Leap Motion review

Posted on: 30 กรกฎาคม, 2013

ออกตัวก่อนว่าได้ Leap Motion มาตั้งแต่วันแรกๆ ของการวางจำหน่าย (ทาง Leap Motion ส่งของมารอ พอถึงวันกำหนดจำหน่ายก็ส่งมาที่บ้าน ของผมนั้นฝากคุณ @PeaceGuardian สั่งเข้ามา ผมไปเอาหลังจากวันที่ของเข้าแล้วหนึ่งวัน) แต่เนื่องจากว่าเล่นอยู่สองวันก็เก็บเพราะผิดหวังพอสมควร ก็กะจะมาเขียนบล็อกรีวิวนี่แหละ แต่ดันไม่ได้ใช้โน้ตบุคของตัวเองเสียที ทำให้เริ่มลืมไปบ้างแล้วว่าจะวิจารณ์ Leap Motion อะไรบ้าง ดังนั้นไม่ว่ากันนะ ถ้าผมจะนึกอะไรออกทีหลังแล้วมาเขียนเพิ่มเติม

LEAP MOTION

ตัว Leap Motion นั้นเป็นข่าวท่ามกลางหมู่ Geek ในช่วงพักใหญ่ๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอวิดิโอคอนเซปท์ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งแน่นอน ทุกคนที่ดูรู้ว่าของจริงจะไม่เวอร์ขนาดนี้ แต่ถ้าทำได้แบบนี้จริงก็เจ๋งไปเลย อย่างน้อยแม้จะไม่หวังว่ามันจะทำงานได้ 100% ของวิดิโอที่เห็น มันก็น่าจะได้สัก 60 – 70% อย่างที่อวด

เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีผลิตภัณฑ์ที่ทำงานคล้ายๆ กับ Leap Motion มาแล้ว มันชื่อว่า Kinect โดยการทำงานก็คล้ายๆ กัน คือยิง Infrared ออกมา และตรวจการสะท้อนกลับ ข้อเสียของ Kinect (และน่าจะ Leap Motion ด้วย) คือใช้กลางแจ้งไม่ได้ เนื่องจากเต็มไปด้วย Infrared นั่นเอง

สำหรับปัญหาของ Kinect นั้นก็คือว่ามันตรวจจับพื้นที่ขนาดใหญ่ (สเกลการทำงานคือตัวคน ในขณะที่ Leap Motion นั้นแค่นิ้ว ไปจนถึงมือ) ทำให้การประมวลผลค่อนข้างช้า คือดีเลย์ราวๆ 0.5 – 1 วินาที (แน่นอนว่าเล่นเกมส์ที่ใช้ Kinect นี่น่าหงุดหงิดมาก เคลื่อนที่แบบฉิวเฉียดไม่ได้ เพราะมันประมวลผลไม่ทัน)

พอมาเป็น Leap Motion มันเป็นแค่แท่งเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ ทำให้ระยะทำงานสั้นลง และแม่นยำขึ้นระดับเห็นนิ้วเป็นนิ้ว (ของ Kinect นี่หลายสิบฟุตจากตัวมัน ถ้าแปลงเป็นเมตรก็คง 1.5 – 2 เมตร ส่วน Leap Motion นี่แค่ไม่เกิน 1 เมตรจากตัวเอง เอาเข้าจริงใช้ก็แค่ 50 เซนติเมตรด้วยซ้ำ ระยะทำงานที่สั้นลงทำให้ความแม่นยำมันเยอะกว่า Kinect พอสมควร)

แต่ Leap Motion นั้นไม่ได้เลิศเลอแบบที่เห็นในวิดิโอ ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง

  1. Leap Motion ไม่ใช่ Input Method สำหรับคอมพิวเตอร์ – เราไม่สามารถเสียบ Leap Motion แล้วนำไปใช้งานทันทีได้ เนื่องจากว่ามันไม่ใช่เมาส์ และมันไม่ใช่ทัชสกรีน มันไม่ได้รับการรองรับจากตัว Operating System มันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราเรียกแอพลิเคชันที่รู้จัก Leap Motion ขึ้นมาก่อนเท่านั้น
  2. Leap Motion เป็นการใช้งานในอากาศ เราไม่สามารถแยกแยะสัมผัสสำเร็จ กับสัมผัสผิดพลาดได้จากความรู้สึก – ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คงเป็นเกมส์ Cut The Rope ซึ่งมีทั้งการเคลื่อนที่ (แต่ไม่ตัดเชือก) และเคลื่อนที่ (เพื่อตัดเชือก) สิ่งเดียวที่บอกได้ว่าการเคลื่อนที่นั้นกลายเป็นการเคลื่อนที่เพื่อตัดเชือกหรือยังคือการดูหน้าจอ ประสาทสัมผัสอื่นๆ นั้นไม่สามารถช่วยเราได้ (ยกเว้นจะใส่เสียงเข้าไป) อันนี้คงทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากมันอยู่ในอากาศ นอกจากอนาคตจะสร้างอุปกรณ์เป่าลมติดไว้ตรงหน้าจอ พอจิ้มเป็นระดับคลิกแล้วก็เป่าลมปู้ดนึงใส่นิ้วหนึ่งที ปัญหานี้จะน้อยลงตามเวลาที่เล่น ยิ่งเล่นนานขึ้นก็จะเริ่มกะระยะ และตำแหน่งได้ ปัญหาก็คือถ้าเคลื่อนตำแหน่ง Leap Motion ไปวางที่อื่นก็ต้องปรับตัวกันใหม่
  3. ระยะเล็ง – อันนี้เป็นปัญหาคล้ายๆ กับคอนโทรลเลอร์ของ Wii (แต่ Wii มี Sensor Bar เป็นตัว Refernce ตำแหน่งแกน X,Y ให้) คือการที่ตำแหน่งเคอร์เซอร์กับสายตาเราไม่ตรงกัน อันนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่วาง Leap Motion ก็จริง แต่กลายเป็นว่าตาเราอาจจะเห็นนิ้วชี้หน้าเพื่อนคนหนึ่งบนหน้าจอ แต่เซนเซอร์พบว่าตำแหน่งเรานั้นชี้อีกคนแทน วิธีแก้ก็คงไม่พ้นการอัพเดตซอฟท์แวร์ในอนาคตให้ Calibration ตำแหน่งนิ้วกับสายตาให้ตรงกันก่อน เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่แก้ได้ด้วยซอฟท์แวร์ เพราะถ้าเราเห็นนิ้วเราชี้คนนึง แต่เคอร์เซอร์บอกว่ากำลังชี้อีกคนหนึ่ง มันคงเป็นการทำงานที่ ‘ไม่เป็นธรรมชาติ’ แทน
  4. Air Space แอพน้อยมาก – แอพสโตร์ของ Leap Motion นั้นชื่อว่า Air Space และวันแรกที่เปิดตัวมีแอพอยู่ 75 ตัว (จำนวนนี้รวมทั้งแอพฟรีและเสียเงิน) ที่สำคัญคือแม้จะดูแอพเสียเงินแล้วก็ยังไม่น่าสนใจอยู่ดี ในตอนนี้แอพที่น่าสนใจจริงๆ เท่าที่ดูมีสองตัว สามแอพ ได้แก่ Touch Less (แยกเวอร์ชัน Windows/Mac OS X แทนที่จะเป็น Universal) ซึ่ง Touch Less จะเข้ามาแทรกกลางแทนที่เมาส์ (เป็นแอพที่มาแย้งคำวิจารณ์ข้อแรกด้านบนว่าไม่สามารถใช้แทนเมาส์ได้) และ AirPoint เป็นแอพควบคุม Power Point ด้วย Leap Motion ถือว่าเริ่มมีประโยชน์บ้างกับชีวิต

สรุปว่าด้วยราคา $79.99 (ไม่รวม Vat และ Shipping และภาษีนำเข้าถ้าแจ็คพอต) นั้นแม้จะถูกและเจ๋ง แต่ยังไม่น่าสนใจพอ ยกเว้นจะถือว่าลงทุนเพื่ออนาคต รอแอพดีๆ โผล่ขึ้นมา เลยจะซื้อมาดองรอก่อนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าถามถึง ณ ปัจจุบัน ตัว Leap Motion ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก (ถ้าลง Touch Less ก็จะทำได้มากขึ้นอยู่แต่ยังไม่เพียงพอ) แต่ปัญหาเรื่องระยะเล็งยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ลองนึกดูว่าเล่นเกมส์ Fruit Ninja เราเห็นนิ้วตัวเองผ่านผลไม้ แต่ความจริงเคอร์เซอร์ไปผ่าระเบิดซะงั้น คงไม่สนุกแน่ๆ คงต้องรอดูต่อไปในอนาคต ว่า Leap Motion จะแก้ปัญหาเรื่องระยะเล็ง และแอพยังมีอยู่น้อยอย่างไร แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกได้ ถ้าถูกผลักดันอย่างถูกวิธี

ถ้าโดน Apple หรือ Microsoft ซื้อไปก็คงเห็นอะไรสนุกๆ แน่ แต่โดยส่วนตัวอยากให้ Apple ซื้อไปนะ เพราะถ้า Apple ซื้อไปเราจะได้เห็นมันบน Mac OS X เร็วมากๆ และ Microsoft จะพยายามสร้างเลียนแบบอย่างแน่นอน แต่ถ้า Microsoft ซื้อไปก็คงหายไปนาน หรือหายไปเลยนั่นเอง (ส่วน Google นี่ซื้อตัวคน แต่เทคโนโลยีหายแหงๆ โผล่อีกทีเฉพาะ Enterprise แทน)

โดยรวมถือว่าเชียร์ เพราะเชื่อว่าในอนาคตจะต้องเป็นทางนี้แน่นอน คำถามคือยังมีอะไรที่ Leap Motion ยังคงหลงทาง และต้องแก้ไขอยู่บ้าง (ในตัวอุปกรณ์และซอฟท์แวร์) ส่วนเรื่องแอพลิเคชันนั้นคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาและความนิยมอย่างแน่นอน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2013
อา พฤ
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

%d bloggers like this: