Archive for กรกฎาคม 2017

ฉันก็มีเพื่อนสนิทกับเขาอยู่เหมือนกันนะ เรียกได้ว่าซี้กันเลยล่ะ สมัยอยู่มัธยมต้นอยู่ห้องเดียวกันตลอดสามปี (โรงเรียนฉันไม่มีการย้ายห้อง ทำให้ต้องอยู่ด้วยกันสามปี) นิสัยก็เรียกได้ว่าเป็นพวกน่ารำคาญ และขี้นินทา คือถ้าเราไม่อยู่กับมัน มันก็นินทาเละเทะ เอาให้แหลก แถมเป็นพวกไร้มารยาท เห็นแก่ตัว เช่นตบหัวคนอื่นได้ แต่ไปตบหัวมันไม่ได้นะ โคตรหวง ถ้าอย่างนั้นมึงก็อยากตบหัวคนอื่นสิวะ

นั่นแหละ ตอนนั้นฉันยังเด็กไง มีเพื่อนถึงมันจะเหี้ยก็ยังคงอยู่ต่อไปนั่นแหละ จนกระทั่งมัธยมปลายถึงถูกจับแยกห้องแล้วความสัมพันธ์เราก็จางๆ ลงไป คือยังเป็นเพื่อนซี้เหมือนเดิม แต่เวลาว่างไม่ตรงกัน ก็ห่างๆ กันไป เป็นเพื่อนซี้แบบจางๆ คือจะซี้ก็ซี้ แต่ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษก็มีโอกาสเจอกันน้อยหน่อย

แต่ก็นั่นแหละฉันคงไม่มาเขียนถึงมันหรอกถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความสัมพันธ์เราควรจะเป็นแบบจางๆ ซี้กันเมื่อนึกถึงกัน และไม่ค่อยนึกถึงกันนัก จนกระทั่งวันหนึ่งฉันอยู่ในสภาวะทิ้งดิ่ง ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้มากนัก เพื่อนคนนี้ก็เรียกฉันกลับมามีสติได้อีกครั้ง…. แต่ไม่ใช่ในแบบที่ดี

ฉันอยู๋ในสภาวะทิ้งดิ่ง ไม่ใช่ทิ้งดิ่งแบบที่ทำงานต่อเนื่องแล้วได้ Productivity ดีหรอกนะ แต่เป็นแบบ… เอ้อ นั่นแหละ ฉันอยู่ในสภาวะก่อนจะเป็นซึมเศร้านั่นแหละ แล้วไอ้เพื่อนคนนี้มันก็คงเป็นห่วง… หรือไม่บางทีก็แค่อยากจะโทรมาอวดชีวิตอันแสนสุข ดี๊ด๊าของมันตามนิสัยที่ฉันรู้จักนั่นแหละ (แต่แน่นอน ถ้ามันมาเห็นบล็อกฉันมันจะต้องหยิบมือถือมาโทรหาฉันแล้วตะโกนใส่ว่า “ควย กูโทรหามึงเพราะกูเป็นห่วงมึงนั่นแหละ”)

เป็นห่วงเหี้ยอะไรล่ะ

เพื่อนฉันคนนี้พูดราวกับไปเข้าคอร์สเรียน NLP พร้อมบอกว่าผู้หญิงมีอีกพันร้อยล้านคนทั่วโลก แน่นอนเพื่อนฉันพูดอีกมากที่ฉันจำไม่ค่อยได้เนื่องจากฉันไม่มีสติและแรงจะตอบสนองอะไรมากนัก จำได้แต่ว่าทุกประโยคที่พูดมันทำร้ายฉันเหลือเกิน แน่นอนว่าจนตอนนี้อดีตเพื่อนคนนี้ก็ยังไม่ยอมรับว่ามีโรคซึมเศร้าอยู่จริง และบอกว่าเป็นที่ใจของมึงอ่อนแอเองต่างหาก สู้ๆ มันดิวะ

ควยเหอะ

สิ่งที่เรียกสติฉันได้คือเพื่อนฉันพูดอย่างภูมิใจว่า “ที่กูพูดเนี่ย มันแรงก็จริง แต่มันเป็นยาเว้ย ยามันต้องขมมึงเข้าใจปะ” สติฉันที่หล่นหายอยู่ๆ ก็รวมตัวประกอบเพื่อตอบกลับไปอย่างเรียบง่ายทั้งที่โมโหและโกรธว่า “ยาอะมันขม แต่ขมไม่ได้แปลว่าเป็นยา มันอาจจะเป็นขี้ก็ได้”

แน่นอน เพื่อนฉันถือว่าฉันไม่อยู่ในสถานะที่จะตอบโต้อย่างมีเหตุผลได้ แม้ว่าฉันจะรวบรวมเหตุผลที่ฟังขึ้นในสมอง รันซิมูเลเตอร์ในสมองสามสี่ครั้งว่าถ้าไม่เป็นสภาวะทิ้งดิ่งมันฟังขึ้นหรือไม่ ฉันว่าคำพูดของฉันมันฟังขึ้นอยู่นะ ฉันพยายามจะบอกว่าสิ่งที่อดีตเพื่อนฉันพูดนั่นน่ะ ไม่ใช่ยา กรุณาเลิกอนุมานว่าขมคือยา เพราะบางทีขมก็เป็นเพราะมันเป็นแค่ขยะเท่านั้น

แน่นอน เพื่อนฉันพูดซ้ำ (โดยที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะพูดทำไม) ว่ามันทำตัวขม เพราะมันเป็นยาที่จะมารักษาฉัน ใช่แล้ว กูเป็นยาไงล่ะ วันนึงมึงจะต้องมาขอบใจกู

