Archive for สิงหาคม 2012

เธอออกจากประเทศไทยไปได้สองเดือนแล้ว ทั้งที่เดือนแรกช่างยาวนาน คืนและวันแห่งความทรมานที่ทุกข์ทนกลับยาวนานไร้การสิ้นสุด แต่เมื่อวันหนึ่งเธอบอกว่าเธอไม่ต้องการผมอีกต่อไป

เราไม่ได้คุยกันมาเดือนหนึ่งแล้วเหรอ?… ไม่หรอก แค่เกือบๆ เดือนเท่านั้นล่ะ คงราวๆ 20 วัน

ช่างเป็น 20 วันที่ยาวนานและสั้นแค่เพียงคำ

มันยาวนาน และไร้ที่สิ้นสุด กับความทรมาน

และมันสั้น เพราะทุกวันที่ผ่านไปไม่เคยได้รับการจดจำ

ชีวิตแบบนี้อยู่ก็เหมือนกับตาย

ไร้ค่า ไร้ความหมายยังไงก็ไม่รู้

“เธอต้องมีเพื่อนไว้นะ เพราะในวันที่ถ้าการเลิกกันมาถึง คนที่จะอยู่ข้างเธอคือเพื่อนเธอ ไม่ใช่ฉัน”

ผมบอกกับเธอ เมื่อตอนที่เรากำลังจะคบกัน ผมไม่ต้องการให้เธอมีผมเป็นโลกของเธอ และแตกสลายไปในวันที่ทุกอย่างจบสิ้นลง…. สองปีผ่านไป ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด เพราะเธอคือคนที่ไม่ต้องการผม และ… ผมไม่มีเพื่อนเลย

แน่นอน เพื่อนผมน่ะมีเยอะแยะ… เพียงแต่ว่ามาตรฐานการเรียกใครสักคนว่าเพื่อนของผมน่ะ มันงี่เง่าสิ้นดี (ไม่ใช้คำว่าสูงส่งหรอกนะ อวดตัวเกินไป)

ผมมีเพื่อนน้อย และผมเชื่อในคุณค่าของการคัดเฟ้นคนที่เป็นเพื่อน ว่าเราสามารถใส่ใจเพื่อนเราทุกคนได้ และเราอยากจะใส่ใจเขา ไม่ใช่คบเป็นเพื่อนแต่ไม่เคยรู้จักกันเลย ไม่แม้กระทั่งคุย หรือได้ข่าวคราวจากที่ใดด้วยซ้ำ

ในวันที่เธอไม่ต้องการผม ผมกลายเป็นภาระให้กับคนรอบตัว

ผมลุกขึ้นเองไม่ได้ และผมเองถ้าว่ากันตามตรงผมก็ไม่ได้อยากลุกขึ้นมากนัก ถ้าพูดให้ถูกคือผมไม่อยากยอมรับความจริง ผมไม่อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมอยากให้ทุกอย่างเป็นเพียงฝัน และสิ้นสุดเมื่อมันตื่นขึ้น แต่มันแย่หน่อยตรงที่ว่าแม้กระทั่งฝันผมก็ยังเห็นเธอ เห็นเราเดินไปด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน แล้วพอตื่นขึ้นมา ความจริงกลับกลายเป็นฝันร้าย หลอกหลอนและก่อกวนชีวิต เข้าขั้นรบกวนชีวิตปกติเสียด้วยซ้ำ

ผมรบกวนแม้กระทั่งพี่สาวของเธอ, เด็ก ป๔ และ น้องฝึกงานที่มาฝึกที่บริษัทเมื่อปีที่แล้ว

ผมมันเป็นได้แค่ภาระจริงๆ

แต่แล้วน้องฝึกงานก็ได้บอกผมมาว่า

“ไม่หรอกพี่ อย่าคิดอย่างงั้น คนที่เค้าคิดว่าพี่เป็นภาระเค้าไม่นั่งฟังพี่หรอก แต่คนที่รับฟังพี่ พีซว่าเค้าห่วงและก็รักพี่น๊าา”

นั่นสินะ เพราะในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดแสนสาหัส และมหัศจรรย์ในแง่ของความเป็นมนุษย์จริงๆ

ผมสูญเสียเธอไป โลกของผมว่างเปล่า ไร้ค่า และหมดหวัง แต่แล้วเพื่อนๆ (ที่ผมไม่เคยจะนับพวกเขาเป็นเพื่อน ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ) กลับมาช่วยอุดเติมเต็มช่องว่าตรงนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ (และเป็นการบังคับผมทางอ้อมว่า “ถ้ามึงจะยังล้มอยู่อีกนาน พวกกูก็มีภาระต้องกลับไปทำ จะไม่มีใครมาช่วยอุดช่องว่างนี้ตลอดไปได้หรอกนะ ลุกขึ้นมาเองซะ”)

บางคนเขาเห็น แต่เขาก็รู้ตัวว่าไม่สนิทพอที่จะปลอบผมได้ แต่เขาก็ยังติดตามและเป็นห่วง หลายคน เข้ามาปลอบ (ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ทั้งวิธีที่ผมชอบ และผมเกลียด) หลายคน เข้ามาช่วยพยุง แม้จะรู้ว่าผมยังไม่อยากลุก หรือไม่พร้อมที่จะลุกขึ้นมา

ผมว่าผมต้องไปนิยามคำว่าเพื่อนใหม่เสียแล้วล่ะ

เพราะในขณะที่ผมไม่เคยเห็นพวกเขาเป็นเพื่อน เขาก็เห็นผมเป็นเพื่อน และให้ความช่วยเหลือผมในยามที่ลำบาก

ผมมันงี่เง่า เพื่อนผมมีเยอะแยะ แต่ผมไม่เคยจะทำดีต่อพวกเขาเลย

ขอโทษนะ ขอบคุณนะ

รักพวกแกนะ รักมึงนะเว้ย

ขอบคุณนะ

ผมยอมรับว่าผมเป็นคริสเตียน และในบางครั้ง ผมก็เป็นพวกอเทวนิยม ที่เชื่อถือในวิทยาศาสตร์มากกว่าพระเจ้า อาจจะเป็นเพราะในหลายๆ ครั้ง วิทยาศาสตร์มันจับต้องได้ง่ายกว่า ลื่นมือ และทำความเข้าใจได้มากกว่าศาสนา

คุณรณฯ เคยบอกว่า ศาสนา วิทยาศาสตร์ และปรัชญา เป็นคำตอบของชีวิต โดยที่แต่ละอย่างก็จะมีตัวแปรที่แตกต่างกันไป (โปรดนึกภาพโลโก้ช่องเจ็ดสี ที่แต่ละวงแทนด้วยศาสนา วิทยาศาสตร์ และปรัชญา และตรงกลางเป็นส่วนที่รวมสามวงเอาไว้ด้วยกัน) แน่นอนว่าแต่ละอย่างย่อมแตกต่างกันไป หลายๆ ครั้งที่จะอยู่ด้านตรงข้ามอย่างสุดซึ่ง

ในสามอย่างนี้ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะเราใช้ผลไปหาเหตุ (ใช่ครับ วิทยาศาสตร์เราใช้ผลไปหาเหตุทั้งนั้น เราเห็นผลแอปเปิลตกลงบนพื้นโลกเป็นพันล้านรอบ จนมีซักคนคิดเหตุว่าแรงโน้มถ่วงมีตัวตนอยู่จริง)

จากการที่วิทยาศาสตร์นำผลที่เกิดขึ้นไปหาเหตุ ทำให้หลายครั้งเรายังหาคำตอบไม่ได้ (วิญญาณคือพลังงานในรูปแบบใด? ทำไมถึงมีจิต และความคิดอยู่ในตัว?)

ศาสนาเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากกว่าวิทยาศาสตร์ และต้องใช้ศรัทธา บางครั้ง เราต้องปล่อยให้ศรัทธาปิดบังตัวเรา ถ้ามองในแง่วิทยาศาสตร์ เราอาจจะปิดกั้นคำตอบของจริงด้วยสิ่งที่เราเชื่อก็เป็นได้ แน่นอนว่าหลายครั้งวิทยาศาสตร์ก็อยู่ตรงข้ามกับศาสนา รวมไปถึงการตีความที่ยากเย็น บางครั้งมนุษย์เราก็ทำในสิ่งที่ศาสนาไม่ได้สั่ง แต่เราตีความกันไปเอง (ล่าแม่มด?)

สำหรับหลักปรัชญานั้น เหมือนจะอยู่ข้างเดียวกับวิทยาศาสตร์ และก็มองแบบหลักศาสนา แม้ว่าปรัชญาส่วนใหญ่จะไม่ได้บอกเรื่องชีวิตว่าเรามีกี่ชีวิต วนเวียนว่าตายเกิดหรือมีชีวิตเดียว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะให้เรามีความสุขกับชีวิตปัจจุบัน ถ้าไม่ได้มองว่าการเวียนว่ายตายเกิด เป็นตัวเรา แต่ไม่ใช่ตัวเรา ก็อาจจะมองว่าเรามีชีวิตเดียวก็ได้ ให้ทำสิ่งที่เป็นสุขที่สุด (คล้ายศาสนา)

หลังจากนอกเรื่องไปไกลกับมาบ้างก็ดีนะ

ในหลายๆ ครั้ง พระคัมภีร์ มักจะบอกเสมอ ว่าพระเจ้าทรงทราบอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ทรงทราบว่าเรา หรือบุคคลใดๆ จะทำให้พระองค์ผิดหวังหรือไม่ แต่พระองค์ก็ยังทรงหวังว่าเราจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง (และเราก็ทำเสมอ)

ในบางแง่ เราอาจจะมองได้ว่าพระเจ้าอยู่เหนือกาลเวลา คือพระองค์มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต และตระหนักรู้ล่วงหน้าเสมอ แต่แม้พระองค์จะรู้ล่วงหน้า พระองค์ยังทรงหวังใจว่าเรา ‘อาจจะ’ กลับใจ

นี่อาจจะเป็นอีกอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่เหนือกาลเวลา แต่ดำเนินตัวตนไปตามเส้นแกนเวลาก็ได้

คือตราบใดที่เวลายังไปไม่ถึง พระองค์ยังคงหวังใจเสมอว่าเราอาจจะกลับใจ เราอาจจะเปลี่ยนแปลงได้

แม้ว่า ‘พระเจ้า’ รู้จักเราดี ว่าเราคงจะไม่กลับใจ หรือเห็นอนาคต ว่าเรากระทำบาป

แต่พระองค์ยังทรงหวังใจ

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน บรรยายต่อไม่ถูก

ถ้าเป็นผม ผมรู้จักคนๆ หนึ่ง รู้จักนิสัยดี และเห็นภาพอนาคตที่เป็นเหตุเป็นผลกันว่าเพราะเขาทำตัวแบบนี้ จึงได้รับผลแบบนั้น ผมคงจะไม่มีความหวังใจว่าคนๆ นั้นจะกลับตัว

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าผมรู้จักคนหนึ่ง ชอบฆ่าสัตว์ตั้งแต่เด็ก เริ่มตั้งแต่แมลง ไปจนถึงหนู แมว หมา บางครั้งก็สัตว์ที่ใหญ่ขึ้นมาบ้าง แล้วผมเห็นภาพนิมิต ว่าวันหนึ่งเขาฆ่าคน ผมจะหวังใจไหมว่าเขาจะไม่ฆ่า…. นั่นสินะ ผมก็อาจจะหวังใจ และหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นก็ได้

ผมเขียนมานี่ ผมก็เริ่มไม่มั่นใจในสิ่งที่ผมเขียนเสียแล้วสิ งั้นจบแค่นี้ดีกว่า

เคยสงสัยแล้ว การแต่งงานมันคืออะไร? แล้วทำไมคนเราถึงแต่งงานกัน

ผมไม่พูดในแง่ว่าเพราะเราสืบทอดวัฒนธรรม หรือแต่โบราณกาลมา เราอยู่ในสังคมที่แตกต่างไปจากปัจจุบัน ก็แล้วกัน เพราะผมเองก็ไม่ได้สนใจตรงนั้นซักเท่าใหร่หรอกนะ… แต่สิ่ง…. จะว่าไป ตรงนี้ก็แค่สิงที่ผมคิดเท่านั้นแหละ คงพูดยากว่าสิ่งที่ผมคิดมันถูกต้อง หรือผมวิจัยมาดีแล้ว เพราะทั้งหมดนี่ก็แค่สิ่งที่ผมคิด มันก็เท่านั้น

ผมเคยเชื่อว่าการแต่งงานคือการที่เรามั่นใจในใครสักคน… มั่นใจว่าเราจะอยู่กับเขาจนกว่าสิ่งที่เลวร้ายจะพลัดพรากเราออกจากกัน (ชู้? ตาย? หรือหนี้สิน บลาๆๆ) แน่นอนว่าสำหรับผมแล้วหนี้สินคงไม่มี (เพราะโชคดีที่ไม่ติดเหล้า ไม่เล่นการพนัน ถ้าจะมีคงเป็นเปิดธุรกิจแล้วเจ๊ง) ส่วนชู้ผมไม่มีแน่นอน คงเหลือแค่ความตายเท่านั้นล่ะ

ผมเชือว่าถ้าผมรักใครสักคนหนึ่ง และผมมั่นใจว่าเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เมื่อทุกอย่างเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นว่าด้วยอายุ การเงิน หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ก็คงจะแต่งงาน

ผมเคยเชื่ออย่างนั้น

จนกระทั่งคนที่ผมคิดว่าผมจะแต่งงานด้วยใช้ไม้ตายไล่ให้ผมออกจากชีวิตเธอ… โอเค ไม่ดราม่า ตรงนี้เราจะไม่พูดถึงว่าเป็นยังไงต่อ เอาเรื่องคนอื่นมาพูดต่อดีกว่า

ผมเห็นคนๆ นึง ไม่เชิงรู้จักหรอก ผมรู้จักเขาข้างเดียวน่ะ เขามีแฟน รักมาก ล่าสุดก็เลิกกันไปแล้ว และกลับไปคบกับคนนึงที่เขาเคยรู้จักกัน เคยชอบกันละมั้ง สิ้นปีนี้จะแต่งงานกันแล้ว เฮ้ย คบกันแค่ไม่กี่เดือนเองนะ

“แบงค์เอ๊ย เขาเป็นผู้ใหญ่ เขาพร้อมหมดแล้ว” คำพูดของพี่ที่เล่าให้ฟังว่าทำไมผู้ชายคนนั้นเลิกกับผู้หญิงคนนึง แล้วไปคบกับอีกคนนึง ไม่กี่เดือนก่อนจะแต่งงานกัน

… ผมก็เริ่มสงสัย ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ผมเชื่อมา มันก็แค่เรื่องไร้สาระหรือเปล่านะ

ความจริงแล้ว คนที่เราจะแต่งงานด้วย คือคนที่เป็นแฟนเราตอนที่เราพร้อมแล้วหรือเปล่านะ

แปลว่าเราใกล้ๆ จะพร้อมแล้วค่อยหาแฟนดีกว่าเหรอ?

เพราะถ้ามีก่อนหน้านั้น แล้วอยู่ไม่ถึง มันก็เจ็บเสียเปล่า

ไม่รู้สินะ… ไม่รู้อะไรเลย

ผมแค่… อยากจะแต่งงานกับเธอ….


สิงหาคม 2012
อา พฤ
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter