Archive for มีนาคม 2015

เพียงแค่หลับตาลง โลกนี้ก็มืดมิด ทุกอย่างก็หยุดลงจนกว่าจะลืมตาตื่นอีกครั้ง

ถ้าไม่ลืมตาขึ้น ทุกอย่างก็ไม่เคลื่อนไหว ไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งนั้น

เพียงแค่ปิดตา โลกของเราก็จะหยุดนิ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมันก็แค่สิ่งที่ผ่านไปแล้ว

กระแสเวลามีแค่ปัจจุบันเท่านั้น อดีตเป็นแค่ข้อมูล

ข้อมูลคือสิ่งที่ใช้ทำให้ปัจจุบันดีขึ้น

อนาคตไม่มีวันมาถึง อดีตไม่มีวันย้อนกลับ

ทำได้แค่ปัจจุบันเท่านั้น

ความเจ็บปวดในอดีตก็ลืมมันเสียเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น

คำสัญญา ภาระ และหน้าที่มีผลแค่ในปัจจุบัน แม้จะสัญญาในอดีต

ถ้าทำได้ก็ทำเสีย

เพราะคนที่สัญญากับเราอาจจะไม่ทำเสียเอง

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องสมมติ หากชื่อตัวละคร หรือเหตุการณ์เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงนั้น เป็นความบังเอิญที่ไปตรงกันเท่านั้น

ผมเป็น… คนที่มีโลกส่วนตัวสูง…. ถ้าจะใช้คำให้ดูดีน่ะนะ หรือถ้าให้ฟังดูมีเกรดนิดหน่อย ผมว่าคำว่า “เลือกคบเพื่อน” ก็ฟังดูฉลาดดี เหมือนจะมีการตัดสินใจมากหน่อย แต่ความเป็นจริงแล้วผมรู้ตัวเองดี ว่าผมน่ะไม่ได้โลกส่วนตัวสูง หรือเลือกคบอะไรนักหรอก ผมก็แค่ไม่อยากจะมีเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนที่คบแล้วชีวิตไม่เป็นสุข

ผมจะเริ่มจากตรงไหนดีนะ? ผมเริ่มจากตรงที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นแล้วกัน ถึงแม้ว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่จุดเริ่มต้น ผมแค่คิดมาก หรือไม่ก็แค่อยากจะหาแพะสักตัวมาเป็นสาเหตุของการที่ผมไม่อยากจะคบใครก็ได้

ครอบครัวของผมนั้นค่อนข้างจะมีกันเองสูง พ่อมีเพื่อนนิดหน่อยที่โบสถ์ แม่มีสมาคมแม่บ้านเล็กน้อย แต่ครอบครัวเราไม่ค่อยสุงสิงใคร ถ้าเป็นเกมส์ RPG ก็คงจะเรียกได้ว่าพยายามรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้ค่าปฏิสัมพันธ์ลดลงเท่านั้นเอง ในซอยบ้านเองก็เหมือนกัน บ้านเราอยู่หลังในสุด แปลว่าทุกๆ บ้านจะเห็นเราเดินผ่านไปผ่านมา แต่เราไม่เคยคบบ้านไหน ไม่เคยคุยกับใคร ยี่สิบกว่าปีในซอยนี้ผมเคยคุยกับมนุษย์คนอื่นไม่เกินสี่คนเสียด้วยซ้ำไป

นั่นอาจจะ (หรืออาจจะไม่ใช่) เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมไม่ค่อยคิดจะมีเพื่อนก็ได้ Read the rest of this entry »

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีมาแล้วครับ ตอนแรกๆ เขียนไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน ตอนนี้หลายปีละ เขียนไปก็คงไม่รู้ละมั้งว่าที่ไหน

เคยทำงานในบริษัทองค์กรใหญ่รายหนึ่งครับ สมัยก่อนผมจะเข้าไปทีมที่ผมเข้าไปทำนั้นมีสมาชิกอยู่สิบคน (เออ! สิบคน!!) แต่พอผมเข้าไปดันเหลืออยู่สามคน (รวมตัวผมแล้ว) ชีวิตก็ดี๊ดีครับ พี่เก๋เป็นคนที่รับงานส่วนใหญ่ไป ส่วนผมเป็นจูเนียร์ก็สบายหน่อย ทำตามหน้าที่พอ

ทุกวันจันทร์จะมีการเข้าประชุม ซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่ผมครับ พี่สองคนจะเข้าไป หลังๆ พี่งานเริ่มเยอะก็ให้ผมช่วยทำสรุป (แต่ไม่ต้องเข้า) ชีวิตผมก็เป็นสุขดีครับ แค่วันอาทิตย์มีงานเพิ่มขึ้นมาตอนเที่ยงคืนเท่านั้นเอง

เงินเดือนน้อยมากครับ (พี่มาเล่าให้ฟังว่าเขียนเงินเดือนไปที่ HR xx,000 บาท แต่ HR เสนอเงินมาแค่ (xx-5),000 บาท ซึ่งตอนนั้นก็บ้าจี้รับทั้งที่มันน้อยมาก)

พอหลังๆ พี่เก๋ลาออกไปแต่งงาน อ้าว ชิบหัย งานตกที่เรา ไม่เป็นไร เราเก่ง แบกไหว

พี่อีกคนก็โดนหัวหน้าหาเรื่องไล่ออกครับ…. โอเค เค้าผิดหรือไม่ผิดเราจะไม่พูดถึง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเค้าออก

ค…. เคว้งครับ ทั้งทีมที่เคยมี 10 คน บัดนี้เหลือคนเดียว

ตอนนี้ผมต้องทำทุกอย่าง (แต่ตำแหน่งและเงินเดือนเท่าเดิม) คือต้องเป็น PM, Content, Sales ตายครับตาย ตอนแรกบอกเลยแทบจะไม่มีชีวิต เป็นซอมบี้ไปเลย วันนี้จะมีอะไร พรุ่งนี้จะมีอะไรไม่รู้เลย ถ้าจะถามว่าว่างไหมต้องเปิด Google Calendar เท่านั้น คือมันแน่นทุกอย่าง งานนิตยสารก็จะเอาต้นฉบับ งานเว็บก็ต้องทำ ประชุมก็เข้า คุยกับ Dev ของเว็บอีก และที่สำคัญคือต้องออกงาน

คืองี้ครับ โดน AE ด่าว่า “เค้าไม่ซื้อ Ad. เว็บมึงก็เพราะมึงไม่ไปงานเค้าอะแหละ สัด”

ครับ… เมื่อก่อนตอนอยู่กันสามคนโคตรชอบเลยครับ ไปออกงานแล้วกลับบ้านทำงานที่บ้านต่อได้เลย ไม่ต้องนั่งออฟฟิศ (ส่วนตัวไม่ชอบนั่งออฟฟิศเพราะเวลาเลิกงานกลับบ้านโคตรยาก) คือผมก็ไม่ได้อู้หนีกลับบ้านนะ กลับบ้านแล้วก็ทำงานต่อ

พอลาออกหมด ผมก็สู้งานนะ (สู้เพื่ออะไรวะ) ทำแม่งสิบโมงถึงตีสองทุกวัน (ยอมรับว่าเหี้ยมาก เข้าออฟฟิศตอนแปดโมงไม่ไหว) เข้าสิบโมงแล้วก็ชดเชยให้ด้วยการทำงานอยู่ที่ออฟฟิศถึงสองทุ่ม จริงๆ ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ทุ่มนึงรถมันติดกลับบ้านยาก เลยนั่งทำงานดีกว่า

งานก็ประดังประเดมาก ทั้งรีวิว บทความ นิตยสารและเว็บ ทำมันทุกอย่างคนเดียว (ตอนนั้นคุณรณฯ เข้ามารับช่วงต่อการประชุมกับทำรายงาน ซึ่งรายนี้ก็น่าสงสารพอกัน เพราะโดนจับไปโยนช่วยแผนกที่ไม่มีใครเอามาตลอด) ชีวิตคุณภาพตกต่ำลงทุกวัน

แล้ววันหนึ่งก็โดนเรียกไปคุย ตอนแรกนี่เข้าใจว่าโดนหัวหน้าชมเชยว่า “พี่รู้นะว่าเราทำงานหนัก เสาร์อาทิตย์ก็เข้าออฟฟิศ”

ใช่ครับ ตอนนั้นทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ชีวิตนี่ไม่ต้องมีเป็นของตัวเองเลย

รู้ไหมครับแวบแรกเขาบอกว่าอะไร……

เขาบอกว่า “พี่รู้ว่าแบงค์ทำงานสบาย พี่ว่าแบบนี้พี่อาจจะต้องคิดว่าอนาคตจะเอาแบงค์ไว้ในองค์กรไหม”

ขอบคุณพระเจ้…….. เดี๋ยวๆ ว่าไงนะ ทำงานสบาย….

ขอบคุณครับ พี่ให้เงินผมเท่านี้ ผมก็ยังเสือกกล้าขยันปั่นงานตัวเป็นเกลียว ออกงานทั้งที่ไม่อยากจะไป เข้าออฟฟิศเสาร์อาทิตย์ (โดยที่มี Art Director เห็นเป็นพยานชีวิต ถ้าวันอาทิตย์ไหนอาร์ตไดฯ เข้าออฟฟิศ) ผมโดนบอกว่าผมกำลังจะถูกถอดจากงาน อาจจะโดนไล่ออกเพราะทำงานสบาย

สามเดือนผ่านไป

MD คนใหม่นัดประชุม คุยๆๆๆๆ (โดยหาสาระอะไรในการประชุมดังกล่าวไม่ได้ เป็นเพียงการประกาศว่าฉันอยู่ตรงนี้! และพวกคุณอยู่ในสายตาของฉัน ซึ่งเราก็เข้าใจได้ แต่กูอยากออกไปทำงานต่อ) ปิดท้ายด้วยคำพูดว่า “แบงค์มีอะไรอยากจะบอกกับพี่ไหม”

“มีครับ…. หาคนให้ผมที ผมทำงานคนเดียวไม่ไหว”

สี่เดือนผ่านไป

MD พาหลานอายุ 13 ปีมาทิ้งไว้ที่แผนก ฝากเลี้ยง…. และบอกว่าพี่พาคนมาช่วยทำงานแล้วนะ (ขอบคุณครับ……)

สัปดาห์ต่อมา ไปแย่งคนจากบริษัทลูก (มีบริษัทแม่เดียวกัน) กลับมาอยู่บนชั้นนี้ จริงๆ คือพี่แกเหนื่อยกับงานเกมส์ด้านล่างนั่นแหละเลยอยากกลับมาฝั่งนิตยสาร ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกันพี่แกไม่เคยสนใจการประชุม (ว่าจะวางสารบัญหนังสือใหม่ ก็ตอบขอไปทีเหมือนกับให้จบๆ ไป ซึ่งก็จริง) ไม่เคยมีประโยชน์ในแผนก เพราะแกไม่คิดจะมาช่วยเขียนเลย เหมือนมานั่งเล่นเน็ทข้างบนแทน แต่ทุกคนคาดหวังกับกลุ่มนี้มากขึ้นเพราะมีคนเพิ่มขึ้น ซวยกูอีกสิ

หกเดือนผ่านไป

ผมเริ่มชินกับชีวิตบัดซบ ผมยอมรับว่าคุณภาพชีวิตยังแย่เหมือนเดิมแต่เริ่มชินแล้ว หรือเราจะไม่ออกดีนะ (แต่เงินเดือนน้อยอย่างนี้ไม่มีอนาคตแน่เลยว่ะ) ผมเริ่มลังเล ผมมันเป็นพวกไม่ชอบการฟันฝ่าอะไรมากมายเสียด้วย ถ้าอยู่กับที่แล้วเรารับมือไหวก็ดีออก

หัวหน้าเรียกไปคุยอีกครั้ง เรานึกว่าเขาเห็นผลงานฝีมืออันเป็นที่ประจักษ์ว่าเรามันถึกเหมือนควาย นอนน้อย ทำงานทุกวันได้ทั้งที่รับเงินเดือนน้อยกว่าเด็กจบใหม่

หัวหน้าบอกว่า “แบงค์ออกมั้ย ทำงานสบายแบบนี้ หกเดือนแล้วเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเลย”

“…………………………………”

“ผมว่าจะออกครับพี่เอก ผมไม่อยากทำงาน (กับมึง) แล้ว”

นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ผมพูดออกไปในนั้น

เจ็ดเดือนผ่านไป

ลาออกปั๊บ มันได้คนใหม่มาทำงานเลยครับ…. แถมอีคนใหม่ให้ช่วยเขียนงานสี่หน้าให้สองพันบาท (น้อยสัส แต่ก็รับ) สั่งเที่ยงคืนเอาหกโมงเช้า แทบจะตายกว่าจะเขียนครบหกหน้า…. จนตอนนี้ปี 2015 มันยังไม่จ่ายเงินค่างานเขียนเลยครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีอสูรอยู่หนึ่งตน ออกเข่นไล่ฆ่ามนุษย์มากมาย

ผู้คนหวาดหวั่นพรั่นพรึง

ในที่สุดก็มีคนจับอาวุธลุกขึ้นสู้ แต่ก็พ่ายแพ้

มนุษย์ผู้เก่งกล้ากลับล้มหายตายจาก เหลือเพียงผู้แพ้และผู้อ่อนแอ

มนุษย์จึงตีดาบปราบปิศาจ ที่ต้องแลกด้วยชีวิตผู้คนมากมาย

ดาบที่แฝงไว้ด้วยวิญญาณมนุษย์มากมาย ความเกลียดชังอสูรตัวนั้นอย่างมากมาย

ในที่สุดความเกลียดชัง ความพินาศที่มากกว่าก็กำจัดอสูรตัวนั้นได้

แล้วผู้ที่ใช้ดาบนั้นก็สูญเสียความเป็นมนุษย์ไป จากผู้มตะกลายเป็นอสุรกายอมตะ

แล้วอสูรตนนั้นก็ออกไล่เข่นฆ่ามนุษย์เป็นอาหารอีกครั้ง

อีกนานแค่ไหนหนอ วัฏจักรดังกล่าวจะสิ้นสุด

มนุษย์ผู้ปราบสมิง กลับละทิ้งตัวตนและไปเป็นปิศาจ เพื่อจะเข่นฆ่าปิศาจ

ในที่สุดก็ลืมไปว่าตนเองเป็นมนุษย์ และเมื่อบรรลุเป้าหมายอันสูงสุดแล้วก็กลับมาหันดาบใส่มนุษย์กันเอง

สุดท้าย ปราบอสุรกายไป ก็ได้อสุรกายตนใหม่กลับมา


มีนาคม 2015
อา พฤ
« ม.ค.   เม.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter