Archive for สิงหาคม 2012

ขอเพียงสักคน from Asani Viriyaakavuthi on Vimeo.

ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมควรจะหันหน้าไปทางไหน ผมหันซ้าย แลขวา แล้วผมก็พบว่ามีแต่หนทางที่ผมไม่อยากจะก้าวเดินไปข้างหน้า ผมพยายามจะออกจากทางเดินที่ผมเคยอยู่ ความคิดแย่ๆ ที่เคยลงมือทำ แต่แล้วก็ดูเหมือนว่าสิ่งแย่ๆ ที่ผมเคยลงมือทำมันช่างเหมาะกับผมเสียเหลือเกิน ผมคิดว่าผมจะไม่ลงมือทำมันอีกแล้ว จริงๆ ผมเคยทำแล้วก็คิดว่าจะไม่ทำอีก แต่สุดท้ายก็ทำลงไปจนได้ และผมคิดว่าผมจะไม่ทำมันอีกแล้ว แต่ตอนนี้ความคิดเหล่านี้กลับถูกยั่วยุให้ล้มเหลวเสียเหลือเกิน ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงความคิดที่จะลงมือ แต่ทว่ากลับหลงไปในการเตรียมตัวปฏิบัติ

บางครั้งผมก็อยากจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ แต่ยิ่งผมพยายามเท่าใหร่ ผลลัพธ์มันกลับแย่ลงทุกที ยิ่งผมพยายามจะทำให้ดีกว่าเดิมเท่าใหร่ มันกลับมา มันหลอกหลอน และบอกว่าผมไร้ค่า ผมไม่ควรจะสู้ฤทธิ์อำนาจมันอีกต่อไป ยอมแพ้เสีย และถวายตัวให้กับมัน ยอมมันซะ พ่ายแพ้ต่อกระแสที่เชี่ยวกรากที่ไหลมานับตั้งแต่มนุษย์มีตัวตนเถิด

ผมบอกมันว่าผมพิเศษ ผมมีอะไรที่แตกต่าง ผมจะไม่ถูกกระแสพัดไปเหมือนอย่างที่มนุษย์ทั้งหลายเคยเป็น

มันบอกผมว่าแม้ผมจะพิเศษ แต่ผมก็ไม่ได้พิเศษอะไรไปกว่ามนุษย์ที่พิเศษที่สุดที่พ่ายแพ้กับมันเลย สุดท้ายแล้ว ผมก็ยังเป็นมนุษย์ในรูปแบบหนึ่ง…. รูปแบบที่พ่ายแพ้แก่มัน

ผมไม่อยากจะลงมือทำอีกแล้ว มันคงจะไม่ดี

แต่ความคิดแบบนี้กลับตามมาอยู่ในหัวผมตลอดเวลา ถี่ขึ้นเรื่อยๆ

Advertisements

ผมโดนถามว่าเขียนบล็อกบ่อยจัง ว่างเหรอ?

ถ้าเจ้านายเห็นผมคงโดนด่าเละแน่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากออกงานแล้วไม่ได้ทำงานอื่นเลย เรียกว่าใช้ความเป็น Virtual Office ซะคุ้มเลยทีเดียว แต่ดูเหมือนว่ามันเป็นการเยียวยาจิตใจทางเดียว ที่ผมจะส่งออกไปยังโลกภายนอก

จากผม ผู้อยู่ภายในห้องแคบๆ และไม่อยากออกไปพบกับสิ่งที่เรียกว่าความจริงของโลกภายนอก

ถึงใครก็ได้ ที่อาจจะรับสัญญาณข้อความผม แล้วอาจจะเกิดอะไรดีๆ ขึ้น จากสิ่งที่คุณคิดได้

ส่วนถ้าใครอ่านบล็อกผมแล้วกลายเป็นการชี้ชวนให้ฆ่าตัวตายตามกันผมถือว่าผมไม่รับรู้ก็แล้วกัน

หลายครั้ง ความเจ็บปวดมันก็อยู่กับเรานานกว่าที่คิด บางครั้งที่เราคิดว่าบาดแผลหายแล้ว บางทีเราคิดว่ามันหายสนิทแล้วด้วย แต่เมื่อเราพบมีดที่เคยกรีด พบกรดที่กัดกร่อน เราก็พบว่าแท้จริงแล้วมันไม่ได้หายไปจากเราเลย เรามองภายนอกมันอาจจะหายสนิท แต่แท้จริงแล้วสมองเรายังคงจดจำความเจ็บปวดเหล่านั้น สมองเรายังจำความเจ็บปวดเหล่านั้นได้อย่างครบถ้วน ทั้งที่มีดนั้นก็ใช้ทำอาหารให้เรากินอย่างมากมาย แต่สมองภายใต้กระโหลกบางๆ ของเรากลับจำจดแต่เรื่องที่มันกรีดแทง

มันยังคงกรีดแทงอย่างนั้น เมื่อเห็นมีดเล่มนั้น

แต่เมื่อมีดเล่มนั้นหายไป การกรีดแทงก็จางลง

แน่นอน แค่คิดถึงความเจ็บปวดก็โผล่มา แต่น้อยลง

แต่ทำไมกันนะ แม้ว่ามันจะกรีดแทงน้อยลง เบาลง และค่อยๆ มีตัวตนที่หายไป ผมกลับอยากให้มันอยู่ตรงนี้ ตรงที่มันกรีดแทง…. ให้มันกรีดแทงซะ ยังดีกว่าให้มันหายไป เหมือนกับว่ามีดเล่มนั้นไม่เคยมีตัวตน ไม่เคยมีส่วนร่วมในชีวิต ไม่เคยเป็นของที่รักที่สุด

ตอนนี้ผมเรียกร้องมีดเล่มนั้นกลับมา ทั้งที่รู้ว่ามันจะกรีดแทงผมต่อไป

คนไร้ปัญญาเอ๋ย เขาเรียกความพินาศมา ด้วยว่าใจของเขารักแต่ความมืด และเกรงต่อความสว่าง ความวินาศของเขาแฝงอยู่ในความมืด

แปดปีที่แล้ว โบสถ์ผมได้ตั๋วดูหนังเรื่อง The Passions of the Christs มาจำนวนหนึ่ง และผมเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนที่ได้ไปชมหนังเรื่องนี้ในโรงหนัง ซึ่งแน่นอนว่าการไปชมหนังครั้งนี้ เป็นไปโดยมิได้ตั้งใจ ทำให้ผมไม่ได้ทำการบ้านไปเลยแม้แต่น้อยว่าหนังเรื่องนี้เป็นอย่างไร ผมรู้แต่เพียงว่าเป็นช่วงเวลา สิบสองชั่วโมง สุดท้ายของพระเยซูคริสต์

ผมจำได้ว่าผมเข้าไปดูในโรงพร้อมกับคริสเตียนอีกหลายโบสถ์ และเราทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เหตุไฉน เราจึงเป็นเหตุให้พระคริสต์ต้องแบกรับบาปผิดแทน” บ่อยครั้ง เราอ่านผ่านทางพระคัมภีร์ว่าพระเยซูคริสต์ถูกตี โบย และสวมมงกุฏหนาม แต่เราไม่เคยเห็นภาพมาก่อนว่าการโบยตีในยุคสมัยโรมันเมื่อเกือบๆ สองพันปีที่แล้ว จะไร้ศีลธรรมและทารุณขนาดไหน

สำหรับผม จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงสงสัยในประชาชาติที่เรียกว่าอิสราเอล ชาติที่พระเจ้าได้เลือกสรร และให้พระสัญญาถึงสิ่งที่ดี ทำไมชาตินี้จึงได้ทำการทรยศพระเจ้าหลายครั้ง (ถ้าอ่านพระคัมภีร์มาตลอด จะพบเรื่องที่ชาวอิสราเอลทำการทรยศพระเจ้านับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าจะเห็นหมายสำคัญ อันไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดทำได้นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการแหวกทะเลแดง ครั้งที่โมเสสพาออกจากอียิปต์ หรือเมื่อโมเสสขึ้นไปยังภูเขา เพื่อนำบัญญัติสิบประการลงมา เมื่อครั้งที่โมเสสกลับมาก็พบว่าชาวอิสราเอลกำลังสรรเสริญพระบาอัล) สำหรับเรื่องนี้ผมพอจะทราบว่าพระเยซู ได้สอนสิ่งที่ทำให้บรรดาปุโรหิต รู้สึกเหมือนถูกหักหน้าหลายครั้ง จนถึงกับพยายามฆ่า (โอ ช่างเป็นชาติที่ใจดีเหลือเกิน โดนหักหน้าก็คิดจะฆ่ากันแบบนี้แล้ว) แต่บรรดาประชาชนที่อยู่ต่อหน้าปีลาต ที่ขอให้ปล่อยบารับบัส และทำการตรึงพระเยซูเสีย จนตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาจึงเป็นเช่นนั้น (พอดูเวอร์ชันหนังแล้วก็คิดได้ว่าอาจจะถูกปลุกปั่นโดยบรรดาปุโรหิต แต่ว่าจะเยอะขนาดนี้เลยหรือ? ยังคงเป็นคำถามที่ผมสงสัย) รวมทั้งสงสัยว่าผู้ไม่มีความผิดต้องโทษถึงตายเลยหรือ? (แม้ว่าจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัจจุบัน แต่เป็นสองพันปีก่อน ในสมัยที่ความยุติธรรมยังคงไม่หนักแน่นมากไปกว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน)

ในหลายๆ ฉาก ผมอยากจะกระโดดเข้าไป ขวางทหารโรมันที่กำลังโบยตีอย่างรุนแรง ราวกับเจตนามุ่งหมายถึงความตาย และในอีกหลายครั้ง ที่รู้สึกได้ว่าบาปของพวกเรานั้นหนักหนาเกินกว่าจะแบกรับเองไหวจริงๆ

แม้ว่าในหนัง อาจจะมีบางฉากที่เติมเข้ามาโดยไม่ได้มีการพูดถึงในพระคัมภีร์ เช่นปีลาตเมื่อตอนพระเยซูสิ้นพระชนม์ และเกิดแผ่นดินไหว แต่นั่นก็เป็นการสร้างอารมณ์ร่วมกับอุปรากรอยู่แล้ว จึงไม่มีผลอะไรกับผม ในฐานะคริสเตียนที่ได้อ่านเรื่องการตรึงบนไม้กางเขนมาหลายๆ รอบแล้ว

สำหรับหนังเรื่องนี้คริสเตียนทุกคนสามารถรู้ถึงฉากต่อไปได้อย่างไม่ขาดตอน โดยไม่ต้องสปอยล์แต่ประการใด หนำซ้ำ เรายังคาดหวังให้ตัวละครหลายตัวพูดสิ่งที่เรากำลังคิดอยู่เสียด้วยซ้ำ (ผมคาดหวังให้ทหารชาวโรมันพูดในตอนจบ หลังจากนำหอกแทงสีข้างของพระเยซู และก้มลงว่า “ชายผู้นี้เป็นบุตรของพระเจ้าจริงๆ” น่าเสียดายว่าไม่มีการพูดคำนี้ออกมา)

หนังเรื่องนี้คงเป็นหนังเอาใจประวัติศาสตร์ ถ้าเมล กิ๊บสัน ให้จบลงที่การตายของพระคริสต์ และนำลงมาจากกางเขน แต่ทว่าหนังเรื่องนี้มีต่ออีกสักครู่หนึ่ง ถึงการเลื่อนหินปิดหน้าอุโมงค์ และพระคริสต์ที่กลับฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้ง ดั่งที่ปรากฏไว้ในพระคัมภีร์อย่างชัดเจน

ผู้ที่ไม่มีศาสนา หรือผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอาจจะบอกว่าการฟื้นขึ้นจากความตายนั้นไม่มี (สะดูสีในพระคัมภีร์ก็สอนเช่นนี้เช่นกัน) การถกเถียงในสิ่งที่เชื่อนั้นคงจะเป็นไปได้ยาก ที่จะหาข้อสรุป แต่สำหรับผม ผมทราบว่าผมเชื่ออะไร และทำไมผมจึงเชื่อเช่นนั้น

ข้าแต่พระบิดา แห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตย์อยู่ในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ขอให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้ ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนอย่างที่ข้าพระองค์ยกโทษให้แก่ผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น ขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย เหตุว่าราชนาจ ฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระอง์ สืบไปเป็นนิตย์ อาเมน

ผมไม่รู้ว่าพระเจ้ามีแผนการณ์อะไรสำหรับผม แต่ในตอนนี้ ผมจะทำทุกสิ่งอย่าง ทุกสิ่งอย่างที่น่าจะดี (เพราะผมไม่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี) โดยจะอธิษฐานขอการทรงนำ ว่าจะให้ดำเนินไปทางใดต่อไป

อธิษฐานเผื่อผมด้วยนะครับ

อัสนี

*Updated*

อ่านยอห์นแล้วพบว่าเหล่าบรรดาปุโรหิตเขาหวาดกลัวพระเยซู เหตุเพราะว่าถ้าประชาชนเชื่อพระเยซู ซีซาร์ก็จะยกพลถล่มเมืองเยรูซาเล็ม ทำให้อันนาส (พ่อตาของมหาปุโรหิตประจำการในสมัยนั้น) ตัดสินใจให้คำแนะนำว่าฆ่าพระเยซูเสีย ให้คนๆ เดียวตายไปก่อนที่จะเกิดเหตุเภทภัยกับเมืองทั้งเมือง

ถ้ามองในแง่ของยุค 2,000 ปีก่อนก็คงไม่ผิดอะไรนักกับความคิดแบบนี้

น่าเสียดาย น่าเสียดาย

DISCLAIMER : เนื้อหาดังต่อไปนี้เป็นเพียงนิยาย ตัวละคร และสถานที่ใดๆ ไม่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องจริงต่างๆ บนโลก

สวัสดีครับ ผมชื่ออัสสะ มาจากชื่ออัษฏางค์ และแน่นอน เพื่อนๆ ย่อชื่อให้ผมเรียบร้อย ผมจึงกลายเป็นนายอัสสะ ไปเสียแล้วนั่นเอง

กระผมนายอัสสะ บางครั้งโดยเรียกว่าโนบิตะ ด้วยการที่ใส่แว่นหนาเตอะในวัยเด็ก แถมกลมโตแบบเดียวกับโนบิตะ ในการ์ตูนเรื่องโดราเอม่อนนั่นเอง และด้วยความเปิ่น ความไม่เอาไหน และเรียนที่คะแนนก็ไม่ค่อยดี ทำให้ผมกลายเป็น เด็กชาย และ นายโนบิตะ มาตลอดชีวิตเลยนั่นเอง

ผมตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ผมไม่มั่นใจนักว่าเธอจะสามารถทับภาพคนเก่าที่ติดค้างอยู่ในใจของผมได้หรือไม่ และด้วยระยะเวลาสองปีที่คบกัน ภาพเรื่องราวต่างๆ ของคนเก่ากลายเป็นภาพวาด ที่หยุดนิ่ง และจบลงสมบูรณ์ในตัวของมันเอง และเธอ กลายเป็นชีวิตของผม แน่นอน เพื่อนหลายคนบอกผมว่าให้ระวังตัวไว้ ถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้นมา ผมจะทำอย่างไร ถ้าหากไม่รู้จักเผื่อใจ

ผมไม่รู้จักคำว่าเผื่อใจ ต่อให้เจ้าตัวจะบอกให้ผมเผื่อใจ ผมก็จะไม่ทำ ผมถือว่านั่นเป็นการไม่ให้เกียรติกับการคบกัน ถ้าคุณเผื่อใจแสดงว่าคุณไม่มั่นใจ หรือคุณคิดว่าอาจจะคบกันเพื่อวันหนึ่งจะเลิกกัน ถ้าคุณคบโดยมีเจตจำนงค์เช่นนั้นแล้วจะคบกันเพื่ออะไรล่ะ?

