Resistance: ยาปฏิชีวนะ

Posted on: 13 มีนาคม, 2017

แมคขี้ (หมอนี่) ผู้ซึ่งหยั่งรู้ในรสนิยมสารคดีของข้าพเจ้าดีกว่าตัวเองได้แนะนำสารคดีแนววิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งชื่อว่า Resistance (ตามภาพที่เห็นด้านบน) เป็นสารคดีเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ สิ่งที่มันแก้ไขได้ สิ่งที่มันทำให้แก้ไขไม่ได้ สิ่งที่มันช่วยเหลือ และสิ่งที่มันทำลาย โลกของเราหันไปทิศไหนเมื่อมีการประดิษฐ์ยาปฏิชีวนะที่ชื่อว่าเพนนิซิลลิน

ก่อนจะเจาะว่าสารคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรของนอกเรื่องแปปนึง (นอกเรื่องทุกที) ปกติดูจะดูสารคดีบน YouTube ซึ่งมันก็จะเป็นแนวที่อัดมาจากช่อง Now26, ThaiPBS, TRUE อีกที ไม่เคยดูสารคดีแบบนี้มาก่อน (และไม่เคยรู้ด้วยว่าตัวเองชอบอะไรแบบนี้) จนได้รับการแนะนำ พร้อมเปรยๆ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ทำให้คิดว่าจะดูจนจบ ซึ่งถ้าไม่มีการเกริ่นมาก่อนว่ามันน่าสนใจ (หรืออีกนัยหนึ่งแมคขี้เป็น Curator ส่วนตัวที่รู้รสนิยมทางวิทยาศาสตร์และความหลงใหลของข้าพเจ้าเป็นอย่างดี และเนื่องจากมันดูเยอะมาก ทำให้รู้ว่าเรื่องไหนที่มันดูแล้วคิดว่าข้าพเจ้าจะชื่นชอบ)

พูดถึงการเล่าเรื่องก่อน สารคดีความยาวหนึ่งชั่วโมงกับสิบนาทีนิดๆ นี้ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่สำหรับคนที่ชอบอ่านอะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว แต่ก็น่าจะเป็นการตบๆ ให้ความรู้ที่กระจัดกระจายเข้าที่พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่ายาปฏิชีวนะนั้นดีแล้วหรือ? ถ้าดีแล้วเราจะแก้ปัญหาที่ตามมาพร้อมกับยาอย่างไร ถ้าไม่ดีเราจะกำจัดมันออกไปได้อย่างไร (ถ้าเป็นหนังไทย/สารคดีไทย มักจะถามแค่ดีแล้วหรือ แต่ไม่ถามว่าดีหรือไม่ดีจะทำยังไงกับมันต่อ)

ตัวเรื่องมีคนเล่าเรื่องสามกลุ่มด้วยกัน

  • กลุ่มแรกคือนักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานใน FDA (Food & Drug Administion อาหารและยา ของสหรัฐอเมริกา) ซึ่งก็มีทั้งเจ้าหน้าที่ เภสัชกร หรือแม้กระทั่งหมอ กลุ่มนี้จะเล่าทั้งประวัติศาสตร์ว่าเพนิซิลินและยาปฏิชีวนะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เคยเจอคนป่วยแบบไหนบ้างที่มีความเกี่ยวข้องกับยาปฏิชีวนะ คนป่วยที่ยาที่แรงที่สุดก็รักษาไม่ได้มีไหม แล้วทำยังไง
  • กลุ่มที่สองคือกลุ่มผู้ป่วย เขาสูญเสียอะไรไปบ้างจากเชื้อที่ดื้อยาปฏิชีวนะ เขารอดได้เพราะยาปฏิชีวนะหรือเปล่า ถ้าใช่ตกลงยาปฏิชีวนะคือยาพิษที่ทำให้พวกเขาป่วย หรือคือน้ำทิพย์จากสวรรค์ที่รักษาพวกเขากันแน่ ลูก หลาน ขา หรือแม้กระทั่งชีวิตของคนที่เขารักจากไปเพราะอะไร
  • กลุ่มที่สามคือผู้บรรยาย (Narrator) ซึ่งไม่มีเสียงพูดจริงๆ แต่จะเป็นคำถามลอยขึ้นมาบนหน้าจอ รวมๆ แล้วหนึ่งชั่วโมงกว่าน่าจะมีบทแค่ราวๆ สามหรือสี่นาที ทำหน้าที่เป็นคำถามก่อนจะพาไปสู่กลุ่มที่หนึ่งและสอง (เหมือนชี้นำว่าเราควรจะสงสัยเรื่องอะไรบ้าง) เอาจริงๆ นับเป็นกลุ่มที่สามก็ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่นัก
  • นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่สี่ ซึ่งจริงๆ ก็คือกลุ่มที่หนึ่งนั่นแหละ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับฝั่งฟาร์มปศุสัตว์

หลังจากตัดไปตัดมา พร้อมกับขึ้นคำถามชี้นำให้อึดอัดหน้าอกพร้อมรู้สึกว่ามนุษย์เราช่างเปราะบางก็จบพอดี

สปอยล์เลยละกัน รู้ว่าส่วนใหญ่อ่านๆ นี่คงไม่ไปเปิดดูหรอก

ในปี 1939 มนุษยชาติได้ค้นพบสิ่งที่เรียกว่ายาปฏิชีวนะโดยบังเอิญ (ในถาดเพาะเชื้อดันมีราไปตก และพบว่าเชื้อแบคทีเรียไม่เติบโต ทำให้รู้ว่ามันกำจัดแบคทีเรียได้) ทำให้อัตราการตายของมนุษย์ลดลงจนเหลือเชื่อ ไม่น่าเชื่อว่าในอดีตมนุษย์เราตายง่ายๆ อย่างเดินสะดุดหน้าทิ่มพื้น ทำให้เกิดการติดเชื้อและตายในที่สุด คนยุคนี้ได้ยินก็คงรู้สึกแบบ… เราตายง่ายกันขนาดนั้นเลยเหรอ คำตอบก็คือใช่ครับ ถ้าไม่มีเพนนิซิลลิน มนุษย์มาไม่ถึง 7,000 ล้านคนแน่นอน เพราะการคลอดก็เป็นอะไรที่เกิดการตายจากการติดเชื้อง่ายมากเช่นกัน (อันนี้สารคดีไม่ได้พูดถึง เติมให้)

แต่ว่าเวลาเราใช้ยาปฏิชีวนะมันมักจะไม่ได้ฆ่าเชื้อทั้งหมด จะมีเชื้อบางตัวที่รอดไปได้ และพัฒนาตัวเอง (ดื้อยา) ให้แข็งแกร่งขึ้น และเพิ่มจำนวนกลับมาใหม่ ทำให้มนุษย์เองก็ต้องพัฒนายาปฏิชีวนะไปสู้กับพวกมัน แต่ยิ่งพัฒนายาเท่าไหร่ อัตราเร่งของการกลายพันธ์ของเชื้อก็เร็วขึ้นเท่านั้น แรกๆ อาจจะใช้เวลาหลายปีกว่าจะพบเชื้อดื้อยา แต่ในช่วงหลังๆ เพียงปี หรือสองปีเชื้อก็สามารถวิวัฒนาการตัวเองได้แล้ว (อันนี้สารคดีไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเพราะมนุษย์นำไปใช้มากขึ้น ทำให้มันกลายพันธ์เร็วขึ้น หรือว่าเชื้อมันปรับตัวได้เร็วขึ้น)

ในหนังมีคนที่ติดเชื้อและรอดชีวิตมาเล่าให้ฟัง ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปในทางไหน ต้องสูญเสียอะไรไปบ้างกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ยาปฏิชีวนะทำให้พวกเขารอดชีวิต แต่ขณะเดียวกันยาปฏิชีวนะก็เป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้มีเชื้อดื้อยาเหล่านี้เกิดขึ้น

ในทางการแพทย์หมอไม่ได้มีพลังจิต ไม่ได้แสกนร่างกายคนป่วยด้วยตาวิเศษ เขาไม่รู้ว่าผู้ป่วยมีอาการจากไวรัส หรือแบคทีเรีย (ถ้าไวรัสยาทำอะไรไม่ได้ ให้ภูมิคุ้มกันร่างกายจัดการเอง แต่ถ้าแบคทีเรียก็สามารถใช้ยาปฏิชีวนะได้) และไม่สามารถตามไปดูอาการที่บ้านได้ว่าควรจะให้ยาตัวไหนดี หมอก็เลยมักจะให้ยาปฏิชีวนะไปกินด้วย ซึ่งมันทำให้เชื้อดื้อยามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกขณะ หมออาจจะคิดว่าแค่คนเดียวเองไม่เป็นไรหรอก แต่เมื่อหมอทั่วโลกทำแบบนี้ก็ทำให้เหล่าเชื้อมีรากฐานต่อต้านยาปฏิชีวนะ

นอกจากทางการแพทย์ที่จ่ายยาเพื่อให้จบๆ ไปก็ยังมีอีกที่คือปศุสัตว์ ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่เราก็ยังไม่เข้าใจ เมื่อให้สัตว์กินอาหารที่มียาปฏิชีวนะเป็นส่วนผสม สัตว์ก็จะมีตัวใหญ่ขึ้น อ้วนท้วนขึ้น อีกทั้งทนทานต่อการป่วย เมื่อมนุษย์เริ่มผสมยาปฏิชีวนะให้สัตว์กินอัตราการตายก็ลดลง (กำไรมากขึ้น) อีกทั้งยังให้มันอยู่ในที่ๆ แย่กว่าเดิมได้ด้วย (เช่นเล้าที่แคบลง ขี้หมูเต็มพื้น ให้มันกินข้างๆ อึของมัน) ซึ่งเป็นการทำฟาร์มแบบเน้นปริมาณ ไม่ใช่คุณภาพชีวิตของสัตว์ที่ดี

มีการตัดไปเดนมาร์กช่วงหนึ่ง เมื่อฝั่งเอกชนปฏิเสธไม่ต้องการอาหารที่ผสมยาปฏิชีวนะ แรกๆ ก็มีอัตราการตายเพิ่มขึ้นอีก (เพราะสัตว์ไม่ได้กินยา) แต่ระยะยาวแล้วสามารถส่งออกสัตว์ได้มากขึ้น เชื้อดื้อยาใน (ผู้ป่วย) ประเทศลดลง ส่งผลให้ภาพรวมดีกว่าการให้สัตว์กินอาหารที่ผสมยาปฏิชีวนะเสียอีก

เราเลิกใช้ยาปฏิชีวนะได้ไหม? เราจะได้ไม่ต้องมีเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นอีกต่อไป

คำตอบอาจจะไม่น่าอภิรมย์นัก ถ้าจะบอกว่าการเลิกใช้อาจจะหมายถึงอัตราการตายของมนุษย์เพิ่มขึ้นแน่นอน และจะเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย เนื่องจากมนุษย์เรานั้นตายง่าย จริงอยู่ว่าอาจจะมีคนที่ซวย ติดเชื้อระดับที่ไม่สามารถให้ยาอะไรได้แล้ว สำหรับพวกเขามันเหมือนกับการย้อนเวลาไปยุคก่อนยาปฏิชีวนะ ซึ่งแย่กว่า เพราะเชื้อที่ดื้อยาที่แรงที่สุดก็มักจะหมายถึงอะไรที่ภูมิคุ้มกันของมนุษย์สู้ไม่ไหวแน่ๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ถ้าเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดก็อาจจะอยู่ได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป

เราเลิกใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มได้ไหม? เราจะได้ลดอัตราการดื้อยาที่เกิดจากฟาร์มปศุสัตว์

ถ้าถามว่าเลิกใช้แล้วดีไหม ก็คงจะดี แต่ถ้าถามว่าเลิกได้ไหม คำตอบก็คงจะไม่ได้ เพราะว่าปัจจุบันเราเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ไปแล้วเรียบร้อย จริงๆ แล้วเลิกใช้ได้ไหมก็เลิกใช้ได้ แต่ว่าฟาร์มในปัจจุบันมีจำนวนน้อยกว่ายุคก่อนจะมียาปฏิชีวนะเสียอีก แต่เกิดความกดดันต้องผลิตเนื้อสัตว์ปริมาณมากออกมาเพื่อตอบความต้องการของมนุษย์อันไร้จุดสิ้นสุด ในบางประเทศอาจจะยกเลิกได้ ในบางประเทศกลไกตลาดอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เลิกใช้ไม่ได้

แล้วเราควรจะทำอย่างไร?

คำตอบอาจจะฟังดูย้อนแย้ง สิ่งที่เราควรจะทำก็คือต้องพัฒนายาปฏิชีวนะที่ดีกว่าปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย (สารคดีไม่ได้อธิบายว่าทำไมตอนนี้เราติดอยู่ที่ยาปฏิชีวนะตัวล่าสุด และไม่มีแนวโน้มจะมีตัวใหม่) เพราะในอีก 50 ปีข้างหน้า เชื้อทั้งหมดอาจจะดื้อยาที่มีในปัจจุบันจนเรากลับไปสู่ยุคก่อนจะมียาปฏิชีวนะก็เป็นได้ แต่การพัฒนายาเหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจจากฟากอุตสาหกรรมยา เหตุผลคืออะไร? ก็เพราะว่ายาเหล่านี้มีต้นทุนการวิจัยพัฒนาที่สูงมาก อาจจะหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้ได้ไม่กี่ปีก็จะเกิดการดื้อยาอีก เป็นเกมส์แมวจับหนูที่ไม่มีที่สิ้นสุด เงินและนวัตกรรมอาจจะหมดลงเสียก่อนที่จะพัฒนายาปฏิชีวนะชุดต่อไป

แม้สารคดีจะจบลงด้วยคำยืนยันว่าเราต้องมียาปฏิชีวนะที่ดีกว่าในปัจจุบัน เพื่ออนาคตที่ปลอดภัย แต่ก็ยังไม่เห็นว่าเราจะหาเงินและนักวิจัยจำนวนมากขนาดไหน เพื่อสร้างยาปฏิชีวนะที่การันตีอนาคตของมนุษยชาติต่อไปได้

เราอยู่ในยุคที่ไม่ค่อยจะมีคนหกล้มแล้วตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด (ถึงขนาดถ้าใครได้ยินว่ามีคนตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดจากการหกล้ม คงจะหัวเราะ) เรียกได้ว่ายาปฏิชีวนะได้ลบล้างเหตุการณ์เหล่านี้ออกไปจนเราแทบไม่เชื่อว่ามันเคยเป็นสาเหตุการตายของมนุษยชาติอย่างง่ายดาย แต่ถ้าวันหนึ่งเชื้อทั้งหมดที่อยู่ในโลกสามารถรับมือกับยาฆ่าเชื้อเหล่านี้ได้ เราอาจจะย้อนกลับไปสู่ยุคที่มนุษยชาติตายได้ง่ายๆ แค่เผลอเท่านั้น

Advertisements
ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มีนาคม 2017
อา พฤ
« ก.พ.   มิ.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.

%d bloggers like this: