Archive for ธันวาคม 12th, 2012

คำว่าปีชงน่ะ มันก็แค่คำโกหก เพราะว่าเรื่องเลวร้าย (aka – เรื่องเชี่ยๆ) มันเกิดขึ้นเมื่อใหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอายุ 25 หรอก – ข้าพเจ้า (12/12/12)

ถ้าผมเป็นคนไทยแบบไทยๆ ป่านนี้คงเหมารวมไปแล้วว่าปีนี้ปีชง (จริงๆ มันก็ไม่ใช่นะ เพราะต้นปีเพิ่งจะ 24) มันคงเป็นปีที่เลวร้ายปีนึงในช่วงเวลาที่ผ่านมาเลยทีเดียว ถ้าไล่กันตามเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกเฮงซวยอันแสนงดงามนี้

เรื่องราวดีๆ มันเริ่มต้นตั้งแต่พี่เก๋ลาออก การทำงานวันสุดท้ายของพี่เก๋คือ 12/31/2011 ครับ พอกลับมาจากปีใหม่ก็ไม่มีพี่เก๋ช่วยทำงานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพี่นุ้ยก็ลาออก (ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ผมทราบ แต่คงไม่ระบุไว้ตรงนี้) ทีนี้แผนก i3 มีอยู่สามคน ลาออกไปสอง ก็เหลือแค่คนเดียว

ช่างเป็นช่วงเวลาอันแสนงดงาม Junior Content Editor เงินเดือน 12,000 บาท แต่ต้องรับบทบาทเป็น Project Manager ดูแล i3.in.th (โชคดีตอนหลังๆ มีคนมาช่วย) ต้องดูแลหนังสือ i3 Techguide, ต้องเขียนบทความลง Future Gamer, ต้องเขียนคอนเทนต์บนเว็บ, ต้องออกไปงานที่ลูกค้าจัด

ชอบจุงเร ไปงานกินฟรี… ขณะที่กำหนดส่งงานและหนังสือและเว็บไซต์ลุกเป็นไฟ เผาซะมอดไหม้ไปหมด

เขียนคอนเทนต์บนเว็บจนเริ่มมีคนเข้ามากขึ้น ลำดับ Truehits กำลังไล่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ตาย งาน Future Gamer เร่ง ต้องรีบเขียน พอเขียนเสร็จ ยอดก็ตก การทำงานคนเดียวมันแย่จริงๆ ครับ

แรกๆ ต้องทำหน้าที่ดูแล วางแผน ทำสไลด์พรีเซนท์ทุกสัปดาห์ สรุปยอด และทำหน้าที่พรีเซนท์ด้วย…. มันก็แย่นะต้องทำงานประเภทนี้ คือก็ทำได้ แต่ไม่อยากทำ แต่ตอนนี้คือมันไม่มีคนอื่นแล้ว ก็ต้องทำ… จริงๆ มันก็ไม่แย่หรอก ผมพูดไปงั้นแหละ แต่ถ้าเป็นไปได้ไม่ทำก็น่าจะดีกว่า

แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ต้องทำ ไม่ใช่เพราะประโยชน์ (อย่างการสร้างฐานตัวเองเผื่อการเลื่อนขั้น) แต่เป็นเพราะไม่มีคนอื่นทำแล้ว

แม่คะๆ พี่คนนั้นรับบทหลากหลายขนาดนี้ได้ยังไง?

ทำไม่ได้หรอกครับ

เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 7 วัน (อันนี้แทบไม่มีคนรู้) หยุดนักขัตฤกษ์ก็เข้า หยุดอะไรก็เข้าออฟฟิศ เข้าจนแม่งอยู่นานกว่าบ้านอีก….

หลังๆ ได้คุณรณมาช่วยทำสไลด์กับพรีเซนท์ ก็ดีหน่อย ไม่ต้องทำงานที่ไม่อยากทำแล้ว เอาเวลาไปผลิตคอนเทนต์ วางแผนว่าจะต้องทำตัวยังไงเพื่อให้แตกต่างจากเว็บอื่น และสร้างฐานแฟนที่เหนียวแน่น

และแล้ววันหนึ่งหัวหน้าก็บอกว่าการทำงานที่บ้านนั้นไม่สามารถเบิกได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นในฐานะฟรีแลนซ์ หรือเบิกโอที (จริงๆ ถ้าเบิกเป็นโอที ผมจะได้เยอะกว่าฟรีแลนซ์เยอะกว่าเลยนะครับท่าน)

นั่นทำให้ผมปรี๊ดนิดเดียว จริงๆ ก็… เอาน่ะ เขาไม่ให้ก็ไม่เอา ค่ารถทำเรื่องขอไปยังไม่เคยได้ซักกะบาท ค่าโอทีไม่เคยจะให้

“พี่ว่านะ แบงค์ทำงานสบายกว่าเดิมเยอะเลย เมื่อเทียบกับวันแรกๆ ที่เข้ามา”

ลาก่อนครับ ประโยคนี้

การตัดสินใจลาออกจากบริษัท TDCM (true digital content and media) จึงเกิดขึ้นในใจ ณ วินาทีนั้น

ตอนนั้นมีแนวโน้มว่าจะได้ไปไต้หวันช่วงงาน Computex 2012 ฟรี นอกจากนี้ยังต้องการใช้ชื่อของ TRUE ที่ค่อนข้างแกร่งในการขอวีซ่าอเมริกา

โอเค อยู่ต่อ

เวลาผ่านไป เดือนเมษายนได้ไปฮ่องกง+จีน ฟรี โอเค ไม่ค่อยแฮปปี้เท่าใหร่ ประเทศปิดกั้นเสรีภาพไปหน่อย ส่วนฮ่องกงก็ฝนตกแม่งทั้งวัน ถ่ายรูป หรือไปเที่ยวก็ลำบาก แต่ก็โอเค ได้ไปเที่ยว

แล้วเดือนต่อมาก็โดนแจ้งว่า MSI ไม่ไปไต้หวันแล้ว เพราะว่าชนกับคอมมาร์ท สรุปว่าอดไป

กำลังคิดว่าจะลาออกหรือไม่ลาออกดีนะ

อาาาาาาาา เจอหัวหน้าปาระเบิดขี้ใส่อีกรอบ พี่ครับ พี่รู้ล่ะสิว่าผมกำลังลังเลว่าจะไม่ลาออก

ขอบคุณหัวหน้าท่านนั้นจริงๆ ที่ช่วยคอนเฟิร์มว่าผมควรจะลาออก

ก่อนลาออกเดือนนึงแฟนก็บอกว่าไม่ต้องการผมแล้ว

เดือนต่อมาก็ทำเรื่องที่พออาการโรคซึมเศร้าดีขึ้นก็จะจำมันไปตลอดชีวิต (เหมือนสามปีก่อน) แต่คราวนี้รู้แล้วว่าทำยังไงไม่สำเร็จ ทำไปหลายท่า หลายแบบ แต่ก็ไม่สำเร็จเหมือนเดิม และมีแผลเป็นบางอย่างที่จะทำให้จำมันได้ไปตลอดชีวิต

ก็ย้ายงานมาทำงานที่ Overclockzone .com

การทำงานที่เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละหนึ่งวันถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะผมกำลังต้องการเวลาเยียวยาตัวเอง แม้ว่ามันคงจะไม่หายสนิท แต่อย่างน้อยผมก็ต้องการสื่อสาร คุย และสนทนากับข้างในเป็นอย่างมาก

จนตอนนี้ก็จะสิ้นปีแล้ว (ตอนที่คิดจะเขียน Year in review นี่ง่วงไปหน่อย พอตื่นมาก็ลืมหมดแล้วว่าจะเขียนอะไรบ้าง แถม Facebook ออก Year in Review มาอีก เหมือนตามกระแสยังไงไม่รู้เลยแฮะ) สิ่งที่คิดจะทำก็ยังทำไม่ได้ ความรู้สึกที่คิดจะหายไปก็ยังคงอยู่ ชีวิตที่เคยคิดว่าจะอยู่เพื่ออะไรก็เปลี่ยนทิศทางไป

ผมเป็นคนโลกสวยครับ แต่มองโลกในแง่ลบ อาจจะเพราะว่าเป็นคนที่ซวยตลอดศก ทำให้มองอะไรในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน เพื่อว่าเมื่อมันไม่แย่อย่างที่คิด เราจะได้รู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง

แต่บนโลกนี้ผมเชื่อว่าเราควรจะช่วยกันป้องกันโลกร้อน (เห็นไหม?) หรือช่วยกันทำสิ่งที่เราทำได้ใกล้ๆ ตัว ผมเองก็คงไม่ไปเย้วๆ ยืนถือป้ายอนุรักษ์เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยถ้าผมทำเต็มที่แล้ว โลกจะร้อน เราก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบครับ

อีกอย่างคือสิ่งที่ผมเชื่อ ผมเชื่อว่าความสุขนั้นส่งต่อกันได้ ถ้าใครที่รู้จักผมคงรู้ว่าช่วงนี้ผมพูดคำนี้บ่อยเหมือนกัน คือว่าแม้ว่าเราอาจจะไม่มีความสุข หรืออาจจะมี (?) แต่ว่าถ้าเราทำสิ่งที่ดี ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่เราจะแบกรับไหว ความสุขย่อมเกิดขึ้น และถ้าคนนั้นคิดจะกระจายสิ่งเหล่านั้นต่อไป ความสุขก็สามารถส่งต่อกันได้ครับ ผมไม่ได้บอกให้เราแบกรับบางอย่างเพื่อคนอื่นมากเกินกว่าที่เราจะแบกรับไหวเพื่อให้เขามีความสุข แบกเท่าที่เราแบกรับไหว (นิยาม – คืออาจจะเกินกำลังไปบ้าง แต่เราชั่งน้ำหนักแล้วคิดว่าคุ้มค่าที่จะลงมือทำบางอย่างก็ทำ) อย่าไปหวังว่าวันหนึ่งความดีที่เราทำ หรือเรื่องดีๆ ที่เราทำจะต้องวนกลับมาหาเรา มันจะไม่วนกลับมาก็ไม่เป็นไร

ถ้าเราไม่ลงมือเริ่มต้นมัน สิ่งดีๆ ก็ไม่เกิด

อืม ถ้านี่เป็นจดหมาย ผมก็ว่ามันมาถึงตอนจบที่ต้องพูดอะไรเท่ๆ แล้วล่ะ อะไรที่มันจะทำให้ทุกคนรู้สึก อู้ว ว้าวววว คนนี้แม่งร้ายกาจ แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไรเลย จริงๆ ก็มีสิ่งที่อยากจะพูดนะ แต่ไม่รู้ว่าคนอ่านจะรู้สึกรึเปล่าว่า “มันพูดมาหมดนี่เพื่ออะไร”

ขอบคุณนะกมลา ที่ทำให้ฉันก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ก้าวมาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่ากระบวนการหลอมตัวตนแบบนี้ขึ้นมาจะแลกด้วยความเจ็บปวดเจียนตายก็ตาม
แม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นทั้งหมด ยังรักเธออยู่นะกมลา
ยังรักเธออยู่นะ กมลา

ขอบคุณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันนะ
ขอบคุณที่เคยช่วยผลักดันสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต
ขอบคุณนะ ที่เราเคยรู้จักกัน

น้ำตาเริ่มไหลอีกแล้วล่ะ

ขอบคุณนะ รักเธอนะ ลาก่อน

I thought I could live without you, that night I dreaming of you. You still wonderful and nice. You asking me to be the same and I do.

I thought I could live without you, and I depressed myself everynight. Counting the time in Sydney time and wonder what’re you doing?

I thought I could live with myself, and I failed doing it since I start thinking of you.

Everyone trying to lent me a hand. Save me from my depressed and I pushed them away with stupid thing in my mind.

Everyone tried to stay calm and make a smart move. And I refuse all that ‘wish me luck’ .

Everyone try to ignore me, let me stay with myself more and more, maybe I could understand myself even more. And could save myself from myself.

No, I’m not.

 

วันนี้วันที่ 12 ธันวาคม ปี 2012 ถ้าแปลงเป็นระบบเลขจะพบว่าเราอยู่ในช่วงเวลา 12.12.12 ช่างเป็นตัวเลขที่เราปั้นขึ้นมาเสียจริง เอาเถอะ เมื่อเราพบว่ามันเป็นตัวเลขที่สวย และจะเฉลิมฉลองกันก็ทำไปเถอะ (จำได้ว่าตอนกำลังจะเที่ยงคืนปี 2000 เสือกหลับไปก่อน เจ็บใจไม่น้อย ตื่นมาอีกทีเที่ยงคืนห้านาทีจ้า ฟัคเย่มาก)

สิ่งที่เริ่มเห็นได้ในไทม์ไลน์คือคนเนียนเพ้อ คือไม่รู้หรอกว่าโลกแตกไหม หรืออาจจะไม่เชื่อ หรืออาจจะเชื่อสนิทใจ แต่ก็ขอเนียนบอกรัก หรือพร่ำเพ้อถึงคนบางคนที่อาจจะไม่มีวันรู้ถึงความรู้สึก

(ช่วงนี้พยายามมองโลกในแง่ดีทุกๆ อย่าง ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง) มันเป็นเหมือนกับความสงบสุขชั่วคราว ที่เกิดขึ้นมา แล้วเดี๋ยวก็จะหายไป เหมือนทะเล ที่น้ำสาดคลื่นขึ้นมาพาให้ทรายทั้งหมดจมหายไป มันก็เป็นกระแสที่อาจจะนานหน่อย คืออยู่ราวๆ 24 ชั่วโมงในโลก

โลกไม่แตกหรอกครับ สบายใจได้

บางครั้งการบอกรักก็อาจจะเจ็บปวด บางครั้งก็สมหวัง ความรักเปล่าๆ ไม่เคยสร้างปัญหา แต่ความรู้สึกที่ติดพ่วงมากับความรักนั่นต่างหากปัญหา ความรู้สึกต้องการครอบครอง ความรู้สึกชนะ ความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นแรงผลักดัน บางครั้งมันก็เป็นประจุลบ ที่เมื่อสะสมนานๆ เข้าก็กลายเป็นระเบิดท่ามกลางสิ่งมีชีวิตประเภทโฮโมซาเปี้ยนด้วยกัน

พวกคุณไม่ตายหรอกครับ

เห็นพวกคุณพร่ำเพ้อแล้วก็สนุกดีนะ ถ้าโลกเรารักกันอย่างที่คุณคิดจะเพ้อว่าแอบชอบใครสักคน (คือผมไม่กล้าพูดว่าคุณจะไปบอก เพราะผมว่าพวกคุณไม่เชื่อเรื่องโลกแตก และคุณไม่ไปสารภาพกับพวกเขาๆ เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายแน่นอน) ถ้าโลกเรารักกันได้ ปัญหาต่างๆ อาจจะไม่เกิดก็ได้

แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ยิ่งรักก็ยิ่งเกลียด ยิ่งใกล้ก็ยิ่งชัง ยังคงเป็นปัญหาต่อไป

มนุษย์นี่มันเข้าใจยากเสียจริงๆ

แน่นอนว่าพวกโลกสวย และเชื่อว่าความสุขส่งต่อกันได้ (แม้ว่าผมจะไม่มี ผมก็สามารถให้มันเริ่มต้นที่คุณได้) ผมเชื่อว่าความรักที่มอบให้กันเป็นสิ่งที่ดี (แต่อย่าพ่วงความรู้สึกเอาชนะ ครอบครอง และสารพัดสิ่งเลวร้ายตามมา) และถ้าโลกเราจะทำได้เหมือนอย่างวันนี้ก็คงดี

… แย่จัง พูดถึงเรื่องโลกแตก พูดถึงการแบ่งปันความรัก (นี่ผมพยายามไม่แตะเรื่องศาสนา เพื่อให้มันสากลแล้วนะ) แต่ไหงเจ็บที่หน้าอกยังไงก็ไม่รู้

ผมเองก็มีคนที่ผมอยากบอกรักเหมือนกันนะ แน่นอน ไม่ต้องไล่ผมไปบอกรักพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายหรอก คนพวกนั้นผมบอกเขาก็ฟังอยู่แล้ว ผมแค่อยากบอกรักคนที่เขาไม่อยากจะฟัง

ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เมื่อคนที่ผมอยากบอกรักที่สุด เขาไม่อยากแม้แต่จะได้ยินถึงชีวิตของผม

แย่จังนะ

เขาไม่ต้องการเรา แต่เรากลับไม่สามารถเลิกต้องการเขามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้สักที

ทุกวันนี้หลับตายังคงเห็นอยู่ ที่แขนยังคงรู้สึกได้ ใจยังคิดถึงตลอดเวลา แถมวันไหนอาการดีสุดๆ ไม่ซึมเศร้าก็ฝันเห็นกันและกันกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เกลียดตัวเองจริงๆ


ธันวาคม 2012
อา พฤ
« พ.ย.   ม.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter