Archive for ธันวาคม 2012

Yes, I’m nerd. Geek and Nerd are best fit for me. It described all about how I responses to thing surround me, how I lived my own life. And yes, I had some wound. Some thing about bullied.

I used to be completely Nerd. I had no existsence to anyone and that’s quite a pain in a teenager ass. And that’s how I was wrong about myself. I’d rather do anything to get some respect, friends and existence. It normal thing teenager do in their life, only thing was wrong are YOU. It was wrong because I counted all of YOU in ‘friends’ checklists. I supposed to made friend with anyone but YOU.

You made me a stupid joker anywhere I went. At first it fun because at leasts someone on this planet felt my exists and accept it. Later it quite …. I don’t know how to described this in positive. I was bullied. If you couldn’t blame something for whatever that happened. It must be my ‘something wrong because of me’

Well, that’s why I faded myself from church, from your ecosystem.

A decade later I nearly forgot why I was lost. I came back and try to recover what lost, restore something that remain and making a new ‘ME’.

And yes, You and I haven’t met in person for nearly a decade. 9 years if I count it right. And what you’ve done just reminded me why I was the one who left.

You just start bullying me again. Yes, even a decade couldn’t change you kick ass behavior. You’re fucking idiot and stir my hatre again. Whatever I forgot became clear to my eyes.

I’ve sworn I’d never go to church in any Sunday (if not neccessary/urgently). Other six day is fine because you’d never visited church but No, never will on Sunday unless someone I care getting marry or die.

If you still alive I promised you’ll never met me. Never in this decade, never until 2023 and if you still doing the same way I promises I’ll double it for another two decade. Hell yeah!

I’m neither your toy, nor friend. I’ve never been friend with any of YOU.

Sincerely,

Asani Viriyaakavuthi
Man never been your friends

อ่าน Spider Man 700 จบแล้ว ถือเป็นการปิดตำนาน Spider Man ตลอดหลายสิบปีในความทรงจำใครหลายๆ คน

เนื้อหาสปอยล์จะใส่ Text สีเดียวกับแบคกราวด์

เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้

ใน Spider Man 699 ปีเตอร์โดน Doc Octavious ทำการสลับจิตกันด้วย Octo-Bot ที่โผล่มาบ่อยๆ ช่วงหลังๆ ร่างกายของ Doc Oct นั้นใกล้ตายแล้ว (ตั้งแต่ Event – End of earth) และทั้งคู่สามารถอ่านความทรงจำของอีกฝ่ายในสมองได้ ดังนั้นเมื่อไปอยู่ในร่างปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ด๊อกออกโต้ก็ทำเกรียนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปล้นธนาคาร บลาๆๆ เอาเป็นว่าช่างแม่งเถอะ

ทีนี้ด๊อกออก ย่อมมีแผนการอันชาญฉลาดมากมาย ปีเตอร์ปาร์กเกอร์เลยแอคเซสเข้าสมองซะ เย็ดเข้ มีแผนเรียกพวกผู้ก่อการร้ายระดับ Super Villian มาช่วย สรุปว่าก็หนีออกไปได้

พอเล่ม 700 ด๊อกออกที่อยู่ในร่างปีเตอร์ปาร์กเกอร์ก็สวมรอยเป็นปีเตอร์ ม่อ MJ ซะ (Marry Janes Watson) ด๊อกออก (ที่เป็นปีเตอร์) ที่ใส่แขนแปดแขนก็บุกสถานีตำรวจไปเอาของพวกตัวร้ายที่เก็บเอาไว้ออกมา

ทีนี้ก็นั่ง Reverse เครื่อง Octo Bot เพื่อหาทางสลับร่างกลับ

ตอนใส่แขน (ก่อนไปบุก) ตายไปหนนึง วิญญาณลอยไปสวรรค์ เจอกับคนที่ตายไปแล้วอย่างเกวน และพ่อ และพ่อแม่ และเซเบิล และลุงเบน แหม่ ลุงเบนนี่ตายไปแล้วโผล่มาบ่อยนะครับ แต่หล่อทุกทีเลย

ตอนหลังก็กลับไปสู้เอาร่างตัวเองกลับ และปิดฉากตำนานอเมซซิ่งสไปเดอร์แมน 700 เล่มครับ ปีเตอร์ในร่างด๊อกออกกลับเข้าร่างไม่ได้เพราะชุดสไปเดอร์แมนใส่คอร์บอนนาโนเดียมอะไรไม่รู้ล่ะ ทำให้หุ่น Octo Bot จิ้มเข้าสมองเพื่อย้ายร่างกลับไม่สำเร็จ แล้วความทรงจำปีเตอร์ทั้งหมดถูกแทนด้วยร่างของด๊อกอ๊อก เลวร้ายมาก นั่นทำให้ด๊อกออก (ในร่างปีเตอร์) ตัดสินใจว่าจะเป็นสไปเดอร์แมนต่อไป ในชื่อว่า Superior Spider Man

สรุปว่าร่างยังเป็นปีเตอร์ แต่สไปเดอร์แมนไม่ใช่ปีเตอร์ปาร์กเกอร์แล้ว

ไม่อ่านต่อแล้ว ลาขาด มาร์เวล นายทำเราเจ็บตั้งแต่ย้อนเวลาไม่ให้ปีเตอร์กับเอ็มเจแต่งงานกันแล้ว

ถ้าเฮีย Lucaman ไม่สปอยล์ จะไปทำลง Comics66

ผมรู้ว่าหลายคนเบื่อหน่ายกับผมแล้ว ไอ้หมอนี่มันบอกอยากจะลุกขึ้นมา อยากจะขอบคุณทุกคน แต่แล้วมันก็เอาตัวเองจมลงไปในบ่อน้ำแห่งความมืดมิด สำลักความทรมานที่ขาดอากาศหายใจ แล้วก็ขึ้นมาสูดอากาศหนึ่งที ก่อนจะกดหัวของตัวเองลงไปอีกครั้งเพื่อที่จะทรมานตัวเองต่อไป ทุกคนยื่นมือเข้าไปช่วย แล้วมันก็ทำท่าเหมือนจะจับมือลุกขึ้นมา แต่สุดท้ายก็แค่จับตามมารยาทก่อนที่จะเอาหัวตัวเองลงไปขาดอากาศจนเกือบตายอีกครั้งในน้ำ

ผมรู้ว่ามันงี่เง่า และถ้าเป็นผมเองตอนปกติ ผมก็คงจะด่าอย่างไม่สิ้นสุดกับความงี่เง่าแบบนี้เหมือนกัน

ผมลองหลายวิธีแล้ว ผมรู้จักตัวเอง และเนื่องด้วยรู้จักตัวเอง ผมถึงลองหลายๆ วิธี ที่ผมคิดว่ามันจะได้ผลสำหรับตัวผมเอง

ผมหวัง (แค่หวัง) ว่าจะมีสักวันหนึ่งที่ผมจะพบกับสิ่งที่ตามหา (แต่ก็รู้ตัวว่าทำตัวแบบนี้ ให้ตายตลอดชีวิตก็ไม่เจอ) โกหกตัวเองเพื่อลองวิ่งไล่ตามเป้าหมายใหม่ ลองพยายามลืมเป้าหมายเก่า ลองล้างมันออกไป เผื่อว่าเป้าหมายใหม่จะปรากฏขึ้นมาง่ายกว่าเดิมบ้าง

ลองโกหกตัวเองแล้ว โกหกตัวเองนานจนเริ่มเชื่อว่าโลกภายนอกมีอะไรที่เป็นความหวังอยู่จริง ลองวิ่งไล่ความฝันที่เกิดใหม่อยู่ซักพักจนคิดว่ามันอาจจะเป็นจริงได้ก็ได้นะ มันอาจจะมีความสุขจริง อันอื่นอยู่ที่โลกภายนอกก็ได้ ถ้าเราลองเปิดกะลาแล้วมุดออกไป

มันไม่มีอะไรการันตีหรอกว่าออกไปแล้วจะเจอความสุข แต่ถ้าอยู่อย่างนี้ก็ทำได้แค่จมลงไปในน้ำแห่งความลำบากใจ

รากขมขื่นยังคงอยู่ในตัว มันเติบโตเป็นต้น งอกเป็นกิ่งหนามแหลมเสียดแทงข้างใน ผมแค่ทำเป็นไม่เห็นมัน ไม่มองมัน โกหกตัวเองว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้ โกหกว่ากำจัดมันไปแล้ว และพร้อมสำหรับชีวิตใหม่

หลอกตัวเองว่าชอบคนอื่นได้สำเร็จ

แล้วไง?

ถ้าอีกฝ่ายรู้คงฆ่าผมทิ้งว่าที่ออกไปโน่นนี่นั่น ไม่ใช่เพราะรู้สึกอะไรด้วยหรอก ก็แค่อยากหาเพื่อนแก้เบื่อ แก้อารมณ์นอยด์แดก อยากโดนบังคับให้ทำตัวปกติ ให้ทำตัวเข้มแข็ง แต่สุดท้ายมันก็ไม่

……..

I haven’t visited your profile for weeks, months. I was a fool. Could lie even myself I’m already fell for someone. Life is out there. Like is out there. I can forgot you completely anything, everything.

I was doing this decade ago when I need to having a new life. I forgot nearly everything. It was good that time, but not this time.

I visited your profile last night. I realized I didn’t like anyone at all. All was lie…. lie to the fool. I still do love you. You don’t know how much I miss you how much I miss time i spent with you.

It was a hollow inside, you filled it. Not only filled it but you became part of it. You became part of my life.

How couldn’t you be my soulmate, life partner? How could you forgot me? Why did you stop loving me? Who made you stop loving me?

Even in the darkness I’m not even seeing myself. I am not seeing my own mind. I lost in my head, my mind, my complexive mind.

I’m going to say the same thing I said for a million time.

But yet, I still wanting to say it another billion time, until the end of time.

Gracias I love you.

#PS actually I suppose to write something instead of this. But when I start to wrote something about you I alway become blank. Yes, I noted it, I plan the draft of my blog and when I starting to wrote it. It was nothing. Nothing really. I just miss you, and the blinded me from whatever I supposed to written.

I know nearly last ten blog is the same thing. I start with topic and lost in the middle (That’s why I need to plan and made the draft. And yes, I still fail to express what in my mind)

จริงๆ แล้วตอนที่ผมย้ายไปเรียนวัดสุทธิ สมองผมทำอะไรบางอย่างที่จะทำให้ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ได้ …. ความทรงจำแทบทุกอย่างในอดีตผมโดนยัดลงกล่อง มันไม่ได้โดนลบ มันแค่โดนย้ายสถานที่ นั่นทำให้ผมสามารถย้ายไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แย่กว่าเดิมได้โดยไม่มีปัญหาหลายๆ อย่าง (และมีปัญหาอย่างอื่นแทน – อนึ่ง ปัญหาส่วนใหญ่ และเรื่องแย่ๆ ไม่ได้เกิดจากตัวโรงเรียน แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมว่าผมอยู่ในห้องเด็กเวร ไม่ใช่เด็กเรียน)

วันนี้เป็นอะไรไม่รู้ เหมือนกล่องมันปริ ตอนนี้ก็เลยเป็นเหมือนความทรงจำทะลัก แถมเป็นความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนซะด้วย ไหลออกมา ก็เลยขอบันทึกเอาซักหน่อยว่าเห็นเรื่องราวในปัจจุบันแล้วนึกถึงอะไรขึ้นมาได้บ้าง (เรื่องราวมันน่าจะประมาณ 13 ปีก่อนน่ะ)

สมัยก่อน (เริ่มต้นเหมือนคนแก่กำลังจะเริ่มบ่น) เราไม่ได้มีห้างไปทั่วทุกหย่อมหญ้า และการเดินทางที่สะดวกสบายเหมือนกับทุกวันนี้หรอกนะ ห้างแต่ละห้างมีอาณาเขตยังกับหัวเมืองเลยทีเดียว เพราะว่าแต่ละห้างนั้นอยู่กันค่อนข้างไกล และการเดินทางก็ไม่สะดวก รถไฟฟ้ายังไม่เปิดให้ใช้บริการ และโทรศัพท์เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญเท่ากับทุกวันนี้ คอมพิวเตอร์มีเฉพาะในบ้านคนที่มีอันจะกินเท่านั้น และอินเทอร์เน็ทเนี่ย สำหรับเด็กๆ แล้วมันมีไว้เข้าเว็บโป๊ที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากดูหน้า Trailer เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนอยากรู้ว่า sex.com มันต้องมีอะไรมากกว่าที่เราจะจินตนากามได้ คือชื่อมันบอกไง แต่ไม่เคยได้พิสูจน์ว่ามันเป็นอย่างที่เราคิดรึเปล่า

ในยุคนั้นอินเทอร์เน็ทยังวิ่งด้วยความเร็ว 28.8 kbps การดาวน์โหลดเกมส์ซักเกมส์หนึ่งเป็นเรื่องที่ใช้ความอดทนมาก ไฟล์ 20mb นี่โหลดกันจนลืมเลยล่ะว่ายังไม่เสร็จ แผ่นซีดีเปล่าแผ่นละเกือบร้อยกว่าบาทและไดรฟ์เขียนซีดีราคาหลักหมื่น

อย่าใช้คำว่าสมาร์ทโฟน…

แค่เรียกว่าโทรศัพท์ก็เป็นบุญโขแล้ว

ดูวิดิโอผ่านอินเทอร์เน็ทคืออะไร? แค่ดาวน์โหลดไฟล์ให้ครบก็แย่แล้ว ทุกคนมีที่สิงสถิตย์ที่เรียกว่าเว็บบอร์ด (หรือ BBS, Forum) แล้วแต่จะเรียกกันไป เพราะช่องทางการติดต่อยากลำบาก การทิ้งข้อความเอาไว้บนอินเทอร์เน็ทเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า

ยุคต่อมาเริ่มมีการแชท ทั้ง ICQ, Pirch98, IRC เริ่มมีการใช้งานมากขึ้น เพจเจอร์เริ่มหายไปช้าๆ เครื่องเพลย์สเตชันรุ่นแรกถือกำเนิด เพื่อนๆ ที่เล่นคอมพิวเตอร์งูๆ ปลาๆ ด้วยกันเริ่มหายไปเพราะเกมส์คอนโซลที่ตีตลาดชนะเบ็ดเสร็จ

สิ่งที่เรียกว่าเว็บบอร์ดเริ่มมีความแข็งแกร่งขึ้น ชุมชนผู้ใช้งานเริ่มเป็นช่องทางการหาเพื่อนใหม่ เกมส์ออนไลน์ที่ชื่อว่า RO (Ragnarok Online) เปิดเบต้า และคนไทยแห่เข้าไปล่นจนเขาแบน และมีบริษัทเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์มาเปิดให้เล่นกันในประเทศไทย

เว็บบอร์ดและห้องแช็ทยังคงอยู่ สื่อประเภทหนังสือยังคงมีอำนาจในการเข้าถึงสูง หนังสือรวมข้อมูลเว็บไซต์แนะนำเริ่มถือกำเนิด โลกอินเทอร์เน็ทยังแคบอยู่ และมีทางเดินไปไม่กี่ทางเท่านั้น

โทรศัพท์มือถือเริ่มแพร่หลายมากขึ้น เพลย์สเตชัน 2 วางขายด้วยราคาเข้าไทยสุดโหด (จริงๆ ไทม์ไลน์ตรงนี้มันต้องอยู่ก่อน RO สิฟะ) อินเทอร์เน็ทกำลังเริ่มได้รับความนิยม

ADSL ในไทยถูกผลักให้เกิด ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะค่ายเกมส์ออนไลน์เป็นเหตุผลหรือเปล่า แต่ถือเป็นก้าวเริ่มต้นที่ดีของประเทศไทย อินเทอร์เน็ท 256 kbps สามารถดาวน์โหลดไฟล์ 100MB เสร็จในหนึ่งชั่วโมง

อินเทอร์เน็ทถูกผลัักให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคสมัย
หน่วยความจำพกพาเริ่มเป็นที่นิยม ทัมบ์ไดรฟ์พกง่ายกว่าแผ่น Floppy 1.44mb และที่สำคัญคือความจุเยอะกว่า
กำเนิด YouTube เว็บสตรีมมิ่งวิดิโอ และคู่แข่งอย่าง Google Video (ที่มาซื้อไปตอนหลัง) รวมถึงรายที่มาก่อนอย่าง Daily Motion (อุตส่าห์ไม่เล่นยูทุบ สุดท้ายรอดอยู่เจ้าเดียว)

อินเทอร์เน็ทความเร็วเริ่มเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกร้อง การเดินทางในกรุงเทพเริ่มสะดวกขึ้น (จริงๆ รถไฟฟ้านี่เริ่มเปิดใช้ตั้งแต่ช่วง เน็ทโมเด็ม 28.8kbps ด้วยซ้ำนะ แต่ขี้เกียจย้ายตรงนี้ขึ้นไปแปะ)

โทรศัพท์เป็นสิ่งที่ควรจะมี

สองปีต่อมาเปิดตัวซุปเปอร์โทรศัพท์ที่จะเปลี่ยนวงการไอที คือมันไม่ได้ปฏิวัติโทรศัพท์อย่างเดียว แต่มันดันทั้งวงการไปข้างหน้า ถ้าไม่ดีกว่าก็ตายไปซะ โทรศัพท์นั้นชื่อว่าไอโฟน

ปีเดียวกับเฟซบุ๊คถือกำเนิด คนไทยกำลังจะเริ่มเล่น hi5

ไอโฟนออกรุ่นใหม่ทุกปี

แอพเริ่มมากขึ้นทุกที แอนดรอยด์ถือกำเนิดปีต่อมาหลังจากไอโฟน แต่ห่างกันเกือบสองปี (ไอโฟนมาต้นปี 2007 แอนดรอยด์มาปลายปี 2008)

แอพแอนดรอยด์กากส์

แต่มัน custom เครื่องเยอะดี

facebook เริ่มเป็นที่นิยมในคนไทย

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ปัจจุบัน

รถไฟฟ้าเป็นการเดินทางหลัก เนื่องจากไม่มีอะไรไปขวางทางมัน ทุกคนบนรถมีโลกของตัวเองที่ทับซ้อนกับเพื่อนๆ บนอินเทอร์เน็ท (ทาง Physical นี่ทุกคนไม่สนใจกันและกัน) โทรศัพท์ที่เมื่อก่อนไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่ทุกคนมี แต่ไม่ค่อยจะใช้เป็นโทรศัพท์ตามหน้าที่มันเท่าใหร่ สินค้า category ที่ชื่อว่าแทบเล็ตโดน iPad ตีความใหม่ ทุกคนพยายามคิดว่าเวลาที่อยู่ในการเดินทางด้วยโทรคมนาคมต่างๆ เป็นสิ่งที่เสียเปล่า ดังนั้นการติดต่อกับเพื่อน แฟน หรือใครก็ตามเป็นการทำให้เวลาดังกล่าวไม่เสียเปล่าโดยสิ้นเชิง เราเริ่มจะเสพย์ติดความสะดวกและความง่ายของการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆตลอดเวลา เราใส่ใจกับรอบตัวเราน้อยลง แต่เราใส่ใจกับคนรอบวงเรามากขึ้น เราให้ความสำคัญกับวัตถุที่ในทางกายภาพไม่ได้ใกล้ตัวเราอีกต่อไป

เอาล่ะ ผมว่าผมควรจะวางแทบเล็ตและคีย์บอร์ดลง ปิดตา แล้วนอนคิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้วอย่างสนุกสนานต่อดีกว่า

จั่วหัวเหมือนจะพูดถึงเทคโนโลยีอนาคตอันฉลาดล้ำที่มาอยู่ในมือของเรา เปล่าครับ ผมแค่คิดถึงอดีตเรื่อยเปื่อย แล้วก็หันมามองว่าคำว่าอนาคตนี่มันเป็นยังไงนะ? ไอ้คำว่า Next Gen นี่มันมีโอกาสจับต้องไหม (อย่าง PlayStation 3 นี่เราเรียก Next Gen ตั้งแต่แม่งยังไม่วางขายจนตอนนี้เลยนะครับ แต่ตอนนี้เริ่มไม่มีคนเรียกละ ทั้งที่ข่าวลือ PS4 เริ่มจะมีบ้างละ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่เรียก Ps4 ว่า Next Gen ซะที แม้ว่ามันควรจะเรียกได้แล้ว๗

คำว่าอนาคตนีมันจับต้้องได้ไหม? คำว่าอดีตนี่มันจับต้องได้แน่ เพราะมันฝังตัวอยู่ในความทรงจำ บางครั้งก็เป็นสิ่งของ รอยแผล ของที่วางอยู่ในห้องนอน ก้อนหินที่แตกหักระหว่างทางเดิน เรามีสัญลักษณ์ระลึกถึงอดีตในความทรงจำทั้งนั้น แต่อนาคตที่จับต้องได้จริงนี่มีไหม? เพราะเมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง มันก็กลายเป็น “วันนี้ไปแล้ว”

เราอยู่ในยุคที่แทบเล็ตขายดีกว่าโน้ตบุค สมาร์ทโฟนเครื่องละสองหมื่นเต็มรถไฟฟ้า .. เอ้อ รถไฟฟ้าวิ่งครึ่งกลางๆ ในกรุงเทพและยังไม่ครอบคลุมทั้งจังหวัด (จริงๆ กรุงเทพไม่ได้เป็นจังหวัด แต่เป็นเขตการปกครองพิเศษนะเอ้อ) ไหนล่ะ อนาคตที่เราวาดฝัน? มันจะยังคงเป็นอนาคตต่อไปเรื่อยๆ หรือว่ามันมาอยู่ในมือของเราแล้ว

ผมดันคิดถึงอดีตขึ้นมา สมัยก่อนเคยมีเว็บนึง ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ชื่อประมาณว่า Nekonyan หรืออะไรซักอย่าง เป็นเว็บคนไทยนี่แหละ สมัยนั้นผมยังใช้ Pentium MMX 233 Modem 28.8 kbps (หรือว่าเป็น 14.4 kbps ก็ไม่แน่ใจ ซึ่งตรงนี้เจ็บปวดมาก สมัยก่อนเคยนินทาคนไว้เยอะว่าจำไม่ได้ได้ยังไงว่าคอมเครื่องแรกตัวเองสเปคอะไรบ้าง โอเค ตอนนี้เริ่มเข้าใจละ ผมจำไม่ค่อยได้แล้วเหมือนกัน แก่แล้วก็งี้)

พี่แกทำเว็บได้ซักพักใหญ่ๆ ช่วงผมอยู่ประถม น่าจะประถม ๖ ได้มั้ง เพราะจำได้ว่ารู้จากเพื่อนที่ชื่อมังคลา เรียนอยู่โรงเรียนประถมด้วยกัน หลังจากผมเข้าเป็นสมาชิกเว็บได้ไม่นาน ประมาณเดือนเศษๆ พี่แกก็ปิดเว็บไป เนื่องจากอยู่ปี ๔ ชีวิตวุ่นวายเกินกว่าจะดูแลเว็บได้ และนั่นทำให้ผมเริ่มทำเว็บเอง (แต่ผมไม่ได้จบสวยหรูด้วยการเป็นนักพํฒนาในทุกวันนี้หรอกนะ ตอนนั้นเจอ CGI/PERL แล้วก็ยอมแพ้ไปแทน)

เอาจริงๆ คืออยากเจอพี่แกนะ ว่าแต่พี่แกอายุเท่าใหร่แล้วก็ไม่รู้ จะติดต่อยังไงก็จำไม่ได้ อีเมล์แกก็ลืมแล้ว แถมจะใช้อยู่หรือย้ายไปเมล์เจ้าอื่นแล้วก็ไม่มีทางรู้เลย (อีกคนที่ผมจำชื่อได้คือ dotZip จากเว็บพี่แกเหมือนกัน สมัยนั้นติดต่อกันทาง ICQ แต่พอมันเลิกนิยม และจับเปลี่ยนเลขง่ายไปหน่อยเพราะลืมพาสเวิร์ด และกู้พาสเวิร์ดยาก ผมก็เลยมีเลข ICQ ค่อนข้างเยอะ และแน่นอน มันทำให้เราไม่ได้ติดต่อกันอีก)

จริงๆ ที่บ่นมาเนี่ย จุดเริ่มต้นคือคิดถึงเว็บนี้ แล้วก็พาลคิดไปถึงพี่แกว่าบอกว่าจะกลับมา ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว หายสนิทศิษย์ยังตาย แล้วก็เกิดมุมมองขึ้นมาว่าถ้าเรามองจากวันนั้น วันนี้แหละคืออนาคต

จริงๆ คอนเซปต์ของชื่อเรื่อง Title บล็อกนี้มันมีแค่นี้ครับ นอกนั้นแค่ระลึกอดีตขึ้นมาได้เฉยๆ

แล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าจะลองหาแกยังไงดี

จริงๆ เมล์ผม Hotmail สมัยก่อนรุงรังมากครับ พื้นที่ให้เท่าใหร่ก็ไม่รู้ แต่สมัยนั้นเล่นคอมเฉพาะ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จำได้ว่าวันเสาร์มานั่งลบอีเมล์สแปม สองร้อยกว่าฉบับทุกสัปดาห์ จนมีช่วงหนึ่ง เหลือพื้นที่ฟรีแค่ 2MB ก็เลยไม่ต้องมานั่งลบอีก (วันจันทร์วันเดียวก็เต็มแล้ว) จนกระทั่งปี 2003 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เป็นความจุเท่าใหร่จำไม่ได้แล้ว ผมก็เลิกลบอีเมล์เลย ทุกวันนี้เมล์พวกนั้นยังอยู่ใน inbox เสมอมา ถ้าโลกไม่สลาย อารยธรรมไม่สิ้น ปี 2013 นี่จะครบสิบปีเมล์ฉบับที่เก่าที่สุดใน inbox ผมแล้วนะนั่น (ก่อนหน้านั้นเคยโดน Hi-jack อีเมล์ แล้วก็ระบบเปลี่ยนพาสเวิร์ดเองเฉยเลย ไม่รู้ว่าใครเคยโดนกันบ้างหรือเปล่า)

พอมองจากมุมมองในวันนั้น โลกเราวันนี้มันแปลกดีจริงๆ ทุกคนยินดีจ่ายเงินสองหมื่นบาทซื้อโทรศัพท์ยี่ห้อที่แทบจะไม่มีที่ยืนในตลาดพีซีเมื่อวันนั้น อินเทอร์เน็ทที่วิ่งกันหลัก mbps สองหลัก เว็บไซต์ที่เป็นเครือข่ายสังคมที่มี engage สูงกว่าเว็บบอร์ดในยุคสมัยนั้น ห้องแช็ทที่หายไปกับการติดต่อผ่านเครือข่ายสังคม ยักษ์ที่เพิ่งเกิดที่ชื่อว่ากูเกิลกลายเป็นบริษัททรงอิทธิพลระดับโลก (และมาอยู่ในโทรศัพท์มือถือของเราทุกคน)

ข้อมูลที่ติดต่อกันเร็วระดับนาที ก็สามารถแพร่ไปทั่วประเทศได้ ไม่ต้องเป็น Breaking News บนโทรทัศน์กันอีกต่อไป

นึกถึวปีที่แล้วตอนติดละครเจาะเวลาหารัก ที่บี้ แสดงเอาไว้ เมื่อคนสิบปีก่อนข้ามมายุคนี้มันแตกต่างจริงๆ
ผมว่าผมเอาอดีตมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี่ได้อีกบล็อกนึงเลยล่ะ

ดังนั้นตัดจบแล้วไปขึ้นเป็นบล็อกใหม่ดีกว่า

คำว่าปีชงน่ะ มันก็แค่คำโกหก เพราะว่าเรื่องเลวร้าย (aka – เรื่องเชี่ยๆ) มันเกิดขึ้นเมื่อใหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอายุ 25 หรอก – ข้าพเจ้า (12/12/12)

ถ้าผมเป็นคนไทยแบบไทยๆ ป่านนี้คงเหมารวมไปแล้วว่าปีนี้ปีชง (จริงๆ มันก็ไม่ใช่นะ เพราะต้นปีเพิ่งจะ 24) มันคงเป็นปีที่เลวร้ายปีนึงในช่วงเวลาที่ผ่านมาเลยทีเดียว ถ้าไล่กันตามเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกเฮงซวยอันแสนงดงามนี้

เรื่องราวดีๆ มันเริ่มต้นตั้งแต่พี่เก๋ลาออก การทำงานวันสุดท้ายของพี่เก๋คือ 12/31/2011 ครับ พอกลับมาจากปีใหม่ก็ไม่มีพี่เก๋ช่วยทำงานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพี่นุ้ยก็ลาออก (ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ผมทราบ แต่คงไม่ระบุไว้ตรงนี้) ทีนี้แผนก i3 มีอยู่สามคน ลาออกไปสอง ก็เหลือแค่คนเดียว

ช่างเป็นช่วงเวลาอันแสนงดงาม Junior Content Editor เงินเดือน 12,000 บาท แต่ต้องรับบทบาทเป็น Project Manager ดูแล i3.in.th (โชคดีตอนหลังๆ มีคนมาช่วย) ต้องดูแลหนังสือ i3 Techguide, ต้องเขียนบทความลง Future Gamer, ต้องเขียนคอนเทนต์บนเว็บ, ต้องออกไปงานที่ลูกค้าจัด

ชอบจุงเร ไปงานกินฟรี… ขณะที่กำหนดส่งงานและหนังสือและเว็บไซต์ลุกเป็นไฟ เผาซะมอดไหม้ไปหมด

เขียนคอนเทนต์บนเว็บจนเริ่มมีคนเข้ามากขึ้น ลำดับ Truehits กำลังไล่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ตาย งาน Future Gamer เร่ง ต้องรีบเขียน พอเขียนเสร็จ ยอดก็ตก การทำงานคนเดียวมันแย่จริงๆ ครับ

แรกๆ ต้องทำหน้าที่ดูแล วางแผน ทำสไลด์พรีเซนท์ทุกสัปดาห์ สรุปยอด และทำหน้าที่พรีเซนท์ด้วย…. มันก็แย่นะต้องทำงานประเภทนี้ คือก็ทำได้ แต่ไม่อยากทำ แต่ตอนนี้คือมันไม่มีคนอื่นแล้ว ก็ต้องทำ… จริงๆ มันก็ไม่แย่หรอก ผมพูดไปงั้นแหละ แต่ถ้าเป็นไปได้ไม่ทำก็น่าจะดีกว่า

แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ต้องทำ ไม่ใช่เพราะประโยชน์ (อย่างการสร้างฐานตัวเองเผื่อการเลื่อนขั้น) แต่เป็นเพราะไม่มีคนอื่นทำแล้ว

แม่คะๆ พี่คนนั้นรับบทหลากหลายขนาดนี้ได้ยังไง?

ทำไม่ได้หรอกครับ

เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 7 วัน (อันนี้แทบไม่มีคนรู้) หยุดนักขัตฤกษ์ก็เข้า หยุดอะไรก็เข้าออฟฟิศ เข้าจนแม่งอยู่นานกว่าบ้านอีก….

หลังๆ ได้คุณรณมาช่วยทำสไลด์กับพรีเซนท์ ก็ดีหน่อย ไม่ต้องทำงานที่ไม่อยากทำแล้ว เอาเวลาไปผลิตคอนเทนต์ วางแผนว่าจะต้องทำตัวยังไงเพื่อให้แตกต่างจากเว็บอื่น และสร้างฐานแฟนที่เหนียวแน่น

และแล้ววันหนึ่งหัวหน้าก็บอกว่าการทำงานที่บ้านนั้นไม่สามารถเบิกได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นในฐานะฟรีแลนซ์ หรือเบิกโอที (จริงๆ ถ้าเบิกเป็นโอที ผมจะได้เยอะกว่าฟรีแลนซ์เยอะกว่าเลยนะครับท่าน)

นั่นทำให้ผมปรี๊ดนิดเดียว จริงๆ ก็… เอาน่ะ เขาไม่ให้ก็ไม่เอา ค่ารถทำเรื่องขอไปยังไม่เคยได้ซักกะบาท ค่าโอทีไม่เคยจะให้

“พี่ว่านะ แบงค์ทำงานสบายกว่าเดิมเยอะเลย เมื่อเทียบกับวันแรกๆ ที่เข้ามา”

ลาก่อนครับ ประโยคนี้

การตัดสินใจลาออกจากบริษัท TDCM (true digital content and media) จึงเกิดขึ้นในใจ ณ วินาทีนั้น

ตอนนั้นมีแนวโน้มว่าจะได้ไปไต้หวันช่วงงาน Computex 2012 ฟรี นอกจากนี้ยังต้องการใช้ชื่อของ TRUE ที่ค่อนข้างแกร่งในการขอวีซ่าอเมริกา

โอเค อยู่ต่อ

เวลาผ่านไป เดือนเมษายนได้ไปฮ่องกง+จีน ฟรี โอเค ไม่ค่อยแฮปปี้เท่าใหร่ ประเทศปิดกั้นเสรีภาพไปหน่อย ส่วนฮ่องกงก็ฝนตกแม่งทั้งวัน ถ่ายรูป หรือไปเที่ยวก็ลำบาก แต่ก็โอเค ได้ไปเที่ยว

แล้วเดือนต่อมาก็โดนแจ้งว่า MSI ไม่ไปไต้หวันแล้ว เพราะว่าชนกับคอมมาร์ท สรุปว่าอดไป

กำลังคิดว่าจะลาออกหรือไม่ลาออกดีนะ

อาาาาาาาา เจอหัวหน้าปาระเบิดขี้ใส่อีกรอบ พี่ครับ พี่รู้ล่ะสิว่าผมกำลังลังเลว่าจะไม่ลาออก

ขอบคุณหัวหน้าท่านนั้นจริงๆ ที่ช่วยคอนเฟิร์มว่าผมควรจะลาออก

ก่อนลาออกเดือนนึงแฟนก็บอกว่าไม่ต้องการผมแล้ว

เดือนต่อมาก็ทำเรื่องที่พออาการโรคซึมเศร้าดีขึ้นก็จะจำมันไปตลอดชีวิต (เหมือนสามปีก่อน) แต่คราวนี้รู้แล้วว่าทำยังไงไม่สำเร็จ ทำไปหลายท่า หลายแบบ แต่ก็ไม่สำเร็จเหมือนเดิม และมีแผลเป็นบางอย่างที่จะทำให้จำมันได้ไปตลอดชีวิต

ก็ย้ายงานมาทำงานที่ Overclockzone .com

การทำงานที่เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละหนึ่งวันถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะผมกำลังต้องการเวลาเยียวยาตัวเอง แม้ว่ามันคงจะไม่หายสนิท แต่อย่างน้อยผมก็ต้องการสื่อสาร คุย และสนทนากับข้างในเป็นอย่างมาก

จนตอนนี้ก็จะสิ้นปีแล้ว (ตอนที่คิดจะเขียน Year in review นี่ง่วงไปหน่อย พอตื่นมาก็ลืมหมดแล้วว่าจะเขียนอะไรบ้าง แถม Facebook ออก Year in Review มาอีก เหมือนตามกระแสยังไงไม่รู้เลยแฮะ) สิ่งที่คิดจะทำก็ยังทำไม่ได้ ความรู้สึกที่คิดจะหายไปก็ยังคงอยู่ ชีวิตที่เคยคิดว่าจะอยู่เพื่ออะไรก็เปลี่ยนทิศทางไป

ผมเป็นคนโลกสวยครับ แต่มองโลกในแง่ลบ อาจจะเพราะว่าเป็นคนที่ซวยตลอดศก ทำให้มองอะไรในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน เพื่อว่าเมื่อมันไม่แย่อย่างที่คิด เราจะได้รู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง

แต่บนโลกนี้ผมเชื่อว่าเราควรจะช่วยกันป้องกันโลกร้อน (เห็นไหม?) หรือช่วยกันทำสิ่งที่เราทำได้ใกล้ๆ ตัว ผมเองก็คงไม่ไปเย้วๆ ยืนถือป้ายอนุรักษ์เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยถ้าผมทำเต็มที่แล้ว โลกจะร้อน เราก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบครับ

อีกอย่างคือสิ่งที่ผมเชื่อ ผมเชื่อว่าความสุขนั้นส่งต่อกันได้ ถ้าใครที่รู้จักผมคงรู้ว่าช่วงนี้ผมพูดคำนี้บ่อยเหมือนกัน คือว่าแม้ว่าเราอาจจะไม่มีความสุข หรืออาจจะมี (?) แต่ว่าถ้าเราทำสิ่งที่ดี ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่เราจะแบกรับไหว ความสุขย่อมเกิดขึ้น และถ้าคนนั้นคิดจะกระจายสิ่งเหล่านั้นต่อไป ความสุขก็สามารถส่งต่อกันได้ครับ ผมไม่ได้บอกให้เราแบกรับบางอย่างเพื่อคนอื่นมากเกินกว่าที่เราจะแบกรับไหวเพื่อให้เขามีความสุข แบกเท่าที่เราแบกรับไหว (นิยาม – คืออาจจะเกินกำลังไปบ้าง แต่เราชั่งน้ำหนักแล้วคิดว่าคุ้มค่าที่จะลงมือทำบางอย่างก็ทำ) อย่าไปหวังว่าวันหนึ่งความดีที่เราทำ หรือเรื่องดีๆ ที่เราทำจะต้องวนกลับมาหาเรา มันจะไม่วนกลับมาก็ไม่เป็นไร

ถ้าเราไม่ลงมือเริ่มต้นมัน สิ่งดีๆ ก็ไม่เกิด

อืม ถ้านี่เป็นจดหมาย ผมก็ว่ามันมาถึงตอนจบที่ต้องพูดอะไรเท่ๆ แล้วล่ะ อะไรที่มันจะทำให้ทุกคนรู้สึก อู้ว ว้าวววว คนนี้แม่งร้ายกาจ แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไรเลย จริงๆ ก็มีสิ่งที่อยากจะพูดนะ แต่ไม่รู้ว่าคนอ่านจะรู้สึกรึเปล่าว่า “มันพูดมาหมดนี่เพื่ออะไร”

ขอบคุณนะกมลา ที่ทำให้ฉันก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ก้าวมาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่ากระบวนการหลอมตัวตนแบบนี้ขึ้นมาจะแลกด้วยความเจ็บปวดเจียนตายก็ตาม
แม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นทั้งหมด ยังรักเธออยู่นะกมลา
ยังรักเธออยู่นะ กมลา

ขอบคุณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันนะ
ขอบคุณที่เคยช่วยผลักดันสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต
ขอบคุณนะ ที่เราเคยรู้จักกัน

น้ำตาเริ่มไหลอีกแล้วล่ะ

ขอบคุณนะ รักเธอนะ ลาก่อน

I thought I could live without you, that night I dreaming of you. You still wonderful and nice. You asking me to be the same and I do.

I thought I could live without you, and I depressed myself everynight. Counting the time in Sydney time and wonder what’re you doing?

I thought I could live with myself, and I failed doing it since I start thinking of you.

Everyone trying to lent me a hand. Save me from my depressed and I pushed them away with stupid thing in my mind.

Everyone tried to stay calm and make a smart move. And I refuse all that ‘wish me luck’ .

Everyone try to ignore me, let me stay with myself more and more, maybe I could understand myself even more. And could save myself from myself.

No, I’m not.

 


ธันวาคม 2012
อา พฤ
« พ.ย.   ม.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.