Archive for กรกฎาคม 2012

๑๘ นาฬิกา ๒๔ นาที วันที่ ๒๙ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ (aka, July 29th 2012)

อดีต

เมื่อสิบปีก่อน ผมอยู่ที่ไหนกันนะ… ปีนี้ปี 2555 ดังนั้นสิบปีก่อนก็ต้องเป็นปี 2545 สินะ แล้วตอนนั้นผมเป็นเด็กมัธยมปีอะไรกันหนอ? เรื่องทุกข์ใจในชีวิตจะเป็นเรื่องอะไร แล้วในตอนนั้นจะมีความฝันอยู่แค่ไหนกันนะ? แล้วจนถึงตอนนี้ฝันเหล่านั้นกลายเป็นจริงกี่ข้อแล้วกันนะ ฝันที่เลิกฝันไปแล้วกี่ข้อกันหนอ แล้วมีกี่ข้อกันเล่าที่กลายสภาพเป็นอย่างอื่นไปแล้ว

ปี 2545 ถ้าคำนวนไม่ผิด ผมคงจะเรียนอยู่ มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชื่อดังติดสะพานปลาสุดแสนเหม็น ช่วงเวลาอันแสนสุขยังคงอยู่ เนื่องจากผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเข้ามัธยมปลายแล้วจะต้องเรียนสายอะไร มันต้องเป็นสายวิทย์-คณิต อย่างแน่นอน (ชอบวิทยาศาสตร์) แม้ว่าผมอาจจะห่วยแตกด้านคณิตศาสตร์ไปบ้าง แต่สาย ศิลป์-คำนวน หรือ ศิลป์-ฝรั่งเศส คงไม่ถูกจริตผมแน่ ส่วนสายศิลป์-สังคม ไม่ต้องพูดถึง สายพวกนั้นน่ะ เก็บไว้ให้ตัวเหี้ยกับเด็กนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนเท่านั้น อยากไปถูกเขารังแกอีกหรือไง

สิบปีก่อน ผมมีความฝันอะไรบ้างนะ?

ความฝันของสิบปีก่อน คงไม่ได้เป็นอะไรที่ชัดเจนมาก นอกจาก เรียนให้จบๆ ทำงานมีเงินเยอะๆ แล้วก็แต่งงาน มีความสุข มีเงินใช้ กระมัง สิบปีก่อนผมไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะมานั่งคิดว่าจะหาอะไรกิน จะเอาอะไรดื่ม หรือจะใช้ชีวิตอยู่ยังไง? สิบปีก่อนผมคงคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าชีวิตทำงานมันจะเป็นยังไง?

ช่างแตกต่างจากตอนนี้เสียเหลือเกิน

ปัจจุบัน

สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก (เป็นคำพูดที่สงวนไว้ให้คนแก่พูด) บัดนี้ผ่านไปสิบปีแล้ว คงจะพูดยากว่าสิบปีก่อนมีความฝันอะไรที่ 1) สำเร็จแล้ว 2) เลิกฝันแล้ว 3) ล้มเหลวที่จะทำความฝันให้เป็นจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากในสิบปีก่อนผมยังมีความฝันที่ไม่ชัดเจนอยู่เลย ไม่ใช่เพราะผมไม่ได้สนใจที่จะทำความฝันนั้น

ณ บัดนี้ คงถึงเวลาแล้วที่จะถามตัวเอง ตอนนี้ความฝันของผมคืออะไร มีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จในกี่ปี (เมื่อครบสิบปีจะได้บอกได้ว่าสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จ มันล้มเหลว หรือผมเลิกนับเรื่องนั้นเป็นความฝันแล้ว)

ตอนนี้ผมถามตัวเอง เนื่องจากความฝันของผมเองก็ยังคงไม่แน่นอน แต่ก็พอมีอยู่คร่าวๆ และ ณ วินาทีนี้ ผมอยากจะกลั่นกรองออกมาให้เป็นคำพูดที่เข้าถึง จับต้องได้อย่างชัดเจน ว่าผมต้องการอะไร? การให้ความคิดฟุ้ง เป็นเหมือนเมฆหมอกอยู่ข้างในใจอาจจะดี เพื่อให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ (หรืออีกนัยหนึ่ง – เปลี่ยนใจได้โดยไม่ลำบากใจ) แต่การมีเป้าหมายที่ตัวเองต้องการอย่างชัดเจน (อนึ่ง ผมไม่ใช้คำว่าเป้าหมายชีวิต เนื่องจากความฝันของเราสามารถเปลี่ยนกันได้) เพื่อที่จะไม่หันเหไปยั่งความสนใจที่ไม่ตรง หรืออ้อมค้อมวนรอบเป้าหมายอย่างเสียเวลา

ความฝันที่อยากจะทำในตอนนี้… เนื่องจากผมมีความเชื่อแบบคริสเตียน ว่าชีวิตนี้เรามีครั้งเดียว (ต่อให้เวียนว่ายตายเกิด เราก็เป็นคนอื่นใช่ไหม?) เราควรจะได้ทำสิ่งที่เรา *สมควร* จะได้ทำ ที่ไม่รุกรานอธิปไตยของความสุขใคร

  • ทำดีเพื่อคนอื่น (ภายใน – ตอนนี้)
  • อยากไปเที่ยวรอบโลก (ภายใน 10 ปี)
  • เรียนต่อ/จบ ปริญญา โท (ภายใน 5 ปี)
  • ไปอยู่ต่างประเทศถาวร (ภายใน 5 ปี)
  • ไปเรียนต่อต่างประเทศ (ภายใน 5 ปี เป็นแผนสำรองกรณีแรก)
  • แต่งงานกับผู้หญิง ที่ชื่อว่า …. ………… (ภายใน 10 ปี ชั่วชีวิตที่เหลืออยู่)
  • ตายอย่างสงบ (ภายใน ? ปี)
  • (ตอนนี้นึกออกแค่นี้)

ถ้าเป็นเมื่อก่อน การออกไปเที่ยวรอบโลกคงไม่เคยอยู่ในความคิด แต่หลังจากที่ได้ไปนิวยอร์ก เรื่องราวเหล่านี้ก็เปลี่ยนไป แต่ละเมือง แต่ละพื้นที่ย่อมเกิดจากประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ผมไม่อยากอยู่ในกรงขึ้นสนิมอีกต่อไปแล้ว ผมอยากออกไปเห็นโลกภายนอกให้มากกว่านี้ เห็นอะไรต่อมิอะไรให้มากกว่านี้ ชีวิตเราสั้นเกินกว่าจะนั่งอยู่กับที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลา 60 – 80 ปี แล้วก็ตายลงไปโดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

ผมไม่ได้อยากเรียนปริญญาโทนักหรอกบอกตามตรง แต่มันก็เป็นเหมือนรอยด่างพร้อยในใจจนถึงทุกวันนี้ว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อตอน ม.๖ ผมปิดกั้นจิตใจเกินไป ถ้าไม่วิศวะก็จะไม่เรียน (ทั้งที่มึงโง่คำนวนจะตายห่าเนี่ยนะ อัสนี เอ๊ย) ทำให้ผมไม่ได้เรียนคณะที่ทดแทนกันอย่าง IT หรือ Com-Sci

แน่นอนครับ ถ้าผมไม่ได้เรียนอัญมณีและเครื่องประดับ ผมคงไม่ได้มานั่งเขียนบล็อกนี้แน่ๆ หลายคนที่อ่านอยู่เราก็อาจจะไม่รู้จักกัน หรือรู้จักกันในรูปแบบอื่น ในฐานะอื่นก็เป็นได้ แน่นอน ผมอาจจะมีเพื่อนดีๆ มากกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้ หรืออาจจะรู้จักกันในรูปแบบที่แตกต่างกันก็ได้ ผมไม่รู้หรอกครับ ว่าถ้าวันนั้นผมเลือกตัวเลือกอื่นมันจะแตกต่างกันอย่างไร

แต่ที่ผมบอกได้ก็คือทุกวันนี้ผมมีความสุขกับการที่ได้รู้จักพวกคุณ… แม้ว่าตัวเลือกเรื่องการเรียนของผมจะเป็นรอยด่างในการตัดสินใจโง่ๆ แต่ว่าการได้รู้จักพวกคุณไม่เคยเป็นเรื่องที่ผิดพลาดสำหรับผมครับ

ผมอยากจะแก้ไขรอยด่างในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่นี่ก็เท่านั้นเอง

แน่นอนครับ หลังจากได้ไปอยู่ต่างประเทศแล้วก็เริ่มติดใจ(?) จริงๆ คือเห็นว่าประเทศเรามันห่วยแตกขนาดไหน ประชากรร่วมชาติได้คุณภาพมีกี่ % หรือเราจะร่วมกันแก้ไขปัญหาได้อย่างไรนี่ชัดเจนมากๆ (คือเลิกคิดจะแก้ไข แล้วหนีไปที่อื่นง่ายกว่า) ก็เลยมีแผนจะหนีไปอยู่ต่างประเทศ (สนับสนุนแผนการและอุดมการณ์โดยมารดาผู้ให้กำเนิดอย่างเป็นทางการ) ส่วนถ้าหนีไปอยู่ถาวรไม่ได้ก็เอาวะ ไปเรียนอะไรก่อนก็ได้ แล้วค่อยหาทางเอาดาบหน้าอีกที

ผมอยากแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง… ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเค้าไม่เอาผมเพราะอะไร? หรือเค้าไม่ต้องการผมแล้วจริงๆ เพราะอะไร? ผมรอที่จะได้เจอคนที่ผมจะแต่งงาน คนที่ผมจะรักมาตลอดชีวิต หรือถ้าเขาจะไม่แต่งงานกับผมก็ไม่เป็นไร เพราะผมได้คำตอบแล้วว่าความรักคืออะไร

(จริงๆ ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีผลกับคนไทยมาก แล้วคำว่ารัก ในการ์ตูนญี่ปุ่นบางทีมันแค่ชอบเท่านั้นเอง แต่ด้วยความที่การแปลออกมาใช้คำว่ารักทำให้คนไทยหลายคนใช้คำว่ารักแบบผิดๆ ผมเชื่อว่าคนไทยที่เข้าถึงคำว่ารักจริงๆ มีน้อยกว่าที่เราคาดการณ์เยอะ บางทีคำว่ารักมันก็ไม่ได้มักง่ายอย่างที่เราคิด หรืออย่างที่เราเห็นนะ ผมว่า)

อนาคต

ตอนนี้ผมเริ่มดำเนินแผนการสำหรับการออกไปเที่ยวรอบโลกแล้วในเฟสแรก และหวังว่ามันจะเป็นไปตามแผนนะ และผมหวังว่าสิบปีข้างหน้า แผนเหล่านี้จะไม่มีอันไหนกลายเป็นแผนที่โดนยกเลิก หรือแผนที่ล้มเหลว แน่นอนว่าชีวิตเพอร์เฟกต์มันไม่ได้มีอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะรอบตัวผมยิ่งเป็นไปได้ยาก แต่ผมหวัง และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าผมจะสามารถหันหลังกลับมาดูตัวเอง และบอกกับตัวเองว่า “นายทำได้ดีกว่าที่นายคิดมากแล้ว อัสนี”

Advertisements

ทุกวันนี้เสียงกระซิบที่บอกว่า “แกมันไร้คุณค่า ไม่มีใครต้องการแก แม้กระทั่งคนที่เขาบอกว่ารักแกที่สุด สุดท้ายเขาก็ยังไม่เอาแก ให้มันจบเสียเถิด จบตรงนี้ ทั้งปัญหา ทั้งชีวิต ทุกเรื่องราว ให้มันจบลง” ดูเหมือนว่ามันจะแผ่วเบาลง มันรบกวนชีวิตผมน้อยลง

แต่ในขณะเดียวกัน ที่ดูเหมือนจะเริ่มทำใจได้ เปล่าเลย เสียงกระซิบหายไป เธอก็หายไป เพื่อนที่เป็นห่วงก็เริ่มคิดว่าเราทำใจได้แล้ว ไม่ต้องมาเยียวยาตลอดเวลา ก็เริ่มหายไป

พื้นที่ ที่เธอเคยอยู่มีคนมายืนห้อมล้อมปลอบใจ แต่วันนี้ ทุกคนก็เดินออกไป ใช่…. ผมควรจะลุกขึ้นมาเองได้แล้ว มันนานเกินกว่าผมจะอยู่อย่างงี่เง่าไร้ค่าอย่างนี้อีกต่อไปแล้ว

พื้นที่ ที่คนๆ หนึ่งเคยตัวใหญ่กินที่จนไม่มีใครเข้ามา จนกระทั่งเขาหายไป และเพื่อนตัวเล็กๆ อีกเป็นสิบคนเข้ามาแทนที่ แต่แล้วนั่นก็แค่ชั่วคราว

สุดท้ายพื้นที่นี้ก็เหลือแต่ผม กับตัวผมอีกคนหนึ่ง
เหลือแค่สองคน แต่ความจริงก็แค่หนึ่งคน

ความรู้สึกมืดๆ ดำๆ ที่บอกว่าผมไร้ค่าโผล่มาน้อยครั้งลง รุกรานชีวิตผมน้อยลง แต่ดูเหมือนว่าแรงกระซิบของมันแต่ละครั้ง จะมีพลังมากขึ้น

ความว่างเปล่าดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของความรู้สึกแย่ๆ เหล่านี้

ผมอาจจะแพ้มันก็ได้…

ถ้าผมจะแพ้มันเพราะผมอ่อนแอเอง ก็คงต้องยอมรับ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาเอง ไม่มีตัวตน และจับต้องไม่ได้ แต่ผู้ที่อ่อนแอก็สมควรจะถูกกลืนกินไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะโดยสังคม สภาพแวดล้อม หรือแม้กระทั่งตัวเองก็ตาม

ถ้าผมมันอ่อนแอ ผมก็ควรจะถูกลบออกไป

ปกติผมน่าจะคิดก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไร แล้วค่อยคิด title ของเรื่อง แล้วจึงเริ่มทำการเขียนเรื่องที่อยู่ในหัว แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป ผมไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลยแม้แต่อย่างเดียว ผมรู้แค่อย่างเดียวว่าแม้ผมจะพยายามตายขนาดไหน… ร่างกายผอมแห้งแรงน้อยผมยังคงแข็งแกร่งกว่าที่ผมประเมินมันไว้ (หรือไม่ก็ผมยังลงมือไม่ได้รุนแรงพอ ร่างกายห่วยแตกของผมเลยยังทนอยู่ได้)

ผมเคยภูมิใจในตัวตนของผมเอง น่าเสียดาย ตอนนี้ทุกอย่างมันเกินกว่าจะย้อนกลับไปได้แล้ว

ในไดอารีฉบับหนึ่ง ผมเขียนไว้ว่า

“ถ้าย้อนเวลาได้ ผมจะไม่แก้ไขอะไร เนื่องจากถ้าผมแก้ไขอะไรได้ ผมอาจจะไม่ได้เจอเธอในวันนี้”

แน่นอน ตอนนี้ผมคิดแต่ว่าถ้าผมย้อนเวลาไปได้ ผมควรจะทำอะไร ควรจะทำอะไรเพื่อไม่ให้มันผิดพลาดมาจนถึงจุดนี้

แน่นอน ผมย้อนเวลาไปไม่ได้หรอก

ถึงผมจะย้อนไปได้ แน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอีกครั้ง

ผมทำได้แค่อยู่กับวันนี้ อยู่กับเสียงกระซิบที่ค่อยพร่ำบอกผมทุกเช้าว่าผมมันไร้ค่า ไม่มีใครต้องการ

วันก่อนผมไปรับเช็คงานพิเศษ หลังจากไม่ได้ออกมาตั้งหลายเดือน ผมนั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีเพลินจิต พอก้าวออกจากประตู… ผมรู้สึกวาบ ปลาบจากหลังขึ้นมาจนถึงหัว ความรู้สึกนี้มีอย่างเดียว คือเรื่องของเธอ แต่… ทำไมล่ะ? ผมมาลงสถานีรถไฟฟ้านี้มีอะไรผิดหรือ?

สองนาทีหลังจากออกมาจากสถานีก็นึกขึ้นได้ ผมเคยมารับ ส่ง เธอที่สถานีนี้

ตอนขากลับจากการไปรับเช็ค ก็เจอรถของโรงแรม Conrad อีก… ที่ๆ เธอเคยไปฝึกงาน รถคันที่เรานั่งไปด้วยกัน

ผมไม่พร้อม ผมไม่พร้อมจริงๆ

ผมไม่พร้อมจะเจอกับสถานที่ ที่ผมเคยเจอ เคยใช้เวลากับเธอ จริงๆ

ผมมันงี่เง่า

ผมรู้ตัวตั้งแต่เด็กมาตลอด ว่าผมนั้น ‘แตกต่าง’ ไม่เหมือนคนอื่นมาตลอด และไอ้ความแตกต่างที่ว่านี่แหละ ที่ทำให้ผมแปลกแยก ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ยิ่งชีวิตตอนประถม ๖ ณ จุดที่กำลังจะก้าวสู่ความเป็นวัยรุ่น ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลง (ในเชิงการศึกษา จากประถมเข้าสู่มัธยม)

ผมโดนรังแก ผมเองก็ไม่เข้าใจ ตั้งแต่เด็กแล้ว ทุกคนมักจะต้องหาเหยื่อสักหนึ่งตัว ไม่ว่าจะเพื่อเป็นตัวตลก เป็นของเล่นให้กับคนในกลุ่ม หรือแม้กระทั่งเป็นผู้รับใช้ ผมกลายเป็นเหยื่อของสังคม… การรังแกล่ะมั้ง ถ้าจะเรียกให้ถูก

มึงไปทำโน่น มึงไปทำนี่ มึงไปหาอาจารย์ มึงนำ มึงเสนอ มึงเต้น

ผมเป็นของเล่นมาตลอด และผมไม่สู้… จริงไหม? เด็กประถมที่มีเพื่อนอยู่กลุ่มเดียวคือกลุ่มที่รังแก สุดท้ายแล้วแม้ผมจะอยากออกจากตรงนั้นสักแค่ไหน แต่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่มืดดำ ผมไม่รู้จักเพื่อนคนไหนเลย ด้วยความที่สายตาสั้น ทำให้ค่อนข้างที่จะอยู่นอกเหนือกฏและรูปแบบอยู่บ้าง

โดยปกติแล้วในห้องเรียน นักเรียนทุกคนจะโดนย้ายที่นั่ง โดยแถวหนึ่งย้ายขึ้นหน้า อีกแถวย้ายถอยหลัง เพื่อให้เจอเพื่อนใหม่ๆ พอครบเดือนก็สลับตำแหน่ง สลับแถว ทำให้รู้จักกันทั่วถึงในห้องอย่างชัดเจน

แต่สายตาสั้นของผมทำให้ผมอยู่นอกเหนือเงื่อนไขการย้ายที่นั่ง

ผมกลายเป็นนักเรียนสิงสถิตย์ นั่งอยู่กับที่ตายตัว และไม่มีโอกาสย้ายไปไหน แม้ว่าพวกที่รังแกผมจะย้ายที่ไป แต่เพื่อนที่มานั่งข้างผมก็ยังถูกไอ้พวกนั้นข่มขู่ให้คอยจับตาผมอยู่เสมอ

สิ่งที่ผมภาวนาในวัยเด็กอยากจะทำได้ อยากจะทำ มีเพียงสองเรื่อง สองเรื่องเท่านั้น คือ

  1. ผมอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น คนอื่นที่แตกต่างจากผม
  2. ผมอยากทำให้คนอื่นหัวเราะได้

คำภาวนาของผมยังคงไม่เป็นจริง เมื่อทุกอย่างเลวร้ายลง น้องผมเข้าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และแต่ละครอบครัวสามารถขอทุนให้กับลูกหลานได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น

แปลว่าน้องผม หรือผม คนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับทุน ส่วนอีกคน ต้องหาทางจัดการ และเมื่อผมจบจากประถม ๖ ความเปลี่ยนแปลงก็มาถึง

ผมถูกย้ายไปเข้าโรงเรียนวัดสุทธิ…. วัดสุทธิวราราม

ผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ผมไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมผมถึงต้องถูกย้ายโรงเรียน (ในขณะนั้น) แน่นอน โรงเรียนอะไรก็ไม่รู้ เหม็นกลิ่นปลา ขนาดตำแหน่งที่อยู่ห่างจากสะพานปลาที่สุดในโรงเรียนก็ยังคงเหม็นกลิ่นปลา

ผมทรมาน ผมไม่มีเพื่อน ผมทำอะไรผิด

ผมเป็นพวกเด็กเรียนที่สัมฤทธิ์ผลทางความเข้าใจ แต่ไม่สามารถสอบได้คะแนนดี (จนกระทั่งปัจจุบัน) ผมได้ไปเรียนอยู่ห้อง ๑/๙ (จากทั้งหมด ๑๐ ห้อง) เรียกได้ว่าห้องรองบ๊วยเลยจริงๆ จริงๆ แล้วมันแย่กว่าอีก เพราะมันคือห้องรวมตัวเหี้ย มากกว่ารวมเด็กโง่

แต่ด้วยหลายๆ อย่างที่กอปรรวมกัน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตผมอย่างแรกคือผมได้คะแนนภาษาอังกฤษ ๕๖ จากคะแนนเต็ม ๖๐ คะแนน (จนตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำได้ยังไง) อย่างน้อยผมก็ได้รับการยอมรับในเรื่องภาษาละนะ

กลุ่มของผม… ก็ไม่แย่นะ คนนึงเป็นมังสวิรัติ สองคนติดเกมส์ อีกคนมีรสนิยม ตัวผมเองเป็นคนที่ห้าในกลุ่ม มันก็ไม่แย่เท่าใหร่หรอก แถมมีเด็กขยันมากๆ อยู่ในห้องเรียนผมด้วย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเด็กขยันแบบนี้หลุดมาอยู่ห้องนี้ได้ยังไง

จนกระทั่งตอนนี้ ผมยังพูดให้คนอื่นหัวเราะไม่ได้ แน่นอน ผมยังเป็นลูกไล่ในกลุ่มอยู่ (แต่ไม่แย่มากเท่าครั้งอยู่กรุงเทพคริสเตียน) และครั้งนี้ผมเลือกที่จะเป็นฝ่ายเข้าหาอาจารย์/ครู มากกว่าจะถูกใช้ให้ไปหา

ผมได้รับการยอมรับเรื่องภาษา… แค่เรื่องเดียว ส่วนตัวตนของผม ยังคงว่างเปล่าเหมือนวิญญาณที่ไม่มีใครเห็น

ผมเข้าสายวิทย์ ผมได้รับการยอมรับอยู่ช่วงหนึ่ง แต่แล้วมันก็จืดจางหายไป ผมมีความสนใจใหม่ หมกมุ่นใหม่ กับคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยี ภาษาเริ่มจะจืดจางลงไปสำหรับผม และผมได้รับการยอมรับที่มากขึ้น จากการใช้คอมพิวเตอร์ (อย่างน้อยก็มากกว่าตอนใช้ภาษาอังกฤษเป็นตัวตน)

ผมหมกมุ่นกับคอมพิวเตอร์ ผมมีชีวิตอยู่กับคอมพิวเตอร์ จนหลายๆ ครั้ง ผมก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างคนปกติ กับคนที่กลับมาสู่เส้นปกติไม่ได้แล้ว แน่นอน ผมยอมรับว่าผมก้าวข้ามเส้นแบ่งไปเรียบร้อยแล้ว

แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสมัยของผมมันก็ยังไม่มีวิชาคอมพิวเตอร์ และผมก็ยังคงโง่เกินกว่าจะเข้าเรียนสายเทคโนโลยีอย่างที่ผมอยากจะเรียน สุดท้ายผมไปจบลงกับวัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ)

แน่นอน ในส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ผมทำได้ดี ผมเข้าใจดี เพียงแต่ว่า….. ผมก็ยังทำคะแนนสอบไม่ได้ดี

ผมยังคงเกลียดตัวเองอย่างที่เคยเป็นมา เกลียดตัวเองที่ต้องการจะได้รับการยอมรับ แต่ไม่เคยจะได้มันเลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนเดินเข้ามาในชีวิตผม เขาแสดงเจตจำนงว่าต้องการผม มันเป็นการแสดงเจตจำนงค์ว่าเขายอมรับถึงตัวตนของผม ตัวตนที่อาจจะไม่มีค่าในสายตาใคร แต่มีค่าในสายตาเขา

ชีวิตผมมีค่า! ผมดีใจ!

ทุกเช้าที่ผมตื่นขึ้นมา จะมีมวลเมฆความคิดสว่างสดใสครอบทับตัวผม บอกว่าผมยังมีค่า ผมจะต้องมีชีวิตอยู่ เพราะยังมีคนที่ต้องการผม ผมรู้ว่ามันอาจจะฟังดูงี่เง่า โม้รึเปล่า คุณคิดอย่างนี้แค่เฉพาะช่วงมีโปรฯ เท่านั้นใช่ไหม

ไม่ใช่เลย ความคิดสดใสนี้อยู่กับผมทุกเช้า ในตอนที่ผมลืมตาตื่นขึ้น ผมจะมีพลังที่จะสู้กับทุกๆ วันของชีวิต

แน่นอน ในวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เธอไม่ต้องการผมแล้ว เธอบอกเลิกกับผม

เธอไม่ผิด แม้ว่าเธอจะทำทุกอย่างนั้น ผมไม่เคยติดใจหรือสงสัยเลย จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมแค่อยากจะเดินต่อไปกับเธอ เหมือนกับเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น สถานะเราจะเปลี่ยนไปก็ได้ จะกอดเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้วก็ได้ แต่ไม่อยากให้ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นต้องสิ้นสุดลง ชีวิตที่เรามีกันและกันอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ขอรู้จักเธอต่อไปได้ไหม

ไม่ได้

แม้เธอจะทำให้ผมอยากจะฆ่าตัวตายหลายหน แต่ผมยังโกรธเธอไม่ลง เกลียดเธอไม่ลง

แม้เธอจะใช้ไม้ตายที่ทำให้ผมเกลียดผู้หญิงที่ถือสถานะแฟนได้ทันที

“เค้านอกใจพี่โนแล้วนะ เค้าชอบคนอื่นอยู่”

แม้ว่าผมจะเคยบอกใครต่อใคร ว่าการที่ “ผู้หญิงที่คบกับมึงเค้าเลิกกับมึงเพราะเค้ามีคนอื่นน่ะ มึงโชคดีนะ ไม่ใช่ผู้ชายอีกคน เพราะมึงไม่มีวันรู้เลยว่าผู้หญิงแบบนี้ในอนาคตจะไปทำอะไรต่อไป”

แต่แม้จะโดนแบบนี้ ผมก็ยังคงเชื่อ เชื่อว่าเค้าไม่มีใคร เชื่อว่าเค้าแค่ต้องการกำจัดผมออกไป

ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องกำจัดผมออกไป แต่ถ้านั่นคือความสุขของเค้า สิ่งที่ผมต้องทำก็แค่ยอมรับ

แม้ว่าเค้าจะเลือกเดินบนถนนที่แคบเกินกว่าผมจะเดินไปด้วยได้แล้ว

ผมแค่อยากเห็นเค้ามีความสุข

และถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะเดินกับเค้า

สิ่งที่เคยเป็นการยอมรับในตัวตนของผมดับลง

ทุกเช้า ผมเป็นโรคซึมเศร้า ผมนอนดึก ตื่นเช้า

แต่

ผมลุกจากเตียงไม่ได้

ความรู้สึกดำมืดสนิทบางอย่างกดทับผมอยู่ มันกระซิบข้างหูว่าสุดท้ายแล้วผมมันก็ไร้ค่า

มันกดทับผมอยู่ มันเตือนผมว่าถ้าผมลุกขึ้นมา ผมจะต้องสู้กับชีวิตอีกหนึ่งวันที่ผมไม่อยากจะสู้กับมัน

มันเตือนผมเสมอว่าถ้าผมนอนต่อไป ผมจะไม่ต้องยอมรับความจริงว่าหญิงไม่ต้องการผมอีกต่อไปแล้ว

มันทำให้ผมหลายครั้ง ไม่อยากมีชีวิตต่อไป

หลายครั้ง มันทำให้ผมเกือบฆ่าตัวตาย

หลายครั้ง มันทำให้ผมฆ่าตัวตาย

ถ้าวันนั้น ไม่ได้มีเพื่อนคนหนึ่งพูดกับผมว่า “มึง! ถึงจะไม่มีใครเอามึง กูยังเอามึงอยู่นะ” ผมอาจจะไม่ได้มานั่งเขียนบล็อกอยู่ในตอนนี้ และคุณจะได้อ่านหลังจากนี้ก็ได้

คำพูดนั้นมาจากเพื่อนที่เป็นเกย์ และเจตนาของประโยคนี้ไม่ได้แปลว่ามันจะเอาผมเป็นแฟน มันเป็นประโยคที่มีความหมายว่า “มึงยังมีค่า”

และแน่นอน ผมรอดคืนนั้นมาได้ด้วยคำพูดของเพื่อนคนนี้

ผมเจอคำตอบอีกหลายๆ อย่าง ทั้งก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้น

ผมได้ค้นพบสิ่งที่เรียกว่ารักแท้ แม้ว่ามันจะไม่สมหวัง ผมควรจะภูมิใจกับสิ่งที่ผมได้รับ มันเป็นสิ่งที่หลายๆ คนตามหาตลอดชีวิต แต่ไม่พบ หลายคนพบเมื่อสาย และหลายคนหลอกตัวเองว่ามันไม่มีอยู่จริง

มันจะไม่สมหวังก็ไม่เป็นไร มันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตผมมีค่า มีความสุข และได้รักใครซักคน

แค่บางครั้ง…. ความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับจะฆ่าผมก็ตาม

แต่ผมก็ได้เจอบางอย่างแล้ว

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบล็อกนี้จะไม่ใช่บล็อกสุดท้ายที่ผมเขียน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผมจะอยู่ต่อไป อาจจะไม่ผ่านมันไป แต่อยู่บนโลกนี้ต่อไป ยืนอยู่ตรงนี้ พร้อมให้ความช่วยเหลือกับคนอื่น

ผมไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ผมอยากมีชีวิตอีกแล้ว (หลายคนอาจจะอ่านมานานแล้วสงสัยว่าแล้วครอบครัวล่ะ? ผมเป็นคนที่เกลียดตัวเองและครอบครัวครับ โดยหลักแล้วครอบครัวควรจะเป็นสิ่งที่พึ่งทางใจแหล่งสุดท้าย แต่ของผมมันสลายไปนานแล้วครับ และตอนนี้มันกำลังกลับมา) ตอนนี้ผมกำลังสร้างคุณค่าให้ชีวิตของตัวเอง ไม่รู้หรอกว่าจริงหรือไม่จริง ผมกำลังพยายามออกไปช่วยให้สังคมมันดีขึ้น

ผมไม่ได้ทำบุญ ผมกำลังพยายามจะทำดี

ทำเพื่อสังคมภายนอก ผมไม่ได้คาดหวังว่าผมจะกลายเป็นคนดี หรือเจอคนที่ดีๆ ภายนอก

ผมแค่อยากให้สังคมดีกว่านี้ ในตอนที่ผมสามารถออกไปช่วยสังคมได้

ผมไม่ได้คาดหวังว่าสักวันสังคมจะต้องช่วยเหลือผม

ผมแค่อยากจะทำอะไรซักอย่างให้สังคม มันก็เท่านั้นเอง

สิ่งที่ผมต้องการ… ก็แค่อยากให้ตัวเองยอมรับตัวเองเท่านั้นเอง

ผมมันงี่เง่า

A: วันนี้ครับ
B: ไม่มีเฟ้ย มันต้องวันก่อนครับ
A: ก็เรื่องมันเกิดวันนี้อะ
B: งั้นมึงดูนาฬิกา อีกสามสิบวินาทีเที่ยงคืน มึงรอได้ไหม
A: สัส
B: เออ งั้นก็รอ

นิ้งงงงงหน่องนิ้งหน่อง

A: วันก่อนครับ
B: ครับ (ตบมุกอย่างดีเชียวนะเอ็ง)
A: ว่าจะไปยื่นลาออกตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่เจอหัวหน้าซักที ไปทีไรกำลังตี DIABLO III อยู่ ไม่ก็หายตัวไปทำห่านอะไรก็ไม่รู้ตลอดเวลา
B: แล้ว?
A: อยู่ดีๆ ก็มาเรียกไปคุยครับ
B: จะรั้งตัว เพิ่มเงินเดือน และให้โบนัส!
A: จะให้กูออกก่อนกำหนด
B: เหี้ย

A: วันก่อนครับ
B: ครับ (เรื่องเดิมแล้วมึงจะเริ่มใหม่ทำไม)
A: หัวหน้าเรียกไปคุยเรื่องลาออก
B: ต้องยื่นล่วงหน้าสามสิบวัน สินะ
A: มันบอกว่าออกสิ้นเดือนนี้ไปเลยก็ได้ ไม่ต้องอยู่เดือนหน้าหรอก
B: อ้าว ทำไมงั้นล่ะ
A: มันบอกว่าผมอู้
B: แล้วมึงอู้ไหม
A: อู้ห่าอะไร ตั้งแต่โปรเจคต์เมเนเจอร์ออกไป ตั้งแต่หัวหน้าออกไป กูก็ทำงานคนเดียว เท่ากับสามคนเลยนะเว้ย แต่เงินเดือนจ่ายแค่ผมคนเดียว
B: มึงไม่ได้ตอบคำถามกู มึงอู้ไหม
A: กูทำงานเท่ากับสามคน และกูทำเสร็จหมด กูไม่มีเวลาอู้
B: สรุปว่าไม่ได้อู้
A: เออ!
B: แล้วทำไมเขาจะให้มึงออกก่อนกำหนด แสดงว่าเขาไม่พอใจ
A: เขาบอกว่าผมโกงบริษัท ผมเอาเปรียบบริษัท ผมมันเหลือบไรที่ดูดเลือดองค์กร
B: ตัวอย่างเช่น
A: มานั่งวันๆ ไม่ทำอะไร
B: แล้วจริงไหม
A: บางวันอาจจะใช่ บางวันอาจจะไม่ใช่
B: ทำไมมีเป็นบางวันวะ ว่าแต่มึงอู้จริงนี่หว่า
A: แต่เดิม เขาตั้งเป้าให้เว็บจะขึ้นไปแข่งกับ Overclockzones แต่ตอนนี้ไม่มีเงินจะจ่าย (ไม่อยากจะจ่าย) เขาเลยบอกว่าอัพข่าววันละ 5 ข่าวพอ ก็อัพครบแล้วเขาบอกให้หยุด
B: สรุปว่ามึงทำแล้ว แล้วเขาก็สั่งหยุด
A: Exactly!
B: อย่ามากระแดะตอบภาษาอังกฤษ แล้วไงต่อ
A: ก็ไม่อะไร กูไม่เถียงเขา เขาก็บอกว่าบริษัทให้บุญคุณตั้งเยอะ กูมันไม่ตอบแทน
B: ไหนมึงบอกว่ามึงทำงานเท่ากับสามคน แสดงว่าสามคนนี้มันอู้นี่หว่า งานมึงรวมกันมันก็น้อยอยู่ดี
A: กูทำงานวันเสาร์ด้วย บางทีก็วันอาทิตย์ด้วย
B: โห เงินเดือนมึงสามแสนแน่ๆ
A: หมื่นสาม
B: ลาออกเหอะ

A: วันก่อนครับ
B: เออ มึงหลายวันก่อนละ มันก็วันเดียวกันนั่นแหละ
A: จะรีวิวการ์ดจอที่ลูกค้าส่งมาครับ
B: แล้ว
A: เตรียมอุปกรณ์อย่างดี หันมาอีกที บร๊ะเจ้าจอร์จ
B: การ์ดจอเทพ เมพมหาประลัย
A: แรมกับฮีทซิงค์หาย
B: ….
A: คอมหัวหน้าพังครับ เลยสั่งแผนก IT ให้มาแกะเครื่องเทสต์ไปโปะเครื่อง
B: ……. x2

A: วันก่อนครับ
B: เออ
A: พออุปกรณ์เทสต์ไม่ได้ เลยไปเขียนข่าวครับ
B: แล้ว
A: เขียนได้ห้าข่าวก็หยุดครับ ตามนโยบาย เดี๋ยวโดนบ่นว่าทำให้ฟรีแลนซ์เอาเป็นเยี่ยงอย่างครับ
B: ก็เลยหยุดเขียนต่อ
A: ครับ จริงๆ ก็เริ่มติดลมบนนะ สนุกดี
B: แล้วทำไร
A: อู้ครับ รอแผนก IT ไปตบแรมจากสต๊อกมาให้
B: นั่นไง มึงอู้จริงๆ ด้วย หัวหน้าเขาด่ามึงไม่ผิดจริงๆ อีเหลือบไร อีสเนียดจัญไร
A: ….

A: วันก่อนครับ
B: จะว่าอะไรก็ว่ามา
A: ตั้งเป้าจะล้มเว็บอันดับหนึ่งในวงการให้ได้ครับ
B: เป็นนิมิตหมายที่ดี จะเริ่มก้าวแรกต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วทุกวันนี้เดินตามแผนไปถึงไหนแล้ว
A: เว็บร้างแล้วครับ ว่าจะปิด
B: ทำไม
A: ไม่ยอมจ่ายเงินฟรีแลนซ์ครับ
B: ….

A: วันก่อนครับ
B: หลายวันก่อนแล้ว วันเดียวกันหมดใช่ไหมเนี่ย
A: ครับ
B: ว่า
A: ปิดต้นฉบับไม่เสร็จ เลยมาทำงานเสาร์ อาทิตย์ครับ ในที่สุดมันก็เสร็จ
B: ยินดีด้วย
A: หัวหน้าบอกว่าผลงานน้อยจัง ทำได้แค่นี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรซักกะเท่าใหร่
B: …..

A: วันก่อนครับ บอก MD ว่าอยากได้คนเพิ่ม
B: องค์กรยักษ์ใหญ่ ประกาศปั๊บ คนแห่มาสมัครทันที เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอันแสนสุข
A: MD บอก ไม่อยากได้คนเพิ่มครับ
B: เขาเชื่อมั่นว่าแม้จะเหลือแค่คนเดียวก็ทำงานได้อย่างไม่หยี่ระ
A: กูเลยลาออกวันนี้แหละครับ
B: …..

ผมคิดว่าผมยังไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรอกครับ เพราะผมคิดว่าผมรู้ตัวว่าผมมีอาการของโรคซึมเศร้า (ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัว) หรือไม่ก็เป็นอีกกรณี คือผมเป็นโรคซึมเศร้าประเภท รู้ตัวว่าเป็น

ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ว่าผมเป็นหรือไม่เป็น

ลักษณะอาการของโรคซึมเศร้า (ขอ Quote มาจาก Siamhealth)

โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าอาจจะเกิดในคนที่มีการสูญเสีย หรือโรคซึมเศร้าอาจจะเกิดในคนที่มีโรคประจำตัวหรือเกิดในคนปกติทัวๆไป มีการประเมินว่าในระยะเวลา 1 ปีจะมีประชาชนร้อยละ9จะเป็นโรคซึมเศร้า ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจประเมินมากมาย แต่สูญเสียคุณภาพชีวิตรวมทั้งความทุกข์ที่เกิดกับผู้ป่วยจะประเมินมิได้ โรคซึมเศร้าจะทำให้การดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงและเกิดความเจ็บปวดทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล บางครั้งอาจจะทำให้ครอบครัวแตกแยก

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า และไม่ได้รับการรักษาทั้งที่ปัจจุบันมียาและวิธีการรักษาที่ได้ผลดี ความนี้จะเป็นแนวทางในการวินิจฉัย หากพบว่าคนที่รู้จักมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้ารีบแนะนำให้เขาไปพบจิตแพทย์

โรคซึมเศร้าคืออะไร
โรคซึมเศร้าเป็นการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจและความคิด ซึ่งผลของโรคกระทบต่อชีวิตประจำวันเช่นการรับประทานอาหาร การหลับนอน ความรับรู้ตัวเอง ผู้ป่วยไม่สามารถประสานความคิด ความรู้สึกของตัวเพื่อแก้ปัญหา หากไม่รักษาอาการอาจจะอยู่เป็นเดือน

โรคซึมเศร้ามีกี่ชนิด

  1. Major depression ผู้ป่วยจะมีอาการ(ดังอาการข้างล่าง)ซึ่งจะรบกวนการทำงาน การรับประทานอาหาร การนอน การเรียน การทำงาน และอารมสุนทรีย์ อาการดังกล่าวจะเกิดเป็นครั้งๆแล้วหายไปแต่สามารถเกิดได้บ่อยๆ
  2. dysthymia เป็นภาวะที่รุนแรงและเป็นเรื้อรังซึ่งจะทำให้คนสูญเสียความสามารถในการทำงานและความรู้สึกที่ดี
  3. bipolar disorder หรือที่เรียกว่า manic-depressive illness ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ซึ่งบางคนอาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะค่อยเป็นค่อยไป เวลาซึมเศร้าจะมีอาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นช่วงอารมณ์ mania ผู้ป่วยจะพูดมาก กระฉับกระเฉงมากเกินกว่าเหตุ มีพลังงานเหลือเฟือ ในช่วง mania จะมีผลกระทบต่อความคิด การตัดสินใจและพฤติกรรมผู้ป่วยอาจจะหลงผิด หากไม่รักษาภาวะนี้อาจจะกลายเป็นโรคจิต

อาการของโรคซึมเศร้า
ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจจะไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกอย่างบางคนก็มีบางอย่างเท่านั้น

อาการซึมเศร้า depression

1. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้แก่

  • รู้สึกซึมเศร้า กังวล อยู่ตลอดเวลา
  • หงุดหงิดฉุนเฉียว โกรธง่าย
  • อยู่ไม่สุข กระวนกระวาย

2. การเปลี่ยนแปลงทางความคิด

  • รู้สึกสิ้นหวัง มองโลกในแง่ร้าย
  • รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองไร้ค่า ไม่มีทางเยียวยา
  • มีความคิดจะทำร้ายตัวเอง คิดถึงความตาย พยายามทำร้ายตัวเอง

3. การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้หรือการทำงาน

  • ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ความสนุก งานอดิเรก หรือกิจกรรมที่เพิ่มความสนุกรวมทั้งกิจกรรมทางเพศ
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีพลังงาน การทำงานช้าลง การงานแย่ลง
  • ไม่มีสมาธิ ความจำเสื่อม การตัดสินใจแย่ลง

4. การเปลี่ยนปลงทางพฤติกรรม

  • นอนไม่หลับ ตื่นเร็ว หรือบางรายหลับมากเกินไป
  • บางคนเบื่ออาหารทำให้น้ำหนักลด บางคนรับประทานอาหารมากทำให้น้ำหนักเพิ่ม
  • มีอาการทางกายรักษาด้วยยาธรรมดาไม่หายเช่น อาการปวดศีรษะ แน่นท้อง ปวดเรื้อรัง
  • ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นแย่ลง

อาการ Mania

  • มีอาการร่าเริงเกินเหตุ
  • หงุดหงิดง่าย
  • นอนน้อยลง
  • หลงผิดคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองใหญ่
  • พูดมาก
  • มีความคิดชอบแข่งขัน
  • ความต้องการทางเพศเพิ่ม
  • มีพลังงานมาก
  • ตัดสินใจไม่ดี
  • มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป

ซึ่งในตอนนี้เนี่ย (ไม่รู้หรอกว่าเป็นหรือเปล่า) แต่มีไอ้อาการบ้าๆ ข้างต้นเกือบจะครบถ้วนทุกกระบวนการ ตั้งแต่ซึมเศร้าตลอดเวลา หงุดหงิด อยู่ไม่สุข มองโลกในแง่ร้าย (เป็นอยู่แล้วนี่นา) รู้สึกตัวเองไร้ค่า คิดจะทำร้ายตัวเอง (แย่ละ มันมาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ด้วย) ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ทำงานแย่ลง ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ ตื่นทุกๆ สองสามชั่วโมง เบื่ออาหาร

ไม่ได้อยากอยู่ในสภาพอย่างนี้เลย แล้วก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ด้วย

ใครก็ได้ ช่วยผมที

เรามักได้ยินคำเปรียบเปรยถึงแก้วที่มันแตก แม้จะนำกลับมาต่อกันอย่างไร มันก็ยังคงเป็นแก้วทีแตกร้าว และยากที่จะกลับคืนสู่สภาพเดิม
หลายคนเปรียบเปรยเรื่องนี้กับความรัก ที่เมื่อมันร้าว เลวร้าย ยากที่จะคืนสภาพกลับสู่ความรักอันหวานชื่นดังเดิมได้อีก
ตัวผมเองนั้น เคยทำแก้วแตกมาแล้ว
มีครั้งหนึ่ง แก้วที่แตกถูกหลอมขึ้นมาใหม่
แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลา นานพอดู กว่าความเชื่อใจ ความรักจะกลับคืนสู่ที่เดิม กลับคืนสู่สภาพเดิม
ครั้งนั้นผมเป็นแก้ว และผมถูกปาลงพื้น (ถ้ามองในมุมกลับ เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นผมก็คือคนที่ปาลงพื้น จนยากจะกลับคืนสู่สภาพเดิมเช่นกัน)
มาครั้ังนี้ แก้วเริ่มที่จะแตกร้าวอีกครั้ง และคนที่ทำให้แก้วของผมบิ่นเสียหาย ทั้งที่เพิ่งจะหลอมมาใหม่ก็คือผมเอง
ผมเอง อัสนี
ผมเอง คนที่ทำให้มันร้าว
ตอนนี้ผมได้แต่หวัง และรอคอย รอวันที่แก้วที่ร้าวนี้จะสามารถส่งเข้าไปหลอม
ผมอยากจะหลอมมันเหลือเกิน
ผมอยากจะให้แก้วใบนี้คืนสู่สภาพที่งดงามเสียเหลือเกิน
แต่หลายๆ อย่างยังไม่พร้อม เวลาที่ยังมาไม่ถึง เงินทุนที่จะจุดไฟเพื่อหลอมแก้ว จุดหลอมเหลวของเปลวไฟที่จะล้างความผิดพลาดของผู้ที่ทำให้แก้วบิดเบี้ยวไปได้เช่นนี้
ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมต้องการความช่วยเหลือ จากคนรอบข้าง จากพระคำ จากคำแนะนำ รวมถึงจากแก้วที่บิ่นร้าวด้วย
ผมรักแก้วใบนี้ และผมไม่ต้องการแก้วใบอื่นที่ดีกว่า สิ่งที่ผมต้องการคือแก้วใบที่ผมรัก กับความสุขจากการเห็นมันสมบูรณ์พูนพร้อม
แน่นอนว่าอาจจะต้องใช้เวลา
ผมก็จะรอเวลา
ผมจะรอวันที่ใช่
ผมจะหลอมแก้วใบนี้ขึ้นมาใหม่
และผมหวังว่าแก้วใบนี้จะคิดเหมือนผม
เราจะรอเวลา เวลาที่เราจะหลอมมันขึ้นมาใหม่ เวลาที่เราจะเป็นแก้วคู่ที่สมบูรณ์ งดงามยามเมื่อได้อยู่ด้วยกัน

ผมจะรอ
แม้ว่าระหว่างทางจะทรมานจากความหวาดกลัวเพียงใด
ผมจะรอ
ผมจะรอวันที่เราได้เจอกัน
ผมจะรอวันที่คุณพูดว่ารักผม
กมลา ผมรักคุณ


กรกฎาคม 2012
อา พฤ
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.