Archive for สิงหาคม 2013

1 โยชูวาได้รับหน้าที่ใหม่อยู่มาเมื่อโมเสสผู้รับใช้ของพระเยโฮวาห์สิ้นชีวิตแล้ว พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชูวาบุตรชายนูนผู้รับใช้ของโมเสสว่า
2 “โมเสสผู้รับใช้ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้น ยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ ทั้งเจ้าและชนชาตินี้ทั้งหมดไปยังแผ่นดินซึ่งเรายกให้แก่เขาทั้งหลาย คือแก่คนอิสราเอล
3 ทุกๆตำบลถิ่นที่ฝ่าเท้าของเจ้าทั้งหลายจะเหยียบลง เราได้ยกให้แก่เจ้าทั้งหลาย ดังที่เราได้ตรัสไว้กับโมเสส
4 ตั้งแต่ถิ่นทุรกันดารและภูเขาเลบานอนนี้ไกลไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส แผ่นดินทั้งหมดของคนฮิตไทต์ ถึงทะเลใหญ่ทางทิศตะวันตก จะเป็นอาณาเขตของเจ้า
5 ไม่มีผู้ใดจะยืนหยัดต่อหน้าเจ้าได้ตลอดชีวิตของเจ้า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย
6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะกระทำให้ชนชาตินี้แบ่งมรดกในแผ่นดินนั้น ซึ่งเราปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายว่าจะยกให้เขา
7 เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามพระราชบัญญัติทั้งหมดซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของเราได้บัญชาเจ้าไว้นั้น อย่าหลีกเลี่ยงจากพระราชบัญญัตินั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย เพื่อว่าเจ้าจะไปในถิ่นฐานใด เจ้าจะได้รับความสำเร็จอย่างดี
8 อย่าให้หนังสือพระราชบัญญัตินี้ห่างเหินไปจากปากของเจ้า แต่เจ้าจงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่เขียนไว้นั้นทุกประการ แล้วเจ้าจะมีความจำเริญ และเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี
9 เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่า จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า”
10 โยชูวาเตรียมประชาชนที่จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนแล้วโยชูวาบัญชาเจ้าหน้าที่ทั้งปวงของประชาชนว่า
11 “จงไปในค่ายสั่งประชาชนว่า จงเตรียมเสบียงอาหารไว้ เพราะว่าภายในสามวันท่านทั้งหลายจะต้องยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ เพื่อเข้าไปยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้ยึดครอง”
12 แล้วโยชูวาพูดกับคนรูเบน คนกาด และคนตระกูลมนัสเสห์ครึ่งหนึ่งว่า
13 “จงจำคำที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเยโฮวาห์บัญชาท่านทั้งหลายไว้ว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจัดที่พักให้ท่าน และประทานแผ่นดินนี้แก่ท่าน
14 จงให้ภรรยาของท่านทั้งหลาย ลูกเล็กของท่าน และฝูงสัตว์ของท่านอยู่ในแผ่นดินซึ่งโมเสสยกให้ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ แต่ผู้ชายที่ชำนาญศึกทั้งหลายในพวกท่านต้องถืออาวุธข้ามไปเป็นทัพหน้า เพื่อช่วยพี่น้องของตน
15 จนกว่าพระเยโฮวาห์จะประทานที่พักให้แก่พี่น้องของท่าน ดังที่ประทานแก่ท่าน ทั้งให้เขาได้ยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่เขา แล้วท่านจึงจะกลับไปยังแผ่นดินที่ท่านยึดครองและถือไว้เป็นกรรมสิทธิ์ คือแผ่นดินซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเยโฮวาห์ได้ให้แก่พวกท่านฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ทางดวงอาทิตย์ขึ้น”
16 เขาทั้งหลายจึงตอบโยชูวาว่า “สิ่งสารพัดซึ่งท่านบัญชาแก่พวกเรา เราจะกระทำตาม ท่านจะให้พวกเราไปในที่ใดๆ เราจะไป
17 เราเชื่อฟังโมเสสในเรื่องทั้งปวงอย่างไร เราจะเชื่อฟังท่านอย่างนั้น ขอเพียงว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงสถิตกับท่าน ดังที่พระองค์ได้สถิตกับโมเสสก็แล้วกัน
18 ผู้ใดที่ขัดขืนคำบัญชาของท่าน และไม่เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน ไม่ว่าท่านจะบัญชาเขาอย่างไร ผู้นั้นจะต้องถึงตาย ขอเพียงให้เข้มแข็งและกล้าหาญเถิด”

Quote from http://www.wordplanet.org/ti/06/1.htm#

พระคัมภีร์บทนี้ตัดมาจาก โยชูวา บทที่ 1 ข้อ 1 – 18

ในบริบทของเรื่องราวนี้คือโมเสส ผู้พาชนชาติอิสราเอลออกมาจากอียิปต์ได้สิ้นชีวิตลง โยชูวา ได้ขึ้นมารับตำแหน่งสืบทอดแทน ณ จุดนั้นโยชูวาจะรู้สึกยังไงบ้าง? จะต้องแบกรับชนชาติอิสราเอลทั้งชาติ ย่อมเป็นความรู้สึกที่หนักอึ้ง เพราะชนชาตินี้ทั้งดื้อดึง และไม่เชื่อฟัง นอกจากนี้ยังต้องรับตำแหน่งสืบทอดจากคนที่ทำได้ดีสุดๆ อย่างโมเสสอีกด้วย ย่อมเป็นความกดดันว่าจะทำตามได้เท่าเทียม หรือดีกว่าหรือเปล่า

แต่ในขณะเดียวกันก็คงจะรู้สึกยินดีในที เนื่องจากชาวอิสราเอลที่อพยพมาจากอียิปต์นั้นตายหมด (ตามพระคัมภีร์คือเหลือโยชูวา กับคาเลบ นอกนั้นตายไปหมดแล้ว ที่จะเข้าคานาอันก็เป็นรุ่นใหม่ที่เกิดในการร่อนเร่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา) สำหรับเหตุผลที่พระคัมภีร์บอกว่าโยชูวาและคาเลบได้เข้าสู่แผ่นดินคานาอัน ขณะที่คนอื่นไม่มีสิทธิ์ ก็เพราะว่าเชื่อฟังนั่นเอง ถ้าเราทำหน้าที่อย่างดีเยียม และกษัตริย์ หรือเจ้านายยอมรับเรา ย่อมเป็นความรู้สึกที่ดี

แต่ความรู้สึกที่ดีหลายครั้งก็หักล้างกับความรู้สึกอึดอัด กดดันไม่ได้ (อ่านข้อ 6,7,9) มีการกล่าวว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด” ด้วยกันถึงสามครั้ง (นอกนั้นยังอยู่ในรูปแบบอื่นอย่างไม่มีผู้ใดยืนหยัดต่อหน้าเจ้าได้ (ข้อ 5) แต่ชัดๆ เลยมีสามครั้ง)

ในตอนนี้มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น การบอกให้เข้มแข็งและกล้าหาญนั้นไม่ใช่เรื่องยาก การจะทำตามนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อการทดลอง เรื่องราวยากๆ เข้ามาในชีวิต การที่เราจะยังคงดำเนินตามสิ่งที่เราได้สัญญา สาบาน หรือบอกว่าจะเชื่อฟังนั้นหลายครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย (hints : อ่านเรื่องเมืองเยรีโค)

โยชูวา 1:9 “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่า จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า”

Advertisements

ถ้าใครเคยอ่านพระคัมภีร์ ไม่ว่าคุณจะเป็นคริสเตียน หรือไม่ใช่คริสเตียน คุณลักษณะอันสุดแสนจะโดดเด่นของชาวอิสราเอล ก็คือการทรยศต่อพระเจ้า มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกไม่น้อยเหมือนกัน อย่างเช่นในช่วงที่โมเสสขึ้นไปบนภูเขาซีนายเพื่อนำบัญญัติสิบประการลงมา และลงมาช้ากว่ากำหนดที่บอกเอาไว้ ชาวอิสราเอลก็ขาดที่วางใจและหันไปหารูปปั้นพระบาอัล สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ

ณ ตรงนี้ถ้าใครที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกับผม ก็ขอให้มองว่าพระคัมภีร์คือวรรณกรรมฉบับหนึ่ง ที่กำลังสะท้อนบางอย่างให้เห็น สำหรับคุณมันอาจจะไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ (หรือถุกต้อง) ก็แล้วแต่ ให้เก็บประเด็นว่าคุณได้อะไรจากตรงนี้บ้าง ส่วนท่านที่เป็นคริสเตียน ก็ขอให้หลับตาอธิษฐานแล้วใคร่ครวญว่าคุณมองเห็นอะไรบ้าง

เรื่องราวของพระเจ้ากับชาวอิสราเอล (ในยุคต้นของพระคัมภีร์) เรียกได้ว่าแทบจะเทอิทธิปาฏิหาริย์ให้เห็นกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเสาเพลิง ที่ให้แสงสว่างยามค่ำคืน หรือมานา (เป็นภาษาฮิบรู แปลว่า “What’s this?” หรือ “นี่อะไร?”) ที่เป็นอาหารในยามเช้าบนพื้นดินรอบค่ายของชาวอิสราเอล

ยกตัวอย่างมานาก็ได้น่าจะง่ายดี ในความเชื่อของคริสเตียนนั้นหนึ่งสัปดาห์จะมีวันทำงานเพียงหกวันเท่านั้น วันที่เจ็ดไม่ได้เพียงแต่เป็นวันพักผ่อน แต่ห้ามทำงานเลยทีเดียว ถึงขนาดว่าพระเจ้าจะไม่ให้มานา มาอยู่บนพื้นโลกเลยก็ว่าได้ โดยในพระคัมภีร์เขียนว่ามานานั้นไม่สามารถเก็บข้ามวันได้ จะบูดเน่า แต่ถ้าเป็นวันก่อนวันสะบาโต (Sabbath) ก็จะเก็บได้สองวัน

ทั้งที่สัญญาณเหล่านี้เด่นชัดประจักษ์ต่อตาชาวอิสราเอล ถึงสิ่งที่มีตัวตนยิ่งใหญ่เหนือชาวอิสราเอล แต่สุดท้ายแล้วชาวอิสราเอลก็ยังคงหันหนีไปจากพระเจ้า ไปยังสิ่งจอมปลอมที่มือของเขาสร้างขึ้นมาเอง

เมื่อฟังเช่นนี้แล้วก็หันกลับมาดูตัวเอง ในยุคหลายพันปีให้หลัง (เวลาโดยประมาณขั้นต่ำก็ 4,000 ปี หรือมากกว่า) เราอยู่ในยุควิทยาศาสตร์ ถ้ามีอิทธิปาฏิหาริย์หักล้างวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน เช่นมีมานาโผล่มาทุกวัน แม้จะตั้งกล้องถ่ายวิดิโอ หรือนั่งเฝ้าจนกระทั่งเช้าก็จะพบโผล่มาจากอากาศ ผมเชื่อว่าทุกคนจะเชื่อในสิ่งเหล่านี้มากกว่าคนในยุคนั้นแน่นอน (ในยุคนั้นคาถาอาคมอาจจะเป็นเรื่องธรรมดากว่าในยุคนี้ คนในยุคนั้นเลยมองข้าม? หรือเปล่าไม่รู้สินะ) แต่ว่าถ้าถามว่าเรากับอิสราเอลต่างกันอย่างไร อันนี้ก็คงตอบได้เลยว่าไม่ต่าง

ในยุคนี้เราอาจจะไม่มีพระเจ้าองค์อื่น…. กลับกัน เราต่างปั้นพระเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมาง่ายกว่าเดิมในรูปแบบใหม่ๆ เงิน ฐานะ อำนาจ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่ามนุษย์ทุกคนหลงไหล และในหลายๆ ครั้งเราก็อ้าง ‘มีพระเยซูแล้ว ทำผิดเดี๋ยวก็อธิษฐานแล้วก็จบเรื่องไป’ เมื่อมาพิจารณาดีๆ แล้วเราๆ ในยุคนี้ไม่ได้แตกต่างจากอิสราเอลในยุคนั้น ที่บอกว่าจะเคารพ และรักพระเจ้า แต่สุดท้ายก็หลงหายไปหาสิ่งจอมปลอมที่ไม่มีอยู่จริง สิ่งจอมปลอมที่ตั้งมันขึ้นมาแล้วบอกว่ามันมีค่ามากมาย และบูชา เหนือสิ่งอื่นใด

บางทีเราทุกคนอาจจะเป็นอิสราเอลที่กำลังหลงหายไปเคารพพระบาอัลอยู่ก็ได้


สิงหาคม 2013
อา พฤ
« ก.ค.   พ.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.