบ้านของทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามความเป็นไปที่เกิดขึ้นว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้าง

แน่นอนครับ มีน้องหลายคน (และมีตัวแม่อีกหนึ่งคน) บอกว่าผมมันงก! แค่นี้ก็จะเอา! แต่ก็ยังตอดเล็กตอดน้อยว่าให้ทำให้หน่อย (คงจะเชื่อลึกๆ ว่าผมไม่ได้ใจร้ายอย่างที่เห็น ซึ่งก็ไม่เชิงครับ มึงเก่งกว่ากูจะมาเอาสำนวนอังกฤษกากๆ ของกรูไปทำไมกันล่ะ!) แน่นอนว่าจนวันสุดท้าย ผมก็ยังไม่ทำให้ครับ โดยยืนยันว่าจะคิดเงิน ถ้าจะให้ผมแต่งนิทานไปขอเงินเคลม ซึ่งผมก็กลัวว่าจะได้เงินน้อยกว่าที่คิดด้วยเช่นกัน

ผมคบกับน้องอีกคนที่ไปด้วยกันอยู่ครับ ซึ่งเป็นญาติกับตัวแม่นี้อีกที ซึ่งสถานการณ์นี้ทำให้เธอลำบากใจพอสมควร ด้านนึงก็แฟน อีกด้านก็ญาติ แฟนก็มีเหตุผลว่า “แท้จริงแล้วทุกคนสามารถเขียนเองได้ แต่ไม่ยอมเขียนเอง การเก็บเงินไม่ใช่การงกจะหาเงิน แค่อยากจะให้ลงมือเขียนอะไรเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเอง เงินของตัวเองจะให้คนอื่นไปหามาให้ได้ยังไง” ส่วนญาติตัวเองก็มีความเห็นว่า “อะไรกัน เขียนนิดๆ หน่อยๆ แค่นี้จะตายให้ได้เลยใช่ไหม? ระดับพี่เขียนสิบนาทีก็เสร็จแล้ว จะมาเก็บเงินอะไรกับพวกหนูที่ไปด้วยกัน งกว่ะ!”

แล้วสถานการณ์ก็เริ่มตึงเครียด จนขาดสะบั้นไปหน

ผมน่ะไม่อะไรหรอก อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ ว่าเวลาผมเลือกคบใครเป็นเพื่อนแล้วผมเลือกนาน แต่ถ้าเมื่อใหร่ที่ผมรู้ตัวว่าผมเลือกพลาดนะ ผมไม่คุยด้วย ผมไม่ตอบโต้ ผมนั่งมองคุณอยู่เงียบๆ แต่ไม่ปรากฏตัว คุณอาจจะรู้ หรืออาจจะไม่รู้ว่าผมยังคงมองคุณอยู่ แต่ผมจะไม่ตอบสนองกับคุณใดๆ ทั้งนั้น

ตัวแม่ตัดสินใจว่าการที่ญาติของตัวเองคบกับผม มันก็เปรียบประดุจดังคนเดียวกันนั่นแล! เมื่อเกลียดขี้หน้ามันผู้นี้แล้วไซร้ จงพาลเหมามันเป็นพวกเดียวกัน

นั่นแหละ แฟนผมยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่แย่กว่าเดิมอีก เข้าใจทั้งสองฝ่าย แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

เรื่องมันน่าจะจบแค่นี้ใช่ไหมครับ? ยังครับ ยังไม่จบ….

ผมไปหาแฟนที่บ้านครับ แล้วตัวแม่ก็นำไปพูดว่า ” สามีเหรอ พามาหาพ่อแม่ที่บ้านเนี่ย”

…….

เอ่อ เจ๊ครับ เจ๊เจอพ่อแม่ แฟนแล้วเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ (แฟนของเจ๊คือเพื่อนผม) ….. แล้วมันแปลว่าอะไรอะครับ มันแปลในมุมกลับกันอย่างเดียวกันหรือเปล่าครับ

……..

บางทีผมก็รู้สึกว่าตัวแม่รุกล้ำมากเกินไปนะ ผมพยายามผ่อนปรน กลับไปคุยด้วย (เพราะแฟนยื่นคำขาดว่า “ไม่ต้องการแฟนที่เข้ากับญาติของฉันไม่ได้”) ปกติเรอะ ไม่มีหรอก คนที่ผมกลับไปคุยเล่นด้วยเหมือนว่าไม่เคยมีปัญหามาก่อนน่ะ ปกติผมตัดเป็นตัด จบความรู้จักกันเมื่อรู้ตัวว่าเลือกคบคนผิดพลาดทันที

แต่นางก็ไม่เคยตอบสนองกลับ ใกล้แล้วล่ะ ใกล้แล้ว ที่จะตัดความรู้จักกันอีกรอบ…. จนกว่าแฟนผมจะบ่นอีกรอบว่า “ไม่ต้องการแฟนที่เข้ากับญาติของฉันไม่ได้”

#ภรรยาธิปไตย

บางครั้งคำว่าระยะทาง มีหน่วยเป็นความห่างระหว่างจุดสองจุด เมตร กิโลเมตร หลา ไมล์ ฟุต นิ้ว ชุน และอื่นๆ อีกมากมาย

บางครั้งคำว่าระยะทาง หมายถึงระยะห่างอันไม่อาจจะระบุได้ระหว่างบุคคลสองคน (หรือสองกลุ่ม)

บางครั้งคำว่าระยะทาง หมายถึงเวลาที่ยาวนาน และมีจุดมุ่งหมายไปสู่อนาคต โดยมีคนที่เดินร่วมทางไปด้วยกัน

บางครั้งระยะทางคือสิ่งพิสูจน์

บางครั้งระยะทางคือกำแพง

บางครั้งระยะทางไม่ได้ช่วยอะไรเลย

บางครั้งระยะทางช่วยเยียวยา

 

บางครั้งระยะทางทำให้น้ำตาไหล

แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ระยะทาง ทำให้ยิ้มได้

อีกไม่กี่วัน Gracias ก็จะออกไปเรียนต่อด้านภาษา (ที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก) เป็นเวลาครึ่งปี และจะต่อ Diplomat (ที่ยังคลุมเครือว่าจะเรียนอะไร) อีกสองปี รวมๆ แล้วก็คือเป็นเวลาสองปีครึ่ง นับจากนี้เป้นต้นไป

เรารู้จักกันในปี 2010 หรือคร่าวๆ คือสองปีก่อนนั่นเอง เรารู้จักกันมาสองปี และเธอกำลังจะไปเรียนอีกสองปีครึ่งที่ต่างประเทศ ระยะทางและไทม์โซนที่เคยเป็นปัญหา กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

ณ ตอนนี้เป็นวันที่ 16 พฤษภาคม เหลือเวลาคร่าวๆ อีก 24 วัน ก่อนการออกเดินทาง และเป็นเรื่องที่แย่กว่าเดิมมาก เมื่อวันที่เธออกเดินทาง ผมยังต้องอยู่ที่ไต้หวันเพื่อทำสกู๊ปของ Computex Taipei (ทำให้ตอนนี้เริ่มไม่อยากไปแล้ว แต่พอบอกเธอ ก็โดนสวนกลับว่า “ความฝันของตัวเองมีก็ทำไปซะ เธอคิดว่าฉันจะเลือกใคร ระหว่างผู้ชายที่เลือกความรักจนไม่สามาาถทำอะไรได้ กับผู้ชายที่ตัดสินใจอะไรได้ด้วยตัวเอง”

แหม ไม่อยากบอกเลยว่าคราวก่อนตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง เธอถึงบอกเลิกฉันไปรอบนึงไม่ใช่เหรอ……..

สรุปว่าวันที่เธอบิน ผมจะไม่อยู่ส่งเธอที่สนามบิน ผมเหลือเวลาอีกไม่มากนักที่จะได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็ติดปัญหาเรื่องระยะทางระหว่างกรุงเทพกับขอนแก่นอีกเช่นกัน ไม่ใช่ว่าอยากจะมาก็มา จะไปก็ไป ในชั่วโมงเดียว

ณ ตอนนี้ ผมมีเวลาอยู่อีก 24 วััน แต่จะมีโอกาสเจอเธออยู่แค่ไม่กี่วัน

เวลากำลังนับถอยหลังลงเรื่อยๆ เหมือนครั้งอยู่ที่ปานามาซิตี้บีช

แตกต่างกันที่ว่าครั้งนั้น เรานับวันถอยหลังด้วยการอยู่ที่เมืองเดียวกัน เจอหน้ากันทุกวัน จนกระทั่งวันที่จะได้เจอกันกลายเป็นศูนย์

ส่วนตอนนี้ ผมนับถอยหลังโดยที่ไม่สามารถเจอเธอได้

สองปีครึ่งมันยาวนาน
ผมรู้ว่าผมสามารถผ่านมันไปได้
แต่คงจะไม่ง่ายนัก แน่ล่ะ มันไม่ง่ายแน่ๆ
และหวังว่าเธอจะไม่โลเล คิดว่าการอยู่คนเดียวมันสบายใจกว่าการมีใครซักคน ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ระยะทาง….. สิ่งที่ผมพูดมาเสมอว่ามันไมใช่อุปสรรค มันกลายเป็นอุปสรรคซะแล้ว

กรุงเทพ – ขอนแก่น กรุงเทพ – ซิดนีย์

โดเรมอน ถ้านายจะเปิดประตูออกมาตอนไหนล่ะก็ ขอให้เป็นตอนนี้ ตอนที่อยากได้ประตูไปไหนก็ได้ที่สุด

ระยะทางมันห่างไกล
ผมทำได้แค่บอกว่าผมอยู่ได้ เท่านั้นเอง
……………………………..
ผมอยู่ได้ ….. จริงๆ เพียงแต่อาจจะไม่ง่าย และไม่ปกติ ก็เท่านั้นเอง
ผมอยู่ได้

อ่านทวีตของเซเลบที่รู้จักกันคนหนึ่งครับ แล้วนึกถึงพล็อทซีรีส์อีกหลายๆ ตอน หรือหนังเกรดบีอีกหลายๆ เรื่อง (แม้กระทั่งเซ็นไตที่ใช้คอนเซปท์นี้ก็มีมาแล้ว) คือการที่ติดอยู่ในช่วงของการเวลาแบบมีเงื่อนไข

เช่นเมื่อหลับไป ตื่นขึ้นมาก็จะอยู่ในวันที่เดิมๆ หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่าง เช่น รถชน มีคนเจ็บ เกิดระเบิด แล้วทุกอย่างก็จะถูกย้อนเวลากลับไป

ส่วนใหญ่แล้วเนื้อเรื่องทั้งหมดจะถูกผูกอยู่กับความต้องการแก้ไขความผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อก้าวไปสู่อนาคต หรือกลับไปยังอนาคต (ต่างกันยังไง?)

กรณีแรกคือ ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ถ้าหากไม่แก้ไข “บางอย่างที่ว่า” เช่น ถ้าฉันไม่สามารถช่วยชีวิตลูกสาวของฉันได้ ฉันก็ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

กับอีกกรณีหนึ่งคือข้ามเวลาเพื่อมาแก้ไขให้ได้ เช่นอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ แล้วได้รับโอกาสให้กลับมาแก้ไขอดีต (พล็อตแบบนี้ไม่ค่อยเห็นแฮะ)

แล้วก็นึกถึงตัวเองครับ

ผมเคยฝันว่าผมโดนย้อนเวลาไปยังอดีต โดยไม่รู้สาเหตุที่ถูกส่งกลับไป ผมรู้แค่ว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่เหรียญบาท เหรียญห้าบาท เหรียญสิบ ผลิตล็อทใหม่ เรียกว่าเหรียญกาญจนาภิเษก ผมไม่รู้หรอกว่านั่นปีอะไร ผมรู้แค่ว่าผมโดนส่งกลับไป ไม่รู้ว่าโดยใคร ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร

ผมจะต้องทนอยู่จนกว่าจะถึงปัจจุบัน และพอกำลังจะถึงปัจจุบัน ผมก็จะถูกส่งกลับไปช่วงเวลานั้นอีก (โหดสัส เงื่อนไขการส่งกลับไปยังอดีตคือแก้ไขบางอย่างไม่สำเร็จ ซึ่งไม่มีใครบอกผมว่าผมโดนส่งกลับไปเพราะอะไร ให้ไปแก้ไขอะไร)

ความฝันในบางครั้งก็คือความคิดที่ติดค้างอยู่ในใจก่อนจะฝันไป หรืออาจจะเป็นจินตน ที่เราแต่งเสริมปรุงแต่งขึ้นมาเอง ผมคงไม่อาจจะรู้ได้ว่าความฝันดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพราะผมมีเรื่องที่อยากแก้ไขในอดีตค้างคาใจ หรือแค่จินตนาการไปไกล

แต่ผมสามารถทำบางอย่างมากกว่านั้นได้ ผมสามารถถามตัวเองได้ว่าเราได้อะไรจากความคิดเรื่องนี้

ถ้าความฝันเรื่องย้อนเวลาเป็นจริง และผมกลับมา ผมจะคิดอะไรได้

อาจจะฟังดูบ้า ที่พยายามหาประโยชน์จากการถูกส่งข้ามเวลา ทั้งที่ว่ามันคือความฝัน และอาจจะไม่ได้อิงเหตุผลกลไกอะไรเลยแม้แต่น้อย

ผมพบอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ผมคิดว่าน่าจะเปลี่ยนความคิดของผมไปตลอด (และอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คุณไม่คิดว่าจะเป็นอะไรที่สำคัญเลย)

ผมได้คำตอบว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเปลี่ยนแปลงอดีต ถ้าผมมีไทม์แมชชีน ที่สร้างขึ้นมาด้วยความต้องการเปลี่ยนแปลงอดีต การที่ผมเปลี่ยนแปลงอดีตได้ ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องสร้างไทม์แมชชีน (จบลงเหมือนเดิม)

เอ๊ะ จะว่าไปเหมือนเคสของ Flashpoint (DC) เลยนี่นา (ไปหาอ่านเองนะจ๊ะ ว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงอดีตที่ทำให้เกิดตัวเราในปัจจุบันเป็นยังไงได้บ้าง สำหรับตรงที่แนะนำนี้เป็นการ์ตูน อาจจะไม่ใช่วิทยาศาสตร์จ๋า แต่น่าจะสะท้อนอะไรบางอย่างให้เห็นอยู่เหมือนกัน)

เราไม่สามารถแก้ไขอดีตในตอนนี้ได้
เราย้อนเวลาไปไม่ได้ หรือถ้าเราย้อนไปได้ เราเองก็จะไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้ แรงผลักดัน บันดาลใจ กำลัง และพลังของเราจะสูญไปกับการแก้ไขอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้นอีกต่อไป

นั่นคือกรณีที่เราข้ามกาลเวลากลับไปได้

แต่ความเป็นจริงเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ เราย้อนเวลาไม่ได้ และการมัวนั่งเสียใจก็ไม่ใช่เรื่อง (แต่ผมเข้าใจนะว่าพูดง่ายทำยาก ถึงเวลาจริงก็ทำไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ)

แต่เราสามารถเปลี่ยนอดีตที่เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ได้ เริ่มได้จากการเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน

พอถึงพรุ่งนี้ ปัจจุบันก็กลายเป็นอดีต และนั่นคือสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้

ถามตัวเองว่ามีอะไรที่เราไม่ได้ลงมือทำในวันนี้ แล้วเราจะเสียใจในวันพรุ่งนี้ไหม ถ้ามี จงลงมือทำซะ เรากำลังเปลี่ยนแปลงอดีต ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่ต้องพึ่งพาไทม์แมชชีน

พลังอยู่ในมือของคุณ เลือกเอาว่าจะแก้ไข หรือเสียใจไปกับอดีต

ขอผมไปลงมือทำอย่างอื่นต่อหลังจากเขียนบล็อกนี้จบละนะ

ถ้าใครรู้จักผมเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว จะทราบว่าผมเป็นคริสต์ และเป็นเนิร์ด (และ Geek ในบางโอกาส) แน่นอนว่าผมมีความเชื่อในวิทยาศาสตร์ และหลายๆ ครั้ง ผมมองศาสนาไปยังวิทยาศาสตร์ ผูกรวมเข้าด้วยกันระหว่างข้อมูลในพระคัมภีร์และข้อมูลการค้นพบของวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวัตถุโบราณ แต่นั่นไม่ค่อยจะเป็นเรื่องที่ผมกำลังจะเขียนเท่าใหร่ ดังนั้นขอข้าม

ต้องขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของผม แฟนผมยังไม่เคยไปดูหมอ (และคิดว่าจะไม่ไป แต่บางทีความโลเลของเธออาจจะไปดูก็ได้)

เข้าเรื่อง

ผมเห็นหลายๆ คู่ ที่รักกันดี แต่สุดท้ายพอไปดูหมอ บอกว่าไม่ใช่เนื้อคู่ ก็เลิกกัน

(ลองแทนตัวเองเป็นฝ่ายที่โดนบอกเลิกดู)

คุณโชคดีมากครับ และที่สำคัญคือเขาไม่ได้ทิ้งคุณ คุณต่างหากที่ทิ้งเขา ลองคิดดูนะครับ เขาเชื่อใจหมอดูมากกว่าคุณ แปลว่าอะไร

1) เขาเชื่อใจคนอื่นมากกว่าคุณ
นั่นแปลว่าในอนาคตเขาก็สามารถเชื่อใจคนอื่นมากกว่าคุณได้ เช่นคุณถูกเพื่อนเขาไม่ชอบขี้หน้า แล้วใส่ร้ายว่าคบคนอื่น ขนาดหมอดูยังเชื่อได้ ไม่คิดบ้างเหรอครับว่าเพื่อนของพูดจะมีน้ำหนักมากกว่าแค่ไหน แน่นอนครับ ถ้าหูเบาขนาดนั้นยังไงอนาคตก็มีเหตุการโดนเป่าหูจากคนรอบข้างแน่นอน (จริงๆ การเป่าหูเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จะเรียกว่าเป่าหูก็ต่อเมื่อทางนั้นเชื่อคนง่าย ทำให้เกิดการสะกดจิตจากคนรอบข้างบ่อยครั้ง)

2) เขาไม่พร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรคไปกับคุณ
ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเคยพูดกับคุณบ่อยแค่ไหนว่าเขายินดีจะฟันฝ่าอุปสรรคร้อยแปดพันเก้าสู่อนาคตกับคุณหรือไม่ แต่ชีวิตไม่ได้เรียบง่ายขนาดนอนอยู่บนเตียงกลีบกุหลาบ ทางเดินที่ปูหินอ่อนและสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

ส่วนใหญ่แล้วหมอดูมักทำนายว่าไปด้วยกันไม่ได้ จะเกิดผลร้ายในอนาคต (ถ้าเกิดผลดี หมอดูก็ทำนายว่าเป็นเนื้อคู่กันไปละแหละ) โดยจะมีสองประเภทคือส่งผลกับคนอื่น กับ ส่งผลกับตัวเอง

สำหรับกรณีส่งผลกับคนอื่น (พ่อแม่จะป่วยตาย คนใกล้ตัวจะยากจน ฯลฯ) ไม่ขอพูดถึงละกัน อยากทำอะไรก็ตามศรัทธาของคุณเหอะ เชื่อหมอดูแค่ไหนมันก็เรื่องของคุณ

อีกกรณีคือเกิดผลกับตัวเอง เช่น จะลำบากยากจนข้นแค้น บลาๆๆๆ

คุณครับ ส่วนใหญ่หมอดูทำนายฝั่งเอเชียเนี่ย มีความเชื่อถือที่เหมือนกันอย่าง (โดยเฉพาะจีน ถือเรื่องนี้มาก) คือความขยันจะทำให้ประสพความสำเร็จ ดังนั้นถ้าอิงจากข้อมูลที่หมอดูบอกว่าคบกัน หรือแต่งงานกันไปแล้วจะประสพความลำบากยากจนข้นแค้นเนี่ย มันขัดแย้งกับความเชื่อของชาวจีนพอควร

หรือถ้าไม่มองว่าขัดแย้งหรือไม่ขัดแย้ง มันก็แค่ลำบากครับ ไม่ได้ตาย คุณพร้อมจะฝ่าฟันไปด้วยกัน หรืออยากมีชีวิตแสนสุขกับใครก็ได้กันแน่ล่ะ?

เพื่อนผมที่พ่อแม่แต่งงานกันทั้งที่หมอดูห้ามก็มีครับ ผมคงไม่บอกว่าเขาประสพความสำเร็จหรือไม่ (เนื่องจากจะสนับสนุนทฤษฏีของผมอย่างลำเอียง) แต่ผมบอกได้อย่างหนึ่งคิอเขายินดีที่จะร่วมมือกันฝ่าฟันกับอุปสรรค เขาเชื่อหมอดูว่าจะมีอุปสรรค แต่เขายินดีที่จะร่วมกันต่อสู้กับมัน ไม่ใช่หาคนอื่นที่จะคบกันแล้วไม่มีอุปสรรค

การงานอาชีพ กับขีวิตคู่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันครับ คือ ไม่มีงานไหนที่ไม่มีหัวหน้างี่เง่า และไม่มีชีวิตคู่ไหนที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ เลย

สำหรับใครที่ไปดูหมอมา แล้วเซิร์ชอีท่าไหนไม่รู้หลุดมาบล็อกนี้ ผมคงไม่บอกว่า “อย่าเชื่อมัน” “หรือเชื่อเลย เขาแม่นนะ”

ชั่งน้ำหนักเอาเองละกันครับ ระหว่างหมอดูแม่นๆ (ที่เขาว่าแม่น) หรือความรักที่พวกคุณมีให้กัน

อันไหนหนักกว่าก็เชื่ออันนั้นแหละครับ

ขอให้โชคดีกับสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันเรียกว่า “ความรัก” ครับ

เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมาไปประเทศจีนครับ ไกด์ทัวร์ก็บอกว่าจะพาไปร้านยาลับแห่งหนึ่งที่จะไม่ขายให้คนจีน เพราะว่าถือว่าสรรพคุณของบรรดายาทั้งหลายนี้เป็นของราชวงศ์ กษัตริย์ ขุนนาง ดังนั้นประชาชนทั่วไปจะไม่มีสิทธิ์ใช้ ฟังปุ๊บน้ำตาแทบไหลทันทีครับ คิดดูสิครับ เขากำลังยกย่องกรุ๊ปทัวร์ของเราว่าเทียบชั้นกับบรรดาชนชั้นสูงของประเทศเขาเลยทีเดียว มีหรือที่เราจะปฏิเสธลง

พอเราไปถึงก็มีสาวจีนที่พูดไทยคล่องปรื๋อมาต้อนรับครับ น้ำตาจะไหลอีกแล้ว ภาษาไทยช่างเป็นภาษาที่สำคัญอะไรเช่นนี้ พวกเธอให้ความสำคัญกับภาษาไทยอย่างสุดซึ้งจนพวกเราไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก กลัวว่าเธอจะเสียน้ำใจในการให้บริการ

แต่พอถึงขั้นตอนแนะนำ คิดว่าคนที่พูดภาษาไทยเก่งคงประกบพวกผมหมดแล้ว เลยนำสาวหมวยอีกคนที่พูดสำเนียงไทยแข็งเหมือนใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พูดให้ฟัง น้ำตางี้ไม่แทบไหลแล้วครับ ไหลออกมาเลย โห ขนาดเธอพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ เธอยังพยายามบรรยายสรรพคุณของยาทั้งหลายให้เราฟังว่ารักษาสมดุลย์ในร่างกาย ดีกว่ายาของฝรั่งมังค่าโลกตะวันตกเป็นไหนๆ

จากนั้นยังมีให้พบกับเหล่าซือ ท่านหมอประจำตำหนัก ตอนแรกเราก็กังวลว่าเราจะคุยกับท่านหมอพวกนี้พอหรือ กรุ๊ปมีกันเกือบสี่สิบคน หมอคนเดียวจะดูแลหมดได้อย่างไร ตื้นตันใจสุดๆ ครับ เพราะเขากำหนดให้หมอหนึ่งคนกับคนแปลอีกคนจะคอยให้คำแนะนำทางการแพทย์แผนจีนกับพวกเราไม่เกินสองคนเท่านั้น โห ใส่ใจสุดๆ ครับ กลัวว่าจะบริการให้เราอย่างไม่ทั่วถึง น้ำตาไหลไปสองสามครั้งแรก ผมกลัวเธอจะเห็นน้ำตา เลยรีบเช็ดแล้วตามเข้าห้องไปให้ทันครับ

แพทย์ขอดูมือ แล้วถามว่าทำงานหนักมั้ย นอนดึกมั้ย โห แฟนผมยังไม่ถามขนาดนี้เลยครับว่าพักผ่อนพอไหม เหนื่อยหรือเปล่า หัวใจผมนี่พองโตสุดๆ ทำไมแพทย์เขาถึงดีขนาดนี้ สมกับที่เป็นแพทย์แผนจีนที่ให้การพำนักรักษาบรรดาขุนนางในประเทศจีนในสมัยก่อน ใส่ใจเราดุจกับญาติมิตร ไม่สิ ดีกว่าญาติมิตรเสียอีก ผมก็เลยบอกว่าพักผ่อนเพียงพอ นอนหลับเกินห้าชั่วโมง หมอบอกว่าผมสุขภาพแข็งแรงครับ โอ้โห ยอดเยี่ยม! ผมงี้ยิ้มหน้าบานเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้ผมคิดไปเองว่าผมป่วย ตอนนี้ผมพบว่าความจริงแล้วผมแข็งแรงมากๆ เลยครับ

พี่ที่ไปด้วยกันบอกผมว่ามีอาการปวดหลัง ยืนตรงนานๆ แล้วจะชาเกร็งไปตั้งแต่ข้อเท้าลามขึ้นมาถึงหลังด้านซ้าย หมอก็ขอมือไปดู แล้วถามเหมือนกับผมครับ แล้วบอกเลยว่าอาการอย่างพี่ผมเนี่ย ต้องกินยาพิเศษสามเดือน รับรองหายสนิท มีอาการป่วยเพราะตับกับไตไม่ดี

พี่ผมงี้น้ำตาไหลพรากๆ โห ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการกินเหล้า แม้จะนานๆ ครั้ง ก็จะทำให้ตับกับไตไม่ดีได้ขนาดนี้ แต่พี่ผมกังวลกับอาการปวดหลังด้วย เลยถามว่าอาการปวดหลังที่แทรกซ้อนต้องกินยาเพิ่มเติมไหม หมอบอกว่าอาการปวดหลังเกิดจากตับกับไตเสียสมดุลครับ โอย น้ำตาไหลอีกแล้ว ท่านหมอเพิ่งเบิกเนตรพวกผมว่าตับกับไตเนี่ย นอกจากบำบัดสมดุลในร่างกายแล้วยังทำให้ปวดหลัง ดังนั้นต้องกินยาขนานนี้เท่านั้น สามเดือนจะหายขาด มียาอะไรที่มหัศจรรย์ไปกว่านี้อีกไหมเนี่ย ผมตอบได้เลยว่าไม่มี ยารักษาขุนนางจีนแบบนี้เราคงพลาดไม่ได้

หมอบอกว่าต้องกินยา 6 ขวด โดยขวดละ 600 หยวน รวมๆ ก็หมื่นแปดพันบาท โห กลัวเราจะโดนหลอกว่าสามพันหกร้อยหยวน เป็นสกุลเงินที่เราไม่ชินแล้วจ่ายเงินแบบไม่ยั้งคิด เลยคิดเป็นเงินบาทให้เราด้วย แถมยืนยันว่ากินหมดแล้วหายสนิท ไม่ต้องกินเพิ่ม ไม่มีเลี้ยงไข้ น้ำตานี่ซึมจนยั้งไม่อยู่ หมอถามผมเลยว่าแน่ใจนะว่าสุขภาพดีจริง อยากให้ตรวจอีกรอบไหม เผื่อจะมียากินเพิ่ม ผมงี้เกรงใจน้ำตาซึมกว่าเดิมจนพี่ต้องปลอบ บอกเลยว่าให้ทำตัวเป็นผู้ดี รู้จักความเกรงใจ

พี่ผมบอกว่ารอบหน้าที่มาจีนจะซื้อแน่นอนครับ ครั้งนี้ไม่ได้แลกเงินมา หมอยื่นเครื่องรูดบัตรเครดิตมาทันที แล้วบอกว่าถ้ากินแล้วไม่หาย มีบริการส่งพัสดุไปประเทศไทยด้วย ผมงี้ต่อมแตกทันทีเลยครับ หมอกลัวว่าเราจะเป็นกรณีพิเศษที่ขี้โรคไม่เหมือนมนุษย์คนอื่นที่กินสามเดือนแล้วหายสนิท แต่ผมก็บอกหมอนะครับว่าผมไม่เป็นไร ผมสบายดี ไม่ต้องตรวจผมอีกรอบ

พอออกมาไกด์ผมก็บอกว่าถ้าไม่ซื้อยาจีน ก็ซื้อบัวหิมะก็ได้ครับ เป็นของที่รัฐบาลจีนไม่ขายให้คนจีน แต่จะขายให้กับชาวต่างชาติ หรือขุนนางจีนเท่านั้น โห จะมีเหรอครับคนที่ยกเราเทียบชั้นกับขุนนางประเทศเขา อยู่บ้านเราผมยังเป็นได้แค่พนักงานเงินเดือนกระจอกๆ อยู่เลย แต่เขายกเราเทียบชั้นกับพลเมืองระดับเกรด AAA ของเขา เรียกได้ว่าให้เกียรติกันสุดๆ

ซักพักพี่ผมก็จับบัวหิมะมาดูครับ แต่ทางนั้นไม่ให้แกะกล่อง ไกด์ก็เลยเอาบัวหิมะส่วนตัวมาให้ลอง ซาบซึ้งจนน้ำตาไหลกลางวงทุกคนหันมามองเลยครับ เพราะว่าไกด์ผมไม่ใช่ขุนนาง การที่เอาบัวหิมะที่ขายให้ขุนนนางเท่านั้นมาให้พวกผมลอง อาจจะทำให้เธอถูกจับได้ว่าลักลอบใช้ของต้องห้าม แล้วเสี่ยงต่อการโดนจับก็เป็นได้ ไกด์ผมนี่ยินดีเสี่ยงชีวิตเพื่อให้พวกผมได้ลองบัวหิมะ สุดยอดจริงๆ ครับ ต้องกราบเท้าขอบพระคุณอย่างมาก

เห็นไหมครับ แม้เราจะไปต่างชาติ เราก็ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงชนชั้นนำของประเทศเขา ช่างน่ายินดีจริงๆ ที่โลกของเรางดงาม ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น แต่รวมไปถึงทั่วโลกด้วย

อ้าว หมอผมถอดเสื้อกาวน์แล้วครับ การแต่งตัวนี่แสดงให้เห็นว่ายึดติดกับความเรียบง่ายไม่ต่างอะไรกับอาแปะหน้าปากซอยเลย แถมขับจักรยานกลับบ้านด้วย ช่างน่าชื่นชมจริงๆ เพราะที่จีนการทำงานกับรัฐบาลย่อมหมายถึงเงินจำนวนมหาศาล แถมนี่เป็นแพทย์แผนจีนที่ให้การรักษาบรรดาผู้นำของประเทศ ผมเชื่อว่างานเช่นนี้ย่อมได้รับเงินเดือนเหลือเฟือ แต่ท่านกลับตัดสินใจปั่นจักรยานกลับบ้าน หมอที่รักษาผมนี่ช่างงดงามทั้งนิสัย และจิตใจจริงๆ ครับ จะให้ผมยกย่องอย่างไรก็คงไม่สามารถกล่าวได้หมดจริงๆ ครับ

ขอวีซ่าอเมริกา ประสพการณ์ ประสบการ โหด ยาก ง่าย ครบ พร้อม เอกสารอะไรบ้าง วุ่นวาย ลำบาก เรียบง่ายๆ ไม่ยาก

เอาล่ะ SEO เสร็จแล้วก็มีเขียนเนื้อหาตามทีหลัง 😛

เพิ่งไปขอวีซ่าอเมริกาที่เขาว่ายากๆๆๆๆ ยากฉิบหายวายป่วงมาครับ โดยแพลนว่าจะขอวีซ่าแบบ Business (เพราะว่าบนหน้าปกจะเป็น B1/B2 ซึ่งเดาว่าเอาเข้าจริงๆ ถ้าไม่ตรวจสอบ จะแยกไม่ออกว่าเป็นท่องเที่ยวหรือบิสสิเนส แต่อันนี้ผมเดานะ) แต่ที่ชอบคือส่วนใหญ่ขอแบบ Business จะได้ 10 ปีเลย (ท่องเที่ยวแล้วแต่ดวง ซึ่งผมขี้เกียจจ่ายตังหลายๆ รอบ ถ้าจะไปหลายๆ หน)

ทีนี้เรื่องมันเริ่มจากว่าแฟนบอกว่า “ตัวๆ คิวสัมภาษณ์มันยาวไปจนถึงพฤษภาคมแล้วนะ” … ณ ตอนนั้นเป็นช่วงต้นเดือนมีนาคมครับ เราก็เอาละเหวยเอาละวา ทำไมมันคิวยาวล่วงหน้าขนาดนั้น ว่าจะเริ่มกรอกเอกสารตอนเดือนเมษาฯ อีแบบนี้ก็ต้องทำแล้วน่ะสิ

เอาล่ะครับ เริ่มจากซื้อ PIN ที่ไปรษณีย์ (เราต้องไปติดต่อไปรษณีย์สองครั้ง ครั้งแรกคือซื้อ PIN เพื่อใช้จองคิวสัมภาษณ์ ส่วนอีกรอบคือค่าสัมภาษณ์)

ซื้อพินมาก็กรอกฟอร์มออนไลน์ที่ชื่อว่า DS-160 (ก่อนหน้านี้อาจจะเป็น DS-156, 157 ฯลฯ แต่ตอนนี้รวมเป็น 160 หมดแล้วครับ) คือผมก็จำไม่ได้ละว่าซื้อ PIN ก่อนถึงจะกรอกได้ หรือกรอกก่อนแล้วค่อยซื้อ PIN เพราะว่ากว่าจะเขียนนี่ก็ล่อไปสองเดือนแล้ว แต่ที่ผมทำคือซื้อ PIN ก่อนแล้วค่อยไปกรอกครับ

อาจจะเห็นบล็อกชาวบ้านบ่นว่า กรอกเกิน 20 นาที ต้องกรอกใหม่ …. ผมว่างี่เง่าว่ะ คือหน้าละไม่เกิน 20 นาทีนะ ที่มันไม่ให้ (ไอ้เราก็นึกว่าทุกหน้ารวมกันไม่เกิน 20 นาที เชี่ย พิมพ์กรอกข้อมูลไฮสปีดไป สุดท้ายล่อไป 30 นาที แต่ไม่เห็นโดนเด้งไปกรอกใหม่ตั้งแต่แรกเลย)

ผมว่าหน้าละ 20 นาที ถ้าคุณไม่เดินเล่น กินขนม ทำงาน ประชุม ไปด้วยกับการกรอก ยังไงมันก็เสร็จว่ะ ต่อให้คุณอ่านอังกฤษไม่ออก เปิด Dictionary ไปด้วย กรอกไปด้วย ผมว่า 20 นาทีต่อหน้ามันก็เพียงพอว่ะ

เสร็จก็จองคิว นั่นไงล่ะ โดนแฟนเล่นแล้ว

ว่างตั้งแต่กลางมีนาคมไปจนพฤษภาคม (เหมือนว่า PIN จะเห็นวันที่นับจากปัจจุบันไปจนถึง 60 วันให้หลัง) ชิบ ไหนแฟนบอกว่าคิวเต็ม ว่าง โล่งสนิทยิ่งกว่าอะไรๆ ซะอีก -____-)

สรุปว่าแฟนผมกลัวว่าผมจะเกิดอาการขี้เกียจครับ เลยพูดล่วงหน้า กลายเป็นว่าเกิดบ้าพลังทำเสร็จในวันเดียว คิวว่างยาวชิบหายวายป่วงเลยครับ…..

เอาวะ เราไม่รู้ว่าบริษัทเราขอออกจดหมายรับรองแล้วชาติไหนจะได้ เอาเป็นว่าจองไกลๆ ละกัน ซัก 4 พฤษภาคม (สองเดือนผ่านไป สมองจำไปว่าจองไว้วันที่ 9 พฤษภาคม)

หนึ่งเดือนผ่านไป

ทำเรื่องใบรับรองจากบริษัท

อีกเกือบเดือนผ่านไป

เอกสารใบรับรองยังไม่ออกซักที

วันต่อมา 2 พค

งานยุ่งมาก มีเวลาเช็คเมล์แปปเดียว หือ เมล์มาแจ้งเตือนคอนเฟิร์มนัดสัมภาษณ์วีซ่าสหรัฐวันที่ 4 พฤษภาคม?? นัดไว้วันที่ 9 ไม่ใช่เหรอวะ ทำไมเลื่อน…. เลยเช็คเมล์ย้อนหลังไปสองเดือน …. นัดไว้วันที่ 4 นี่แหละ จำผิด แถมชิบหายแล้ว เปลี่ยนวันนัดไม่ได้แล้วด้วย ประมาณว่า ณ วินาทีที่ได้รับจดหมายคอนเฟิร์มฉบับนี้ คือวินาทีที่มึงไม่สามารถเปลี่ยนนัดได้แล้ว (แสรดดดดดดดดดดดด ทำไมไม่เมล์มาบอกวันสุดท้ายที่เปลี่ยนแปลงได้ฟะ)

ช่างแม่ง ปล่อยหลุดไป PIN แม่งราคาแค่ 150 บาท

แล้วถ้าเกิดคราวหน้าไปสัมภาษณ์แล้วเขาถามว่าทำไมคราวก่อนไม่มาทำล่ะ โอย โอย โอย เริ่มเครียด วีซ่าคราวหน้ากูจะออกยากกว่าเดิมมั้ยเนี่ย แฟนก็กดดันทางอ้อม ไปเหอะๆๆๆๆ โอยยยย โอยยยยย อีเอกสารรับรองจากออฟฟิศยังไม่ได้รับเลยครับ ไปตามกับ HR ก็ดันกลับบ้านกันหมดแล้ว (พวกสำนักงานใหญ่เลิกงานเร็วมาก บริษัทลูกอย่างเราตามไม่ทันจริงๆ )

วันถัดมา 3 พค

ชิบหาย ไปงานลูกค้าเช้า บ่ายจะโดนเรียกประชุม Statement ธนาคารยังไม่ขอ เงินยังไม่จ่าย เอกสารลืมไว้บ้าน -___-) ตาย กรูตายยยยยยยยย

สุดท้ายโทรไป HR ตอนเช้า … ขอสายคุณนภาครับ (ชื่อ HR) ได้รับคำตอบกลับมาว่า “คุณนภาลาออกไปแล้ว” แสรด!

เอาน่ะ สุดท้ายก็โดนโยนไปอีกเบอร์ ที่โทรไปก็ไม่มีใครรับอีกแล้ว …. โทรเข้าไปจนมีคนรับ (แต่ไม่ใช่คนที่ต้องการโทรหา) แต่สุดท้ายก็ขอรหัสพนักงานไปเช็คให้ และพบว่ามันออกใบรับรองเรียบร้อยแล้ว (แสรด มึงกองไว้แล้วไม่อัพเดทข้อมูลในระบบว่าออกใบเสร็จเรียบร้อยแล้วเนี่ยนะ!!!)

โอเค เลิกงานลูกค้าบ่ายสอง เผ่นไปรับใบรับรอง และยืมเงินพี่ข้างๆ (ลืมสมุดบัญชีไว้ที่บ้านง่ะ) แล้วไปปรินท์เอกสาร (ด้วยความกลัวว่าจะปรินท์ไม่ครบมาก เพราะว่าเอกสารดองเป็น PDF อยู่ในเครื่องมาสองเดือนแล้ว และตอนแรกว่าจะดองต่อไป เพราะไม่พร้อมสัมภาษณ์ แต่ดันลืมเลื่อนนัด) และออกไปจ่ายตัง ระหว่างนั้นก็โทรหาแม่ เช็คเอกสารให้หน่อย ไม่เช่นนั้นลูกสุดที่รักจะเสียเงินฟรี เพราะจ่ายตังแล้วไม่ได้ไปสัมภาษณ์ด้วยเหตุเอกสารไม่ครบ

แล้วก็ออกไปจ่ายตัง 5,120 บาท (แฟนบอกว่าพี่ไปสัมภาษณ์เดือนที่แล้วจ่ายแค่ $140 แต่เดือนนี้เพิ่งปรับราคาเป็น $160) นั่น กรูโดนอีกละ ถ้าวีซ่าไม่ผ่านนะเมิ้งงงง แสรดดดดดดด

แล้วก็บอกแม่ให้ช่วยเอาสมุดบัญชีไปธนาคารสาขาเซ็นทรัลเวิล์ดให้หน่อย จะทำ Statement ธนาคาร

พบว่า SCB นั้นแจ่มมาก ทำ statement หมดไป 100 บาท ได้แบบ 6 เดือน ส่วน K-Bank บอกว่าถ้าจะเอาเกิน 3 เดือน ต้องให้สำนักงานใหญ่ออกให้ (แถมรอคิวนานมากกว่าจะได้แจ้งว่าต้องการทำ statement แม่ม)

โอเค ไปนอน (ไม่หลับ) ได้แล้ว พรุ่งนี้สัมภาษณ์

Tips

  • กรุณาไปตรงเวลา ก่อนเวลาเป็นเรื่องดี แต่แหกขี้ตาไปต่อคิวสัมภาษณ์วีซ่าตอนตี 5 เป็นเรื่องโง่มาก เพราะว่าพอจะถึงเวลาที่กำหนด เขาจะซอยแถวออก
  • อย่างเช่นสัมภาษณ์ 07.10 เขาก็จะไปตามคนที่อยู่รอบ 07.10 ตอนประมาณ 07.00 ดังนั้นถ้าคุณคิว 09.00 ไปต่อคิวล่วงหน้าเกิน 30 นาทีก็โง่แดรกโดยปริยาย
  • ไปตัวเปล่า พร้อมเอกสารจะดีมาก ไม่ต้องเอาไปเยอะ เสียเวลาตรวจอุปกรณ์ พวกทัมบไดรฟ์ โทรศัพท์ (กรณีพกมากกว่า 1 เครื่อง) ถ้ามั่นใจก็ไม่ต้องเอาไปเยอะ เสียเวลาฝากของ แล้วพะวง
  • มั่นใจในตัวเองหน่อยว่าของครบ อย่าไปขอดูเอกสารชาวบ้านนัก ระวังจะเจอพวกจัดเต็ม ผมโดนมาแล้ว พี่แกปรินท์ DS-160 ทุกหน้าเลย (หน้าที่ให้เรากรอก) ไอ้เราก็ลืมไปแล้วว่าต้องปรินท์รึเปล่า เพราะทิ้งช่วงนาน แทบวิ่งหนีหางจุกตูดไม่เข้าสถานทูตเพราะคิดว่าเอกสารไม่ครบไปแล้ว
  • ปากกา มีแล้วชีวิตจะง่ายขึ้น
  • ผมไปไม่เจอป้ามหาภัย ป้าโหดๆ นะ ก่อนเข้าห้องสถานทูตนะ มีแต่สาวๆ ไม่สวย แต่ใจดีกัน

ไปต่อคิวตอนจะหกโมง (สัมภาษณ์ 07.10) และพบว่าคิวมันซอยละเอียดมาก 07.00, 07.10, 07.20, ฯลฯ มีพี่คนข้างหน้าบอกว่าคราวก่อนดันลืมปรินท์ Appointment มา อดเข้าสัมภาษณ์โดยปริยาย (แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องจ่ายค่าห้าพันกว่าบาทใหม่นะ)

ทั้งตัวมีแค่เอกสารที่ต้องใช้ได้แก่ ใบรับรองบริษัท, จดหมายเชิญ, ใบเสร็จการจ่ายเงินค่า PIN, ใบเสร็จการจ่ายเงินค่าสัมภาษณ์วีซ่า $160, รูป 2×2 นิ้ว (จตุรัส) หนึ่งใบ, ใบนัดสัมภาษณ์ (Appointment น่ะแหละ) แต่เอาไปเกินก็ได้ เกะกะดี เผื่อโดนเรียก เช่น Statement (ซึ่งส่วนใหญ่ไปแบบ Business นี่แทบไม่โดนเรียกดู)

โดนความ Panic จากการขอดูเอกสารชาวบ้านเล็กน้อย เฮ้ย ทำไมเขามี DS-160 กันวะ แทบขี้ราดวิ่งหนีกลับบ้านไปร้องไห้เพราะลืมปรินท์เลยนะเนี่ย โชคดีที่มันไม่ต้องใช้ แต่อีกฝ่ายเสือกบ้าพลังปรินท์มา เราจิตตกไปเล็กน้อยเลย (เอกสารครบก็ไม่ต้องขอดูของชาวบ้านแล้ว เดี๋ยวเจอ Statement มีเงินในบัญชี 50 กว่าล้านแล้วจะใจแป้วเปล่าๆ)

มีครอบครัวพ่อแม่ลูกมาสัมภาษณ์ ไม่ผ่าน (พ่อขาพิการนั่งรถเข็นด้วย) ส่วนใหญ่คนที่ทำตัวน่าสงสัย หรือมายกครอบครัวจะไม่ค่อยผ่านนะ สงสัยกลัวหนีเข้าประเทศ (ล่าสุดท่านทูต Kristy Kenny ทวีตว่าอัตราการสัมภาษณ์ผ่านที่ US embassy BKK อยู่ที่ี 85% นะ)

ขี้เกียจจะพูดถึงโดนแซงคิว อาเจ๊มาจากไหนไม่รู้ บอกว่าเจ๊มาตั้งแต่หกโมงครึ่งแล้วนะ เจ๊ไม่ได้แซงคิวนะหนู เจ๊มีคิวสัมภาษณ์เจ็ดโมงสิบนาที …… ตอบกลับไปตามตรงว่า “ผมมาตั้งแต่ก่อนหกโมงอะครับ สัมภาษณ์ 07.10 เหมือนกัน ทุกคนที่แถวสั้นนี้ก็ 07.10 เหมือนกันทุกคนครับ ต่อคิวหลังสุดโน่นครับ ไม่ใช่ข้างหน้าผม”

ป้าก็บ่นๆ แล้วก็บ้าบอเดินผ่านไป …. จะบ้าหรือไง แซงคิวไปก็สัมภาษณ์รอบเดียวกันทั้งนั้นแหละ คือตามคิวที่ทำเอกสารเสร็จ

ตรวจของ สะดวกโยธินมาก ส่งบัตรประชาชน (หรือใบขับขี่) พร้อมของที่จะฝาก ซึ่งผมมีแค่โทรศัพท์ตัวเดียว นอกนั้นไม่เอามา เสร็จเรียบร้อย เดินผ่านสบายแฮ

พอผ่านฝากของ เจ้าหน้าที่จะให้ใบส่งไปรษณีย์กลับหาตัวเอง (ถ้าวีซ่าผ่านก็กรอก) ด้านในจะตรวจเอกสารอีกรอบ แล้วจะเอาที่จำเป็น (ไอ้ที่ว่าข้างบนน่ะแหละ) มาเรียงใส่ซอง นอกนั้นก็พับเก็บไป ไม่ได้ใช้นะหนูจ๋า แต่ถ้าเป็นวีซ่านักท่องเที่ยวก็แล้วแต่ประเภทนะจ๊ะ อาจจะได้ใช้ Statement ก็ได้

เข้าไปก็จะพิมพ์ลายนิ้วมือ ตรงนี้ จนท ยังเป็นคนไทยอยู่ ตอนเข้าไปอยู่คอก 14, 15 แล้วก็รับคิว รอเขาเรียก

วันนั้นเจ้าหน้าที่กงศุลมีสามคน ชายสองหญิงหนึ่ง (นับเฉพาะตรง Non-immigrant นะ ตรง Immigrant ไม่ได้หันไปมอง) สำเนียงไทยชัดมาก แต่พอออกไมค์แล้วกูม่ายรู้ว์เรื่องวส์ว่าเมิงพูดอารายย์หว่า พูดภาสาอังกิดด์เถอะะะน้าาาา หรือว่าความจริงแล้วแม่งพูดอะไรก็ไม่รู้กันแน่หว่า -____-)

ไปยืนแล้วก็เอะใจ ป้ายคำว่า Cashier ด้านหลังคืออะไรวะ หันไปไม่เห็นจะเจอ

ก็สัมภาษณ์กับเอเจ๊ฝรั่งจ๋าคนนึง เหมือนจะเป็นคนที่เป็น Trainer เพราะเวลาสัมภาษณ์เคสแปลกๆ เขาก็จะเรียกสองคนตรงนั้นมาดู

เขาจะทักทายว่า “สวัสดีค่ะ Good Morning” จะเลือกภาษาไหนก็ตอบไปภาษานั้นละกันนะ

จนท : What is your purpose to visit the state?
@B : For Business purpose.
จนท : ….. You’re working for TRUE. I never known before TRUE has publication and media department.
@B : TRUE is a large company. It has 39 sub-company working on many field and network. Publication is just another section.
จนท : Oh ok.

เงียบไปพักนึง

จนท : Actually You’re not eligible for B1 Visa (Business Visa) You need to applied for I visas. I Visa is for Media.
@B : So what do I need to do now? (กลัวว่าจะต้องจ่ายเงิน $160 อีกรอบ และกรอกเอกสารใหม่)
จนท : You need to pay for another …
@B : (คิดในใจ) กรูว่าแล้ว….
จนท : …. $15
@B : Oh ok. How?
จนท : You see that cashier at the back? Pay for it and come back here.

ไปจ่ายเงิน 480 บาท (ทั้งตัวมีอยู่ 600 บาท!!!!) แล้วกลับมาสัมภาษณ์อีกสิบวิ แล้วออกไปจ่ายเงิน 75 บาทส่งไปรษณีย์กลับหาตัวเอง สรุปว่าเหลือตัง 45 บาทกลับบ้าน (ปกติพกตังติดตัวไม่เกิน 300 อยู่แล้ว ฟลุคมากวันนั้น)

สรุปได้วีซ่าประเภท Media มา ( Visa Type : I ) แม่งดีกว่าหรือแย่กว่า Business ยังไงก็ไม่รู้ ได้กี่ปีก็ไม่รู้ หาในเน็ทก็ไม่มีใครพูดถึง คงต้องรอได้เอกสารมาก่อนแล้วค่อยเช็คอีกที


พฤษภาคม 2012
อา พฤ
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.