อีกอย่าง การที่ผู้หญิงคนนี้แสดงตนและเจตจำนงค์ที่บริสุทธิ์จนกระทั่งผมยอมให้เธอเข้ามาในหัวใจที่ปิดกั้นของผมได้ แปลว่าเธอมีค่าพอที่ผมจะให้เกียรติเธอนั่นเอง แน่นอน ผมย่อมจะให้เกียรติเธอ

เธอหายตัวไปหลังจากเราต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปคนละฝั่ง ผมยังคงอยู่ที่เอเชีย ในขณะที่เธอยังคงเดินทางข้ามทวีปต่อไป ผมเริ่มจะห่อเหี่ยวจากการขาดการติดต่อของเธอ

ผมกลายเป็นโรคซึมเศร้า นายอัสสะ ผู้อ่อนแอ ผู้ประสพภัยความรัก

และในที่สุด ด้วยระยะทางทำให้เธอบอกเลิกกับผม ผมไม่รู้หรอกว่าเธอมีคนอื่นหรือไม่ หรือแค่ระยะทางที่ห่างไกลทำให้หมดความรู้สึกที่มีต่อกัน หรือว่าเธอไม่อยากให้ผมรออีกต่อไป ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ มันยิ่งส่งเสริมโรคซึมเศร้าของผมให้อาการหนักขึ้นไป

หลังจากนั้นหนึ่งเดือน หรืออาจจะเกือบๆ เดือน ผมได้ข่าวมาว่าเธอมีแฟนใหม่แล้ว

เธอคนนั้นที่ผมเชื่อมั่นว่าจะไม่มีวันละทิ้งผม นอกจากผมจะทำอะไรผิดไป ซึ่งแน่นอน ผมไม่ได้ทำ

อาการโรคซึมเศร้าเริ่มรุนแรงขึ้น ผมเกิดคำถามในชีวิตว่าระหว่างการอยู่ต่อไป และทนเจ็บทุกข์ทรมานแบบนี้ กับการตายไปเสีย อะไรจะง่ายกว่ากัน และยิ่งเวลาผ่านไป ความเจ็บปวดก็ยิ่งยืดเยื้อ การแบกรับเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผมวางมันลงไม่ได้ แม้ว่าเพื่อนผมจะบอกว่าถึงเวลาที่ต้องปล่อยวางแล้วก็ตาม

เวลาเริ่มจะไหลไปเรื่อยๆ การตระเตรียมสิ่งต่างๆ ก็เริ่มเพียบพร้อม ผมเริ่มร่างจดหมายหลายฉบับ ทั้งจดหมายที่เจาะจงถึงบุคคล ถึงกลุ่มเพื่อน และพินัยกรรม (คำว่าพินัยกรรมมันฟังดูเวอร์มากเลย เอาเป็นว่ามันฝากทำเรื่องต่างๆ ที่ผมยังติดค้างนั่นเอง) มีทั้งรหัสผ่านของทุกอย่าง หนี้ที่ผมติดคนอื่น จดหมายกล่าวคำขอโทษ จดหมายทวงหนี้ ที่ทวงไปเท่านั้นแหละ เพราะผมเองถ้าประสพความสำเร็จในเรื่องนี้ ผมก็ไม่จำเป็นต้องทวงหนี้ใครอีกต่อไปแล้วก็ตาม ผมจะเอาเงินทองไปทำอะไรในนรกได้ล่ะ

วิธีฆ่าตัวตายนั้นหาได้ไม่ยาก วิธีก็อย่างที่เคยเห็นกันในหนัง ส่วนแหล่งข้อมูล แค่ไปบอกว่าอยากรู้ว่าเขาตายได้อย่างไร ก็จะได้ข้อมูลว่าฆ่าตัวตายอย่างไร

รมควันให้ขาดอากาศตายเสียดีไหมนะ? น่าเสียดายที่ผมไม่มีรถยนตร์ ดังนั้นแผนการนี้จึงต้องจบลง เพราะนี่เป็นหนึ่งในวิธีการที่ไปอย่างสบายที่สุด… เพราะคุณจะคงสติเอาไว้ไม่ได้จนกว่าจะถึงฆาต คุณจะหมดสติตั้งแต่กลางทาง เมื่อออกซิเจนในเลือดของคุณต่ำเกินเกณฑ์ หรือกินยาฆ่าตัวตายดี พาราเซตตามอลก็ฆ่าตัวตายได้แล้ว หาซื้อง่ายขายคล่อง ผลของมันคือทำให้ตับอักเสบ กินมากๆ ซัก 50 เม็ด ตายแน่นอน

ผูกคอตายนั้นออกจะโหดร้ายและทรมาน ผมเดาว่าวินาทีสุดท้ายๆ ของชีวิตก่อนจะตายมันคงจะไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า เจ็บปวด และทรมานอย่างแน่นอน ดังนั้นวิธีนี้ผมจึงขอปฏิเสธดีกว่า ส่วนกรีดข้อมือนั้นก็ไม่สนุกเลย เนื่องจากครั้งก่อนที่ผมประสพเหตุการณ์แบบนี้ผมก็ทำ แล้วเป็นอย่างไรเล่า เจ็บปวดและทุกข์ทน ทรมาน และไม่ตายอีกต่างหาก

อดอาหารหรือน้ำตายน่ะ อยู่ในเมืองยังไงก็ไม่ตายหรอก ยกเว้นแต่ว่าจะถูกจับขังเอาไว้ในห้องลับ ที่ไม่มีทางเข้า และทางออก ตราบใดที่ตู้เย็นในบ้านยังมีน้ำให้ดื่ม เซเว่นยังเปิดอยู่ สุดท้ายคุณก็ทนอดอาหารไม่ได้อยู่ดี

แต่จะว่าไป ผมเองก็ไม่ได้กินข้าวมาจะสัปดาห์แล้วนะ ไม่ใช่ว่าพยายามจะอดอาหารตายหรอก เพียงแต่ว่ากินอะไรไม่ลง กินไปเท่าใหร่สักพักก็ขย้อนออกมาหมดเลยนั่นเอง

ผมโทรไปปรึกษาเพื่อน ผมไม่ได้บอกหรอกว่าผมเตรียมการไว้แล้ว แค่บอกว่าการอยู่ต่อไปมันเจ็บปวดไม่น้อยเลย ไม่แน่ว่าอาจจะง่ายกว่า ถ้าผมจะจบสิ้นทุกอย่างลง ณ ที่นี่

เอ็ม เพื่อนของผมไม่ได้พูดอะไรมาก ราวกับรู้ว่าการสื่อสารกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นใช้เหตุผลไม่ได้อยู่แล้ว (ครับ ถ้าคุณคิดว่าคุณกำลังสนทนากับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่อยากฆ่าตัวตาย อย่าใช้เหตุผลหลักการ หรือศาสนาเข้าช่วยเลยครับ คุณควรจะให้กำลังใจ และหาทางติดต่อจิตแพทย์ เพื่อคู่สนทนาของคุณจะดีกว่า)

“มึงมั่นใจได้ยังไง ว่าถ้ามึงข้ามไปฟากโน้นแล้ว ความเจ็บปวดจะจบลง ไม่มีใครเคยได้กลับมาบอกว่ามันสิ้นสุดพร้อมกับความตาย”

ประโยคนี้อาจจะเป็นประโยคที่เอ็มพูดด้วยเหตุผล แต่ความจริงแล้ว เอ็มกำลังต้องการให้ผมคิดอีกครั้ง ว่าทางเลือกที่ผมเลือกนั้น จะสิ้นสุดลงอย่างที่ผมคาดหวังจริงหรือ

ผมตัดสินใจเลื่อนแผนออกไปสักระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็จนกว่าจะมั่นใจว่าทางนี้คือทางออกของชีวิต

การเวลาผันผ่าน แต่ความเจ็บปวดกลับไม่ลดน้อยลงเลย เสียงกระซิบจากความว่างเปล่าคอยท่าผมอยู่ในตอนเช้า ผมยังไม่ตื่น แค่เพียงพลิกตัวบนที่นอน และเสียงกระซิบนี้ก็มา “แกมันไม่มีค่าอะไรแล้ว แม้กระทั่งคนที่เห็นคุณค่าแกในเวลาที่แกต่ำต้อยที่สุดเขาก็ละทิ้งแกไปเสียแล้ว จะยังอยู่อีกทำไมล่ะ”

เสียงกระซิบนี้เริ่มจะมีอำนาจกับชีวิตผมมากขึ้น จนบางครั้ง ถ้าไม่สนใจในเนื้อหา ผมแยกไม่ออกว่าเสียงกระซิบนี้มาจากคนข้างหลังผมที่เดินตามมา หรือจากสิ่งที่ไร้ตัวตนภายในเซลส์สมองที่ห่างจากหน้าผากผมไปไม่กี่มิลลิเมตร

ผมไล่มัน แล้วมันก็หายไป ผมก็โล่งใจที่มันหายไป… ที่ไหนได้ เมื่อมันพร้อม มันก็กลับมาหาผมใหม่

ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าการใช้ชีวิตต่อไปจะง่ายอย่างที่คิด บางที สิ่งที่ผมเคยคิดเอาไว้อาจจะถูกต้องแล้วก็ได้ ถ้าให้มันสิ้นสุดลงตรงนี้ ก็อาจจะดีกว่า ก็คงจะดีกว่า กับทุกคนรอบตัวผม กับทุกคนในสังคม ภาระหนึ่งคนหายไป ทุกอย่างคงจะง่ายดายและลบเลือนได้อย่างรวดเร็ว

ผมลดการพูดเรื่องอยากตาย เพราะผมเริ่มแน่ใจ และตัดสินใจแล้วว่าทางนี้คือทางที่ดีกว่าจริงๆ ถ้าหากผมหลุดพูดออกไปแล้วมีคนเข้ามาขวางทัน มันคงจะไม่ดีเท่าใหร่นัก เพราะความตั้งใจของผมจะสูญเปล่าทันที

เพื่อนหลายคนพยายามใช้ตรรกะ และเหตุผลต่างๆ กับผม น่าเสียดายที่อาการซึมเศร้าของผมรุนแรงขึ้นมาก ปกติเหตุผลก็ใช้กับผมไม่ค่อยจะได้แล้ว ยิ่งอาการรุนแรงขึ้น ให้ผมนั่งฟังแล้วเข้าหูจริงๆ ก็ยิ่งยาก

ผมตัดสินใจได้แล้วว่าผมจะไม่เป็นภาระของใครอีกต่อไป

วันนี้ อัสสะ จะต้องตาย

ถ้ารอดไปถึงวันอื่น นั่นก็ไม่ใช่อัสสะคนเดิมอีกต่อไป คงเป็นเพียงเปลือกที่เหลืออยู่ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณของผมอีกต่อไปแล้ว

ผมไม่ค่อยแน่ใจเรื่องกินยาพิษ พวกยาฆ่าแมลง ผมยังงงๆ อยู่ว่าไอ้พวกกินยาฆ่าแมลงมันแดกเข้าไปยังไงวะ? มันอ้าปากแล้วฉีดพ่นเข้าปากเหมือนกับยาดับกลิ่นปากหรือไง และผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่าพวกนี้ถึงล้างท้องไปก็ตายอยู่ดี ตายสองรอบชัดๆ ทรมานหลายต่อกว่าจะตาย

ส่วนกระโดดจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็นยอดตึก บลาๆ นี่จบเลย โรคกลัวความสูงไม่ให้ผมออกไปยังทีสูงด้วยซ้ำ ระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่าชีวิตปฏิเสธการออกไปข้างนอกเองโดยไม่รับฟังคำสั่งใดๆ

วิธีที่ง่ายที่สุดคงเป็นการผสมผสาน พาราเซตตามอลซัก 20 เม็ด กับกรีดแผลเดิมอาจจะไม่เลว อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ผมเป็นอิสระจากเสียงภายในหัวของผมเอง และเป็นอิสระจากโลกนี้ด้วย

ผมส่งข้อความไปหาเธอ ผู้ที่ผมรักจนเกินไป ขอให้เธออโหสิกรรมให้ ลาก่อน เธอผู้จากไป เพราะคราวนี้ฉันจะเป็นผู้จากไป ฉันจะจากไป ไม่ใช่จากเธอผู้เป็นที่รัก แต่จากโลก โลกอันโสมมน่ารังเกียจ

และผมก็ล้มเหลวในแผนการ ผมไม่ค่อยอยากจะเล่าอะไรมากนะ แต่อยากจะบอกเหลือเกินว่าถ้าฆ่าตัวตายแล้วไม่ตายเนี่ย ขอตายเถอะ กระบวนการช่วยชีวิตนี่ทรมานไม่แพ้การตายเลย หรืออีกความหมายนึง ผมอยากจะบอกว่า ณ วินาทีที่หมอเอาอะไรต่อมิอะไรมาช่วยชีวิตเนี่ย ทรมานเสียจนอยากจะขอตายตรงนั้น ดีกว่ามีชีวิตให้หมอช่วยกู้เสียด้วยซ้ำ

แน่นอน หมอจัดประเภทผมเป็นพวกเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย และไม่ให้ผมอยู่คนเดียวในโรงพยาบาล… หมอรู้อะไรมั้ย ถ้าโรงพยาบาลจะอยู่ใกล้บ้านขนาดนี้ ผมไม่ฆ่าตัวตายหรอก ไอ้กระบวนการช่วยชีวิต ของหมอเนี่ย ทนมานเสียยิ่งกว่าตอนลงมือเสียอีก

โดยเฉพาะไอ้ท่อยัดปากสองสามวันเนี่ย ถึงวันที่สองจะเริ่มชินแล้วก็เถอะ แต่หมอรู้มั้ย ทรมานชิบหายเลย

ผมกลับมาบ้านสามวันให้หลัง ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน หมออาจจะบอกอะไรบางอย่างกับที่บ้านไว้ ผมนึกว่าทุกคนจะไม่ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว ไม่ปล่อยให้ไปไหนมาไหนคนเดียว เปล่าเลย ที่บ้านผมทำตัวเกร็งๆ เหมือนกับพยายามทำให้เหมือนกับว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ส่วนอุปกรณ์ของมีคมน่ะเหรอ ฮึ หายหมดครัว

หมอบังคับว่าผมจะต้องไปหาจิตแพทย์ เพื่อให้ผมสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้

ผมไม่แน่ใจ ว่าผมอยากจะอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นหรือไม่…

หมอให้รายชื่อสถานพยาบาลมาจำนวนหนึ่ง (เนื่องจากผมบอกหมอว่าโรงพยาบาลที่หมอรักษาผมเนี่ย แพง ผมไม่เข้ารับการรักษาหรอก)

พอแยกจากหมอ ผมก็ขยำกระดาษทิ้ง

อย่างน้อยผมก็ได้อ่านจิตวิทยาของคนฆ่าตัวตายบ้าง (โดนสอดท่อเข้าปากไปไหนไม่ได้สองวันจะทำอะไรนอกจากเล่นเน็ท ซึ่งก็ไม่ง่ายเหมือนกัน)

เอาล่ะ ถึงจะยังไม่ไปหาจิตแพทย์ ตอนนี้ก็พอจะรู้ตัวแล้วว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าคนอื่นเขาฆ่าตัวตายเพราะอะไรกันบ้าง… เพราะเขาเชื่อว่านั่นคือทางออก…. เหมือนกับที่ผมเชื่อ ทางเดียวกันนั่นแหละ รวมถึงบทความยังบอกด้วยว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่สามารถคุยด้วยเหตุผลปกติได้ ควรใช้วิธีที่ให้กำลังใจ และทำให้คิดเองได้มากกว่า

แต่นั่นก็ไม่ช่วยอะไร ผมพลาด และผมยังคงปราถนาจะทำให้มันสำเร็จ จดหมายทั้งสิ้นผมเขียนเสร็จหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรอีกแล้วที่ยังต้องทำต่อ

DISCLAIMER : เนื้อหาดังต่อไปนี้เป็นเพียงนิยาย ตัวละคร และสถานที่ใดๆ ไม่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องจริงต่างๆ บนโลก

My death wishes (คำขอก่อนตาย)

WordPress นี่มันดีจริงๆ เลยนะ ว่าไหม ตั้งเวลาให้ทำการ publish เมื่อใหร่ก็ได้ อย่างน้อยผมก็มั่นใจได้ว่า ข้อความของผมจะถูกแสดงผลในเวลาที่ถูกที่ควร อย่างน้อยก็หลังจากที่ผมทำอะไรไปแล้วก็ตาม

ถึงทุกคน

ผมเสียใจจริงๆ ที่ทุกคนคิดว่าผมเข้มแข็งพอที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ลุกขึ้นยืนด้วยขาของตัวเอง ผมเองเลือกที่จะไม่ลุกขึ้นยืน แล้วทำอะไรโง่ๆ แทน ผมมันก็แค่คนงี่เง่าคนหนึ่ง ที่สุดท้ายแล้วเวลาก็จะพัดพาสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำไป สุดท้ายตัวตนของผมก็จะเป็นเพียงตัวอักษรในอินเทอร์เน็ต ที่ไม่มีใครใส่ใจอีกต่อไป ผมไม่ใช่คนดังที่จะสร้างชื่อให้อยู่บนอินเทอร์เน็ตตลอดไป ผมเป็นเพียงลมที่พัดมา ประเดี๋ยวก็จะผ่านไป คุณค่าของผมคืออะไร ตัวตนของผมคืออะไร ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะจดจำ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ แม้ว่ามันอาจจะทัน หรือไม่ทันผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมยอมรับว่าผมไม่อยากตายนักหรอก แต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างสู้กับมันต่อไป กับจบมันเสียตรงนี้ อะไรจะสบายกว่ากัน ผมคิดมาซักพักหนึ่งแล้ว ตั้งแต่วันที่ผมเดินข้ามถนนแล้วมีเสียงกระซิบที่บอกผมว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้ว ผมไม่มีค่าอะไรในตัวตนของผมอีกแล้ว ให้มันจบเสียตรงนี้ ให้มันสิ้นสุดเสียตรงนี้

ให้ทุกอย่างลบเลือน ถ้าในเมื่อตัวตนของผมไร้ค่านักก็ให้มันหายไป

ใช่ ผมมีอาการของโรคซึมเศร้า และผมคิดว่าผมไม่ได้แค่มีอาการหรอก แต่ผมเป็นเลยล่ะ อาการของโรคซึมเศร้าที่เกิดจากการสูญเสีย… ใช่ ผมสูญเสียสิ่งที่ผมเชื่อมั่น คนที่ผมเชื่อใจยิ่งกว่าชีวิตของผมเองเสียอีก

แน่ล่ะ ผมสูญเสียเธอไป เพราะผมไม่มีค่าพอที่เธอจะจดจำผม ตัวตนของผมมันไม่มีค่าอะไรในสายตาเธอเลย นอกจากหมากตัวหนึ่ง หมากตัวที่หมดประโยชน์แล้วก็ได้เวลาโยนทิ้งไป

ทั้งที่ผมบอกทุกคนเสมอว่าถ้าหากผู้หญิงประเภทนี้แสดงธาตุแท้ออกมา เราก็เพียงควรจะโยนพวกเธอออกไปจากชีวิตของเรา และบอกกับตัวเองว่าเราโขคดีแค่ไหนที่ไม่ถลำลึกไปจนถึงงานแต่งงาน คุณโชคดีแค่ไหนที่เห็นธาตุแท้ของพวกเธอ

แต่ผมกลับเกลียดเธอไม่ลง

ผมอยากจะเกลียดเธอ นังผู้หญิงโกหก หลอกลวง ความสุขที่ผ่านมาเป็นเรื่องจอมปลอมใช่ไหม มันไม่จริงเลยใช่ไหม

แต่ผมก็ทำไม่ได้ เพียงเห็นรูปเธอยิ้ม ผมก็ล้มลง
ขนาดผมควรจะสาปแช่งเธอ ผมกลับอธิษฐานขอให้เธอมีความสุข

ผมมันงี่เง่าแค่ไหนกันนะ

ผมมันไร้คุณค่าจริงๆ แม้กระทั่งทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อก็ยังไม่ได้ ผมเป็นมนุษย์เจ้าเหตุผล ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างต้องมี Logic รองรับ แต่เรื่องนี้ ผมฝ่าหลักการ ฝ่าทฤษฏี ฝ่าความเชื่อของตัวเอง และทำสิ่งที่ผมไม่เคยคิดจะทำมาตลอด

หลายคนถามผมว่าผมรักเธอตรงไหนกัน และผมรักเธอมากมายเพราะอะไร แล้วผมมั่นใจได้อย่างไรว่าเธอคือคนที่ใช่ อีกทั้งผมเคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนไม่ใช่หรือ? ไม่คิดบ้างหรือว่าจะมีผู้หญิงแบบนี้ในอนาคตอีกครั้งล่ะ?

ผมรักเธอตรงไหน … ผมรู้ แต่ผมขอไม่บันทึกมันตรงนี้ ผมขอให้มันอยู่ในใจผม และลงไปข้างล่างนั้นพร้อมกับผม ส่วนผมรักเธอมากมายเพราะอะไร ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน มันเป็นเหมือนความรู้สึกสุข เมื่อได้อยู่กับเธอ เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกันกับเธอ เมื่อได้เชื่อใจในตัวเธอ

ผมเชื่อใจในตัวเธอยิ่งกว่าตัวผมเองเสียอีก ผมรักเธอยิ่งกว่าตัวเองเสียอีก

ผมเป็นคนที่เกลียดตัวเอง เกลียดครอบครัวและสภาพแวดล้อมของตัวเอง
แต่เธอทำให้ผมเปลี่ยนความรู้สึกแบบนี้ เธอทำให้ผมรักตัวผมเอง เพราะเธอรักผม เพราะเธอ ผมถึงมีคุณค่ากับตัวผมเอง ผมถึงเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวของผม

เมื่อครั้งกระนั้น ผมชอบเธอ และผมคิดว่าผมจะไม่บอกเธอ เพราะผมจะขอชอบเธอไปข้างเดียวอย่างนี้ไปตลอด นานๆ ที จะได้คุยกัน ก็คงจะเป็นสุขใจแล้ว
แต่เธอก็เข้ามา ฝ่ากำแพงร้อยแปดพันเก้าและบอกกับผมว่าเธอชอบผม

โลกของผมที่มืดหม่นถูกจุดไฟขึ้นอีกครั้ง

แน่นอน ระยะแรกผมก็ยังลังเลที่จะไว้ใจเธอ ผมกลัว ผมกลัวผู้หญิง ผมกลัวว่าเธอจะทำให้ผมต้องแหลกสลายอีกครั้งหนึ่ง ผมกลัวที่จะไว้ใจคน เพราะผมเคยไว้ใจผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วเป็นอย่างไรเล่า ทุกอย่างพังทลาย ความเชื่อล่มสลาย และผมต้องทนเจ็บเจียนตาย

กาลเวลาผ่านไป และความเชื่อมั่นก่อตัว กำแพงที่กันเธอเอาไว้เริ่มหดเล็กลง และความเชื่อมั่นที่เอ่อล้นไหลเข้ามา กำแพงนั้นไร้ค่าแล้ว กำแพงนั้นสลายไป ผมเชื่อใจผู้หญิงคนหนึ่ง อีกครั้ง

กำแพงที่กันเอาไว้ กำแพงที่มีไว้ เพื่อมิให้ผมต้องใจสลายอีกครั้งหายไปแล้ว แน่นอนว่าถ้าเธอทำให้ผมผิดหวัง ผมย่อมจะใจสลายแน่นอน

ผมเคยคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นเวลาหนึ่งปีที่เราคบกันโดยไม่ได้เจอกันเลย ผมได้เจอกับเธอราวๆ ปีละ สี่ หรือห้าครั้ง เท่านั้นเอง และเธอสอนให้ผมรู้ว่าระยะทาง หรือสถานที่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับการคบกันเลย (แม้ว่าจะจบลงด้วยการเลิกกัน และความจริงแล้วเธอทำงานห่างจากที่เรียนผมไปเพียงสองป้ายรถไฟฟ้าใต้ดินก็เถอะ)

และผมเคยคบกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เวลาหนึ่งปีที่เราเจอกัน แม้ว่าเราจะคบกันไม่ถึงปี แต่การเจอหน้ากันทุกวัน จนหลังๆ กลายเป็นไม่บ่อยนัก แต่ว่าความพันผูกทำให้ผมรักผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน

แต่เธอกลับจากผมไป โดยใช้ยาแรง… เพื่อให้ผมลืมเธอได้ “พี่แบงค์ทำให้หนูตัดสินใจลาออก การคบพี่เป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิต”

สำหรับผม ซึ่งเชื่อมั่นอยู่เสมอในสิ่งที่ตนเองเป็น ผมเชื่อว่าผมเป็นคนดี (ไม่นับในเชิงศาสนา) ผมเชื่อว่าผมเป็นคนดี…. มันเหมือนกับ… ไม่รู้สิ ผมเป็นคนดีจริงเหรอ ผมเป็นอย่างที่ผมเชื่อจริงเหรอ

เธอยอมรับภายหลังว่าเธอใช้คำเหล่านั้น เพื่อให้ผมตัดใจจากเธอได้

ชีวิตของผมผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้ แปลว่าถ้าหากผมจะอยู่ต่อ ผมก็น่าจะอยู่ได้

เพียงแต่ทว่า

ผมเชื่อมั่นว่าถ้าผมอยู่กับผู้หญิงสักหนึ่งคน ผมมั่นใจว่าผมจะไม่มีวันนอกใจเธอ ไม่มีวัน ไม่มีวันที่ผมจะสนใจผู้หญิงคนอื่นจริงๆ (ผมอาจจะชี้ให้เธอดูว่า โอย ดูคนนั้นสิ สวยจัง แต่ก็แค่นั้น) และผมเชื่อ และคาดหวังว่าเธอจะเป็นเช่นเดียวกัน

แน่นอน ผมคงไม่ไปคว้าผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ พร้อมจะเปลี่ยนใจจากผู้ชายง่ายๆ อย่างแน่นอน
ผมจริงจังกับความสัมพันธ์

เธอเป็นเด็กดี เป็นคนดี และนั่นก็ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น เธอไม่มีวันเปิดใจให้ใครเข้ามา แม้แต่กระผีกเดียว

แม้กระทั่งก่อนไป เธอโดนแซวเรื่องถ้ามีผู้ชายคนอื่น แน่นอน ผมทำหน้าบูดไปงั้นแหละ ผมเชื่อว่าเธอไม่มีวันทำ และเธอยังย้ำว่า “พี่โน หญิงจะเอาเวลาไหนไปหาคนอื่น แค่ทำงานกับเรียนก็หมดไปวันๆ แล้ว”

แน่นอน ผมเชื่อสนิทใจ ผมเชื่อยิ่งกว่าข่าวการตายของตัวเองอีกว่านั่นเป็นความจริง

แต่แล้วเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
สัญญาณการบอกเลิกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ไม่อยากรับโทรศัพท์ ไม่อยากคุย ไม่อยากสนทนา ไม่รับรู้

ผมยังเชื่อว่าเธอแค่เหนื่อยเกินไป ผมยังเชื่อว่าเธอแค่พักผ่อนไม่เพียงพอ

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอบอกว่าเธอนอกใจผมแล้ว

เธอคนที่ผมเชื่อมั่นยิ่งกว่าตัวเอง เธอคนที่ผมเชื่อว่าเป็นเด็กดี เป็นคนดี และไม่มีวันเปิดใจให้ใครเข้ามาแม้แต่คนเดียว
เธอคนที่เป็นโลกทั้งใบของผม

โลกของผมพังทลาย และสิ่งที่ผมเชื่อมั่นก็หายไป

ผมได้พบความจริงที่ดีอย่างหนึ่งว่าผมมีเพื่อนเยอะมาก
เพื่อนผมทุกคนต่างเข้ามาทดแทนในที่ของเธอให้ผม แน่นอนว่าเพื่อนแต่ละคนไม่ได้ใหญ่ขนาดจะมาเป็นโลกทั้งใบให้ผมได้ แต่ทุกคนรวมพลังกัน และกลายเป็นโลกทั้งใบให้กับผมชั่วขณะหนึ่ง

ปลาบปลื่้มเหลือเกิน ผมมีเพื่อนดีๆ เยอะเหลือเกิน

แต่ทว่าทุกคนมีภาระ และหน้าที่ ทุกคนคาดหวังว่าผมควรจะลุกขึ้นมาด้วยตัวเองได้ เพราะว่าเพื่อนผมไม่สามารถเป็นโลกทั้งใบให้กับผมได้ตลอดไป ผมจะต้องลุกขึ้นมาเอง อยู่กับโลกที่แตกสลาย และความหวังใจที่ว่างเปล่า

ขอโทษทุกคนจริงๆ ที่ผมไม่สามารถลุกขึ้นมาได้
ในวันที่ทุกคนกลับไปอยู่ในหน้าที่ของตน โลกที่แตกสลายของผมยังคงแตกสลายอยู่อย่างนั้น

ขอโทษป้าเกด ขอโทษป้าทิพย์ ขอโทษแมคกี้ ขอโทษพี่ไบรท์ ขอโทษพีซ ขอโทษแพร ขอโทษฝ้าย ขอโทษแบงค์ ขอโทษที ขอโทษพี่ทราย ขอโทษที่หนู ขอโทษเอ้ ขอโทษทุกคนจริงๆ ขอโทษครับ ขอโทษอีกหลายๆ คนที่คงจะไม่เอ่ยนาม ผมยังจำสิ่งดีที่คุณทำให้ผมได้ทุกคน เพียงแต่ผมไม่แน่ใจว่าคุณอยากให้ผมเอ่ยชื่อในวาระนี้หรือเปล่า

นั่นสินะ ผมเริ่มเขียนมาจนถึงตรงนี้ แล้วก็เริ่มสงสัยว่าสิ่งที่ผมกำลังจะทำมันจะถูกต้องหรือ
ไม่หรอก มันไม่ถูกต้องแน่นอน

พวกคุณไม่รู้หรอกว่าการเป็นผม เป็นนายอัสนี มันลำบากแค่ไหน แน่นอน ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นพวกคุณมันลำบากสักแค่ไหน… ผมค่อนข้างชอบ กับการที่ตัวเองเป็นมนุษย์สมองซีกขวา ทุกอย่างทำงานผ่านรูปภาพ ในสมองถูกเชื่อมด้วยสิ่งเชื่อมโยงระหว่างกัน มันเปรียบได้เหมือนกับการลากจุดแต่ละจุดมาเชื่อมโยงกัน มันคือ World Wide Web ในสมองของผม

แต่ในหลายครั้ง เส้นใยที่ระโยงระยางระหว่างจุดพวกนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ช่างยากลำบากเหลือเกิน ณ ตอนนี้ ณ ตอนที่กำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ เพียงแค่ผมหลับตา ทำใจให้ผ่อนคลาย ผมกลับเห็นเธอ ผมสลัดภาพเธอออกไปไม่ได้ และเมื่อผมเดินบนถนนบางเส้น สถานที่บางแห่ง ผมก็เห็นภาพซ้อนทับ อาการของผมรุนแรงพอประมาณ มันรุนแรงพอที่ภาพในสมองทับภาพความเป็นจริงสนิท หรือถ้าว่าง่ายๆ คือถ้าเดินข้ามถนนอยู่ก็โดนรถชนตายได้นั่นเอง

มันทำให้ผมเกิดคำถามอีกครั้ง ว่าการอยู่ต่อไป จะดีกว่าจบสิ้นทุกสิ่งอย่างตรงนี้จริงหรือ

ผมเคยเชื่อว่าผมมีความพยายามในการเอาชีวิตรอดสูงมาก อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าผมจะตายเป็นคนสุดท้ายของโลก ผมจะไม่ยอมให้อะไรเอาชีวิตผมไปง่ายๆ แต่ตอนนี้ผมกลับคาดหวังจะไม่อยู่บนโลกนี้อีกต่อไป

ผมกำลังเดินในทางที่ผิด และผมคาดหวังว่าใครจะช่วยผมได้
ที่แน่ๆ คืนนี้อัสนี จะต้องตาย

ถ้ารอดชีวิต นั่นก็ไม่ใช่อัสนีอีกต่อไปแล้ว
ไม่ใช่ผมอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ผมคนที่มานั่งเขียนอะไรไร้สาระอยู่ตรงนี้

หรืออาจจะตายไปด้วยกันทั้งหมดก็ได้

บล็อกนี้ถูกเปิดสู่สาธารณะในเที่ยงคืนของวันใหม่ 8 สิงหาคม ครบรอบวันที่เธอไปออสเตรเลียได้ 60 วันพอดี หกสิบวันที่เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น หกสิบวันที่ผมฆ่าตัวเองตลอดมา ไม่น่าเชื่อเลย ผู้หญิงที่ผมรัก และไว้ใจยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองจะมีคนอื่นในเวลาที่ไม่ถึง 60 วันด้วยซ้ำไป
จริงๆ ถึงเธอจะมีคนใหม่หลัง 60 วัน ก็ยังคงทำใจไม่ได้อยู่ดีนั่นล่ะ

ผมถามพระเจ้า ถามเหมือนกับที่โยบถามพระเจ้า
ทำไมถึงต้องเป็นข้าพระองค์
แต่ผมแตกต่างจากโยบ ผมไม่ใช่คนที่ดีพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า ผมไม่รู้ว่าบาปผิดอะไร ที่ทำให้ผมต้องกลายเป็นแบบนี้
แต่ผมก็ยังคงถาม ทำไมต้องเป็นข้าพระองค์
ผมยังคงไม่ได้รับคำตอบ
เอาเถอะ ผมจะลองถามพระเจ้าดู ถ้าพระองค์ไม่เบือนพระพักต์หนีผมไป
แม้พระองค์อาจจะไม่ตอบ
ผมก็จะร้องถาม
ทำไมถึงต้องเป็นข้าพระองค์

พนันกับผมไหม พนันกับยมบาลไหม ว่านี่ถึงเวลาของผมแล้วหรือยัง

จริงๆ ผมเขียนบล็อกนี้มาหลายครั้งแล้วล่ะ แต่ทุกครั้งก็ดูเหมือนว่าคุณค่าของมันก็ลดน้อยลง คุณค่าของการมีชีวิตสำคัญกว่าอยู่เสมอ แต่ถ้าคุณเห็นบล็อกนี้…. ก็คงแปลว่า 1) ผมลืมเอามันออกไป 2) ผมให้น้ำหนักของการมีชีวิตอยู่ลดลง หรืออาจจะไม่ให้น้ำหนักกับมันแล้วล่ะ

มันคงไม่สอดคล้องทั้งหมดในนี้ บางอย่างอาจจะกระโดดจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่ามันถูกเขียนซ้ำหลายครั้ง ลบหลายครั้ง และเพิ่มเติมอีกหลายครั้งจริงๆ

ผมพยายามทำให้เวอร์ชันสุดท้าย เรียบเรียงเรื่องไปข้างหน้าแล้ว แต่ก็พบว่าผมคงไม่สามารถทำได้

จริงๆ จะมีอีกบล็อกหนึ่ง นับจากนี้อีก 15 วันจะถูก publish เช่นกัน
ในนั้นจะมีสิ่งที่ผมอยากจะฝากให้ใครสักคนทำให้
ติดต่อที่บ้าน เบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน จัดการภาระหนี้สิน พาสเวิร์ดของทุกอย่าง แผนการที่ทำค้างอยู่ จะเรียกว่าพินัยกรรมก็ได้กระมัง

ผมหวังว่าผมจะได้กลับมากดให้มันไม่ถูกยกเลิกกำหนด publish
แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่อยากกลับมาแก้ไขอะไร ไม่ต้องกลับมาก็ได้ เพราะถ้าข้ามฟากไปฝั่งนั้นแล้ว ผมก็คงไม่ได้กลับ

ถึงเพื่อนคนที่ไม่ขอเอ่ยนาม
กูรู้ มึงบอกว่ากูไม่ต้องสัญญาว่าจะมีชีวิตต่อไป แค่แสดงให้เห็นว่ากูยังมีชีวิตอยู่ได้ ก้าวข้ามไปแดนฝั่งนั้นแล้วจะดีเหรอ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้กลับมาเล่า ถ้ากูข้ามไปฝั่งนั้นแล้วกูเปลี่ยนใจกูจะกลับมาก็ไม่ได้แล้ว

กูขอโทษจริงๆ กูทำให้ทุกคนผิดหวัง
ผิดหวังที่เชื่อว่ากูจะผ่านมันไปได้
กูผ่านมันไปไม่ได้

ช่างเถอะ
ทุกอย่างมันจบลงแล้ว
ให้มันจบลง ทุกอย่างนั่นแหละ
ตลอดกาล ตลอดไป

ช่วยผมด้วย
ช่วยผมจากตัวผมเองด้วย
ได้โปรด
ผมพูดจริงๆ
ช่วยผมด้วย

เจ้าสาว เจ้าสาวแสนสวยของข้า เจ้าอยู่ ณ ที่ใด เจ้าสาวแสนสวยของข้าพเจ้ามิได้อยู่ที่นี่ ที่ดินแดนคนเป็น
นางโบกมือเรียกข้า กลิ่นมธุรสที่ข้อมือนางช่างหอมหวลนัก แม้นหน้าผากของนางก็สดใส ขาของนางสุกสกาวราวกับทองสัมฤทธิ์ รูปร่างของนางประหนึ่งผลงานเอกของช่างปั้นหม้อ นางมิได้อยู่ที่นี่ ในแดนคนเป็น ที่ๆ นางอยู่มิได้มีผู้ใดไปแล้วกลับมา เว้นแต่ท่านผู้นั้น เออ ท่านผู้นั้นที่ชนะความตาย
ตาของข้าแดงก่ำ ข้าร้องเรียกนาง แต่ไปไม่ถึง ข้าเอื้อมมือหานาง แต่มิได้สัมผัส
กลิ่นมธุรสยังคงติดอยู่บนจมูกของข้า

ข้ายืนอยู่ในแดนคนเป็น และหาทางพานางมาสู่แดนคนเป็น เออ หาทางทำให้นางกลายเป็นผู้ที่ออกจากแดนคนตายด้วยคำสรรเสริญ แต่ข้าก็พลาดเสีย ข้าเหมือนนกปีกหัก แม้แต่ผู้ที่เล็กน้อยก็ดูถูกข้า และกล่าวว่า ดูเขาเถิด ชายผู้เย่อหยิ่ง เขาคิดจะเปิดช่องจากแดนคนตาย และเขาก็ล้มเหลว เจ้าสาวของเขาอยู่ที่ใดเล่า นางอยู่ในแดนคนตาย หากเขาจักแต่งงานกับนาง จะมีทางใดเล่านอกจากตายตามนางไปเสีย

หากนางไม่สามารถกลับมาสู่แดนคนเป็น ข้าจะต้องตาย
หากข้าตาย ข้าจักได้พบนางไหมเล่า
ดูเถิด ข้าตีอกชกลมพลางกล่าวถึงความบาปของข้า แต่ไร้ผู้ฟัง ดังนั้น ข้าจะก้าวสู่แดนคนตาย เพื่อเจ้าสาวของข้า หากเพียงข้าคงมิได้กลับมาจากแดนมรณา ข้าจึงเขียนจดหมายเชิญพวกท่าน แม้นไม่คิดจะเชิญพวกท่านสักผู้หนึ่งผู้ใด

ดูเถิด ข้าจะลงไปสู่แดนคนตาย และพวกท่านก็ห้ามข้าเสียมิได้
ข้าเสียสติไป เมื่อยามข้ามีชีวิตอยู่ และพวกท่านก็ประเมินข้าสูงไป พวกท่านประเมินว่าข้าจะชนะ แม้แต่ยมบาลก็พนันขันต่อว่ายังไม่ถึงเวลา
แต่ข้าก็จะข้ามไป

ข้าไม่เหลือสิ่งใดผูกพันอีกต่อไปเสียแล้ว ถ้าท่านอยากจะลองหยุดข้าก็ลองเถิด เพราะข้าพเจ้าเองก็กลัวความตาย หากท่านยับยั้งข้าได้ ข้าจะถือว่าข้าได้ตายไปแล้วและเป็นหนี้พวกท่าน เออ ข้าจะไม่พยายามไปหาเจ้าสาวของข้าก่อนถึงเวลา

แต่หากไม่มีผู้ใดในพวกท่านยับยั้งข้า หรือล้มเหลว ข้าก็จะถือว่านี่เป็นความบาปที่ข้าได้ก่อไว้ บาปที่เหมือนไฟลุกขึ้น และเผาผลาญข้าเสียสิ้น ดุจทองสัมฤทธิ์ท่ามกลางไฟในเตา ข้าพเจ้าจะทนอยู่ได้อย่างไรเล่า

ได้โปรดรีบเร่งมาช่วยข้า ก่อนที่ข้าจะไม่สามารถหันกลับได้อีกต่อไป

ผมพบว่าพวกเธอมีมากกว่าหนึ่งคนบนโลก ผมพบว่าพวกเธอน่าหลงไหล แม้ว่าภายนอกจะเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วพวกเธอล้วนแตกต่างกัน เมื่อกระเทาะเปลือกนอกเข้าไป พวกเธอนั้นล้วนแตกต่าง แน่ที่เดียว คนบนโลกจะเหมือนกันไปหมดได้อย่างไรกันเล่า

ผมใช้ชีวิตอยู่กับเธอ คนล่าสุด…. ใช่ คนที่ขายวิญญาณให้กับซาตานอีกคนหนึ่ง และจำต้องมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ทว่าผมพบความจริงว่าเมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน หน้ากาก… ไม่สิ เปลือกนอกของเธอกลับหายไป ผมสามารถเห็นตัวตนแท้จริงของเธอได้

เธอเป็นสาวงาม น่ารัก หุ่นดี ตัวสูง แต่ไม่ใช่ว่าเธอมีดีแค่เพียงภายนอกอย่างเดียว ข้างในจิตใจเธอช่างงดงาม แม้ว่าผมจะไม่มีปัญหาอะไรกับการที่ผู้หญิงจะกล่าวคำผรุสวาท แต่เธอไม่เคยกล่าวเลยสักครั้ง

ผมไม่เคยได้ยินเธอหยาบคายเลยสักครั้งตั้งแต่ผมเริ่มใช้ชีวิตอยู่กับเธอมา

พื้นฐานชีวิตของเธอนั้นแตกต่างกับผมอย่างสิ้นเชิง ผมอยู่ในครอบครัวที่เป็นคนเมือง ชีวิตในห้างติดแอร์ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ราวกับว่าถ้าชีวิตผมถูกแดดแผดเผา ผมคงละลายกลายเป็นน้ำ

ส่วนเธอ สาวผู้ขายวิญญาณ เธอเป็นคนบ้านนอก… อาจจะฟังดูแย่ งั้นเอาใหม่ เธอเป็นคนต่างจังหวัด ชีวิตนอกบ้าน นอกห้าง ภูเขาและทะเล เป็นชีวิตของเธอ ราวกับว่าเธอเป็นโซลาร์เซล์ที่ต้องได้รับแสงอาทิตย์ตลอดเวลา เพื่อเติมเต็มพลังของเธอ

วันหนึ่งเราไปอัมพวาด้วยกัน ผมชี้ให้เธอดูว่าดูสิ คนเมืองเขามาเรียนพับใบตองด้วยนะ

เธอตอบผมเสียงเรียบว่าของแค่นี้เธอก็ทำได้ เธอถูกยายดูแลมา เธอเรียนรู้ที่จะทำเรื่องพวกนี้โดยไม่ต้องมานั่งเรียน

วันหนึ่ง ผมถามเธอว่าครอบครัวเธอฐานะดี แตกต่างจากคนต่างจังหวัด… รวยกว่าผมเสียอีกนะ ว่าแต่พ่อเธอเงินเดือนเท่าใหร่ ผมคาดหวังว่าคงจะเป็นเกรดแนวหน้าค่อนกลางของคนเมือง สามสี่หมื่นบาทสำหรับต่างจังหวัดก็ถือว่ามากมายมหาศาลแล้ว

แปดหมื่นเก้าพันบาท…. เธอตอบผมเสียงเรียบเช่นเคย ส่วนผมตกใจอย่างแทบสิ้นสติ

หา! เอ่อ…. พ่อเธอเงินเดือนเท่าใหร่นะ แปดหมื่นเก้าพันบาท…. นี่มันเศรษฐีต่างจังหวัดแล้ว โอ ไม่ต้องกังวลแล้วว่าอนาคตทางบ้านเธอจะมาขอเงินแน่นอน

แต่ดูเหมือนซาตานจะมีภารกิจให้กับเธอ…

ให้เธอไปยังแดนห่างไกล แดนที่ชื่อว่าออสเตรเลีย


สิงหาคม 2012
อา พฤ
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.