Archive for มิถุนายน 2012

ข้าแต่พระบิดา
ข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป เป็นผู้ที่หันหลังให้กับพระองค์ และคิดถึงพระองค์เฉพาะในยามยาก แต่พระองค์ก็ยังทรงเอียงพระกรรณรับฟังคำวิงวองทูลขอของข้าพระองค์ พระองค์ยังฟังคำขอของข้าพระองค์ คำขอที่ข้าพระองค์อดอาหารอธิษฐานด้วยใจร้อนรน พระองค์ตรัสกับข้าพระองค์ผ่านทางพระคำ พระองค์ตอบสนองต่อคำอธิษฐานของข้าพระองค์ โอ ฮาเลลูยา ขอให้กิจการของพระองค์จำเริญขึ้น เราเป็นเพียงผู้หว่าน แต่พระองค์เป็นผู้ที่ทำให้เกิดผล ขอพระองค์โปรดตอบข้าพระองค์ด้วยเถิด

กราบทูล ในพระนาม พระเยซูคริสต์เจ้า
อาเมน และอาเมน

ในวันหนึ่งที่ผมรู้ตัวว่าผมรักผู้หญิงคนหนึ่งที่สุด เธอบอกเลิกผมก่อนที่ผมจะได้บอกเธอว่าผมรักเธอแค่ไหน
ในวันสอง ที่ผมอยากจะบอกผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าผมยินดีที่จะทำทุกอย่าง จะถูกต้อง จะผิดพลาด เพื่อแก้ไขให้ทุกอย่างกลับไปได้ดี เธอบอกว่าไม่อยากคุยกับผมอีกต่อไป

ในวันที่สาม ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าระยะทางคือปัญหา ฉันรู้สึกเฉยชากับเธอ
ผมพูดอะไรออกไปนะ ผมไม่รู้ ผมพูดทุกอย่าง ผมทำทุกอย่าง
ผมโชคดี ผมทำให้เธอรู้สึกได้อีกครั้งว่าผมสามารถให้สิ่งที่เรียกว่าความสุขกับเธอได้

วันนี้ผู้หญิงคนนั้นออกไปสู่โลกที่ไกลแสนไกล กว้างใหญ่ไพศาล ส่วนผมยังอยู่ตรงนี้ จิ๊กซอว์ตัวหนึ่งในสังคมตรงนี้
เธอทำงานหนัก เธอเหนื่อย ผมเรียกร้องเธอเพียงอย่างเดียวคือขอให้เราได้คุยกัน
เธอสัญญาว่าเธอจะโทรมา
แต่สัญญาที่ว่านับครั้งที่เกิดขึ้นได้

วันนึง เธอบอกว่ารู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สิ่งที่ผมทำได้ มีเพียงเดินไปร้องไห้ ที่โต๊ะตัวที่ผมร้องไห้ในวันหนึ่ง…. โต๊ะตำแหน่งเดิม อาจจะคนละตัว
ผมไม่รู้หรอกว่าผมทำอะไรได้บ้าง
ผมจะทำทุกอย่าง
ผมจะรอ

วันนี้ ผมพบว่าผมขาดเธอไม่ได้
ผมต้องการเธอมาเติมเต็มในชีวิต และเธอไม่สามารถจะเติมเต็มชีวิตผมได้
ผมคงทำได้แค่รอ รอวันที่เธอจะกลับมา
วันที่เธออาจจะกลับมา เพื่อบอกผมว่าไม่ชอบผมแล้ว
หรือเธอกลับมา เพื่อสานต่อความรู้สึกของเรา

รักเธอนะกมลา
ฉันรักเธอ

(เขียนขึ้นถึงชนชั้นกลางในประเทศด้อยการพัฒนา อาจจะไม่รองรับสิ่งมีชีวิตในสังคมทุกรูปแบบ)

ถ้าใครเกิดทันเกมส์ RO หรือ Ragnarok Online คงจะพบว่าสมัยที่เกมส์นี้กำลังจะฮิตสุดยอดในประเทศไทยนั้น สายอาชีพของเกมส์ยังมีอยู่ไม่มาก ในระยะแรกมีเพียงไม่กี่อาชีพด้วยซ้ำ ถ้าใครจำได้คงคุ้นอย่าง Novice, Swordman (Knight), Mage (Wizard), Archer (Hunter), Merchant (Blacksmith), Acolyte (Priest), Thief (Assasin)

สายอาชีพอย่าง Swordman ที่กลายเป็น Knight ในช่วงแรกที่ยังไม่มีการจัดสมดุล สายยอดนิยมคือสายเคาท์เตอร์ อัพแต่ Str อย่างเดียวก็จบ หรือถ้าใครจะแยกไปเป็นสายถึก หรือสายตีไวก็แล้วแต่

สาย Mage ขึ้นเป็น Wizard ก่อนเกิดการจัดสมดุล สายยอดนิยมคือ Fire Pillar วางใต้ตัวศัตรูได้ วางแล้วบึ้มอย่างเดียว

Archer พอกลายเป็น Hunter ไม่ว่าผู้เล่นหน้าไหนก็ต้องอัพสกิลเอานก ยังไงก็คุ้ม

Merchant นี่ก็ไม่พลาดที่จะมี DC (Discount) ทุกคน ส่วนมี OC (Over Charge) หรือเปล่าไม่รู้

Acolyte นี่แรกๆ มีค่าแค่ตัวฮีล หลังๆ มีเวทย์ดูดดาวอย่าง Sanctuary ที่ฮีลเยอะๆ ได้ กับเวทย์อะไรจำไม่ได้ ลงดันแล้วร่ายทีซอมบี้ตายยกขโยง

โจรนี่มีอย่างเดียวคืออัพความเร็ว หลบการโจมตี บางคนก็ไปอัพ Luk + Str เพื่ออัดติดคริติคอล ก็แล้วแต่การเล่นของแต่ละคน

แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี่ ไอ้คำว่า “แล้วแต่การเล่นของแต่ละคน” ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะส่วนใหญ่ทุกคนก็เดินตามสูตรสำเร็จหมด คงไม่มีใครเล่น Knight แล้วอัพสาย Str + Int (เคาทเตอร์ไม่มีวันหมด อัดกลับแรง) เพราะมันประหลาด *โอเค มันแปลก และเล่นยากด้วยส่วนหนึ่ง*

พอหันกลับมามองดูสังคมไทย เรากลับเห็นสิ่งเดียวกับเกมส์ออนไลน์ที่เป็นที่ยอดนิยมมาแล้ว ราวกับว่าเกมส์ออนไลน์นั้นเป็นเพียงกระจกสะท้อนให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราจริงๆ คนไทย สังคมไทย สังคมชนชั้นกลางที่ถีบตัวพุ่งขึ้นไปเป็นชั้นที่สูงกว่า กลับเป็นสูตรสำเร็จ ที่ทุกคนต้องทำตาม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาตามระบบกระทรวงศึกษาธิการ 12 ชั้นปี ต่อด้วยชีวิตมหาวิทยาลัย ระดับอุดมศึกษา (อุดมมากจริงๆ) ยิ่งถ้าใครมีเงิน สายป่านยาว วิ่งเข้าปริญญาโท จบมาพยายามสร้างหน้าสร้างตาให้กับตัวเองและครอบครัว ทำงานบริษัทที่มั่นคง แต่งงาน มีลูก เดินตามลูปอีกรอบด้วยชีวิตของลูก แล้วก็อีกรอบด้วยชีวิตของหลาน ถ้าโชคดีสุขภาพดี มีเงิน ดูแลตัวเอง อาจจะได้วนลูปอีกรอบด้วยชีวิตของเหลน

เราอาจจะเถียงว่า “นั่นคือความสำเร็จไม่ใช่หรือ? ชีวิตการงาน คนรัก ครอบครัว ถ้าจะมีสิ่งที่ต้องการความสุขทั้งหมดนี้ ก็ต้องเดินตามเส้นทางตามนี้ไม่ใช่หรือ”

ผมไม่รู้หรอกครับ ชีวิตเราอาจจะกระโดดออกมาโดยการไม่เรียนปีที่ 13 อย่างระดับอุดมศึกษาก็ได้ ตัวเลือกของชีวิตมีตั้งเยอะตั้งแยะ แค่อาจจะไม่มีเงินเท่า งานอาจจะหนักกว่า เงินน้อยกว่า แต่เดินไปข้างหน้าได้ ถ้าใช้ชีวิตอย่างพอเพียง* (คำนี้ตีความได้หลายรูปแบบ กรุณาเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดที่คิดได้)

จากที่เคยไปเห็นในประเทศที่เขาบอกว่าพัฒนาแล้ว (จริงๆ ก็เคยไปแค่ที่เดียว) โดยส่วนใหญ่แล้วเขาไม่นิยมเรียนระดับอุดมศึกษา *คำว่าส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณในแง่ของอัตราส่วน ไม่ได้แปลว่าจำนวนน้อย* แต่เขาก็สามารถหาเลี้ยงตัวได้ มีความสุขได้ ยกเว้นก็แต่อยากจะเป็นไททางการเงิน และชีวิต ไม่ว่าจะเป็นซื้อรถ ซื้อบ้าน

จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากไทยมากนะ แค่ของไทยมันกรอบแข็งกระด้าง และเห็นชัดเจนกว่าก็เท่านั้นแหละ

คงไม่เขียนต่อว่ากรอบที่ครอบอยู่คืออะไร ผมคิดว่าทุกคนคงจะเดากันได้แล้ว อยากบอกเหลือเกินว่ากรอบนี้ผันแปรไปตามสังคมรอบตัวด้วย ส่วนตัวผมคงไม่ทำอะไรมากไปกว่าการพยายามแฮคกรอบที่ว่า หาหนทางใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต ที่อยู่ในโลกนี้ได้ โดยไม่ต้องเดินตามสูตรสำเร็จอย่างที่เขียนไว้ข้างบน ถ้าสุดท้ายแล้ว ไม่สามารถต้านพลังแห่งกระแสสังคม และกรอบอันหยาบกระด้าง คงต้องจบลงด้วยการออกจากกรอบหนึ่ง ไปอีกกรอบหนึ่ง

อาจจะไม่ได้หลุดพ้นจากกรง แต่อย่างน้อย(?) ก็ไปหากรงใหม่ที่นุ่มกว่าเดิม

ขอให้คุณมองไม่เห็นกรอบที่ครอบตัวเอง ขอให้คุณมีความสุขกับกรงล่องหนที่ครอบคุณครับ

ป้ายกำกับ: , , ,

http://www.facebook.com/v/10150866928641529

(อัพที่นี่เพราะลิงค์เข้าไปที่ Facebook โดนลบแล้ว ข้อหาไฟล์มีลิขสิทธิ์)

โพสต์นี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่งานวิจัย ไม่ใช่วิทยาทาน ไม่ใช่คำแนะนำ ถ้าจะอ่านกรุณาอย่าแสดงความฉลาด เนื่องจากผู้เขียนทราบนิสัยตัวเองดี และกรุณาอย่าพยายามฉลาดผ่านความกวนตีน

พักใหญ่ๆ แล้ว ที่ผมรู้ดีว่าตัวเองมีจุดอ่อนอยู่จำนวนหนึ่ง และรู้ด้วยว่าจุดอ่อนเหล่านั้นคืออะไรบ้าง ในบรรดาจุดอ่อนเหล่านั้นมีเรื่องหนึ่ง เรื่องเดียวที่ผมยินดีแลกทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ เพื่อให้มันดำเนินต่อไป ไม่มีคำว่าศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีสำคัญน้อยกว่าเรื่องนี้

นิสัยของผมค่อนข้างจะเป็นคนอะไรก็ได้ เรื่อยๆ แต่ก็มีโครงสร้างหลักของจิตใจที่เหมือนมนุษย์ทุกคน คือมีการปรับตัวเข้าหาสังคม (อีกนัยหนึ่งอาจจะเรียกว่าใส่หน้ากาก) มันก็แล้วแต่จะเรียกล่ะนะ จะเรียกว่าใส่หน้ากากก็ได้ จะเรียกว่าเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ไปข้างหน้าได้ง่ายที่สุดก็ได้ แต่อีกส่วนภาค ก็ยังมีส่วนที่ผิดปกติ หรือถ้าเราจะว่ากันตามตรง บนโลกนี้ก็ไม่มีใครมีชีวิตที่ตรงตามเส้นมาตรฐานสังคม ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่กับสังคม หรือครอบครัวก็ตาม (ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่ใส่หน้ากาก หรือถอดหน้ากากก็ตาม)

จุดอ่อนประการแรกคือแฟน ผมเป็นคนที่รู้ดีว่าหน้าที่จะต้องดำเนินไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติ หรือทำตามหน้าที่ ระเบียบองค์กร หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับผม แฟนคือกรณียกเว้นทั้งสิ้นทั้งปวง ไม่ว่างานจะยุ่งอีรุงตุงนังแค่ไหน ถ้าแฟนมากรุงเทพ ผมยินดีที่จะโยนงานออกไป เพื่อให้ได้ไปหาแฟน แค่ห้านาที…. หรือถ้ามากกว่านั้นก็จะดีมากๆ

บางคนอาจจะบอกว่าผมติดผู้หญิงก็ได้… นั่นสินะ ถ้านิยามแบบหยาบๆ มันก็คงใช่ ซึ่ง ณ จุดนี้ผมไม่คิดจะอธิบายให้มากกว่านี้ ดังนั้นใครที่หลุดเข้ามาอ่านถึงตรงนี้จะอนุมานว่าผมติดผู้หญิงก็ได้ ผมไม่ว่าอะไร เนื่องจากผมไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้มากไปกว่านี้

แน่นอนว่าผมมีนิสัยปลีกย่อยที่น่ารำคาญ ที่เลวร้าย ที่แย่ อีกเยอะ

แต่อีกนิสัยที่ทำให้วันนี้ได้เรื่องคือนิสัยหงุดหงิดเวลาติดต่อใครที่ต้องการติดต่ออย่างมากไม่ได้

ปกติแล้วถ้าโทรหาเพื่อนแล้วโทรไม่ติด ผมอาจจะช่างมัน เดี๋ยวค่อยโทรใหม่ หรือไม่โทรก็ได้ (มีเพื่อนอยู่คน โทรไปไม่เคยรับ แล้วชอบโทรกลับมาตอนตีสอง) ซึ่งก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าจะไม่รับ

แต่ถ้าคนที่ไม่รับเริ่มเปลี่ยนกลุ่ม เช่น น้อง, ที่บ้าน, แฟน, เพื่อนที่ไม่สำคัญอะไรมาก แต่มีงานต้องติดต่อเร่งด่วน ผมจะเริ่มหงุดหงิดทันทีที่ติดต่อไม่ได้

ยิ่งถ้าหลายชั่วโมงผ่านไปติดต่อไม่ได้ จะเริ่มเปลี่ยนจากหงุดหงิดอย่างเดียวเป็นกระวนกระวายคิดติดลบไปถึงขนาดว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า (ยังดีที่ไม่เคยโทรไปหาตำรวจเพราะเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า) และยิ่งเริ่มคิดไปไกล จินตนาการบ้าบอก็เริ่มทำร้ายตัวเองมากขึ้น

ยิ่งเราเป็นห่วงมากเท่าใหร่ จินตนาการก็ยิ่งเลวร้าย และทำให้จิตใจกระวนกระวายมากขึ้นไปอีก

หลายๆ ครั้ง ผมอาจจะรู้ว่าวันนี้ไปนอกสถานที่ ไปทำงาน ไปเรียน ไปอบรม แต่ไม่รู้เวลาเข้าออก หรือรู้เวลาเข้าไม่รู้เวลาออก ต้องมาประเมินเวลาเอาเอง (เช่นแปดชั่วโมงนับจากเวลาเริ่มสัมนา หรืออาจจะเก้า ถ้ารวมพักเที่ยงเข้าไปด้วย) ซึ่งเมื่อโทรไปแล้วไม่ติด อาจจะบวกเวลาแต่งตัว เวลาคุยกันหลังสัมนา หลังทำงาน หรือเดินทางให้อีกด้วย แต่สุดท้าย นับตั้งแต่รอบแรกที่โทรไป (ตอนที่ครบแปดชั่วโมงนั่นแหละ) แล้วไม่รับ เวลาจะเริ่มเดินช้าลงเรื่อยๆ จิตใจจะเริ่มบิดเบี้ยวไปกับจินตนาการอันเลวร้ายไม่รู้จบสิ้น

ผมเคยทำแบบนี้ตอนพี่บีบอกเลิก ผลคือโทรไป 200 missed call ในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง และเจ้าตัวบอกว่าเหมือนโดนผมคุกคาม…. ผมเลิกนิสัยโทรจิก เพราะจินตนาการอันเลวร้ายไปได้้สี่ปี ตอนนี้มันกลับมาอีกครั้ง

ครั้งแรกก็ไม่เท่าใหร่ พอหลายๆ ครั้งไป มันเริ่มกัดกินจิตใจ ผมเริ่มหงุดหงิด เลวร้าย สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

เมื่อหงุดหงิดก็ระบายออก เครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นทางออกที่ง่ายดี เร็ว และจบในตัว

ไม่ได้เคยคิดเลยว่าผู้ที่เรากล่าวถึงเขาจะเห็น
ไม่ได้คิดเลยว่าผู้ที่เรากล่าวถึงเขาจะเสียใจแค่ไหน เมื่อเห็นข้อความเหล่านั้น
ไม่ได้คิดเลยว่าเมื่อเขาเสียใจ เราเองก็เสียใจตามไปด้วย
ไม่ได้คิดเลย ก่อนจะกดส่งว่าจะเกิดอะไรขึ้น

การทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ มันแย่ยิ่งกว่าการโดนโกรธเสียอีก
ยิ่งโดนบอกว่าไม่ต้องขอโทษ มันยิ่งแย่เข้าไปอีก มันเหมือนกับว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองว่าเรากระทำผิดด้วยความรู้สึกชั่ววูบ แต่เป็นการกระทำผิดโดยธรรมชาติของนิสัยของเราที่แก้ไขไม่ได้

มันยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก

เสียใจ
ขอโทษ

รู้ว่าถ้าบอกว่า “งั้นเราลืมๆ มันไป แล้วเดินไปด้วยกันใหม่” มันโคตรจะเห็นแก่ตัว ในเมื่อคนที่ก่อเรื่องทั้งหมดมันก็คือทางนี้
แต่ก็อยากขอ…. อยากขอให้เราจับมือกันอีกครั้ง แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกันใหม่

มีอย่างหนึ่งที่มั่นใจว่าสัญญาได้
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องขึ้น จะจำ จะแก้ไข และจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
ขอให้ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องกรณีศึกษาเพื่อการป้องกันปัญหาในอนาคตจะได้ไหม
ขอให้เราผ่านครั้งนี้ไปด้วยกันได้ไหม
ยกโทษให้ผมเถอะ


มิถุนายน 2012
อา พฤ
« พ.ค.   ก.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

Tweet from twitter