ควยเถอะ จนถึงวันนี้กูยังสาปส่งที่มึงถีบกูลงเหวดำดิ่งกว่าเดิม

ฉันจำได้แม่นทุกวินาทีหลังจากนั้น… วินาทีที่เขียนบล็อก วินาทีที่ทำอะไรต่อมิอะไรในคืนนั้น

ขออุทิศบล็อกโนดนี้ให้กับ stp ntp ผู้ที่เห็นแก่ตัว อวดตัวเอง และไม่เคยพยายามเข้าใจคนอื่น พร้อมทั้งถีบให้เข้าไปสู่สภาวะที่แย่กว่าเดิมโดยสิ้นเชิง ฉันเชื่อว่าถ้าหากวันนั้นทุกอย่างสำเร็จลุล่วง แทนที่อดีตเพื่อนคนนี้จะรู้ตัวว่าเป็นสาเหตุ คงจะบอกว่าฉันอ่อนแอเอง และผู้อ่อนแอไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลก

ฉันดีใจที่ในที่สุดฉันก็เลิกเป็นเพื่อนถาวรกับมนุษย์คนนี้ได้

Advertisements

พวกคุณที่ไม่ได้อยู่ในสวนสนุกน่ะคุณไม่เข้าใจหรอกว่าขึ้นรถไฟเหาะน่ะมันเป็นยังไง ทิศทางจะขึ้นจะลงน่ะไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนดได้เลย บางทีอยากจะให้มันขึ้นสูงๆ มันก็ตกลงซะงั้น หรือบางทีอยากจะให้มันคงๆ มันก็ทิ้งดิ่งเหมือนกับว่านี่เป็นการทิ้งดิ่งครั้งสุดท้ายก่อนที่มันจะปิดให้บริการ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ในสวนสนุกน่ะจะเข้าใจความรู้สึกกันหมดหรอกนะ บางคนน่ะแค่นั่งม้าหมุน วื้บๆ ไปข้างหน้า ถอยมาข้างหลัง วนๆ รอบเรื่องเดิมๆ แต่ไม่ถูกเหวี่ยงแบบควบคุมทิศทางไม่ได้ คนที่เล่นม้าหมุนก็พอจะทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ โอเค ม้าหมุนบางตัวอาจจะยกสูงขึ้นได้สักฟุตแล้วลดความสูงลงมา

บางคนก็เป็นแค่คนขับรถมาส่ง จอดอยู่ที่ลานจอดรถแต่ไม่ได้เข้ามาหรอก ยืนมองจากข้างนอกพร้อมบ่นในใจว่า “จะอยากมาสวนสนุกอะไรเอาตอนอายุเท่านี้กันวะ”

บอกตรงๆ ว่าเราไม่ได้อยากจะเข้ามาในสวนสนุกหรรษานี้เลยหรอกนะ…

เคยคิดว่ารถไฟเหาะนี่มันแย่ที่สุดในสวนสนุกแล้ว แต่ก็พบว่าบางสวนสนุกข้างนอกนั่นนอกจากรถไฟเหาะจะหวาดเสียวกว่าแล้วยังมีตัวแปรเรื่องเครื่องพังด้วย วิ่งๆ ไปก็เสียวว่าเครื่องจะออกนอกรางแล้วตายกันหมด

เอ๊ะ แต่ถ้าหวาดเสียวขนาดนั้นก็คงอยากตายกันหมดแหละเนอะ

ผมมีเพื่อนคนนึง เล่นรถไฟเหาะเหมือนกัน ตั๋วก็ได้มาจากแฟนนี่แหละ แฟนเธอไปเอาตั๋วมาจากคนอื่นอีกทีนึงแต่ไม่มาด้วย ถีบส่งให้มาเล่นรถไฟเหาะคนเดียวไม่รู้ว่าแอบคาดหวังว่ารถไฟเหาะนี่จะพังขณะเล่นหรือเปล่าถึงไม่มาด้วย

หลายคนมีความสามารถในการแบกรับอาการเมาไม่เท่ากัน บางคนนั่งรถไฟเหาะไปนานๆ ถึงจะรู้สึกว่าแย่ วิงเวียน ไม่สามารถยืนไหวอีกต่อไป บางคนแค่นั่งแล้วเจอทิ้งดิ่งรอบแรกก็อยากจะตายแทนที่จะเล่นต่อแล้วด้วยซ้ำ

ขอร้องล่ะ ทุกคนที่เล่นรถไฟเหาะอยู่น่ะ กินยาแก้เมาก่อน คนที่เล่นม้าหมุนเค้าอาจจะไม่ต้องกินยาแก้เมารถ เมาคลื่นหรอกนะ (แต่ถ้ากินก็ดี) แต่พวกคุณๆ เนี่ยถ้าไม่กินมันอาจจะไม่จบแค่เมารถนะ

รถไฟเหาะมหัศจรรย์คันที่คุณขึ้นอยู่น่ะมันยาวนะ ไปขอยาแก้เมาจากศูนย์การแพทย์เถอะ เดี๋ยวนี้ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าการไปเอายาแก้เมาเป็นเรื่องอ่อนแอ สู้ๆ สิวะ เดี๋ยวก็หาย สวดมนต์ขณะนั่งรถไฟสิเดี๋ยวก็ผ่านไป… ไอ้พวกที่พูดน่ะมันยืนดูอยู่ข้างนอกสวนสนุกทั้งนั้นแหละ มันไม่เข้าใจหรอกว่ามันแทนกันไม่ได้

อย่าทำแบบเราที่คิดว่าไม่เมา กินยาซะ แล้วสู้กับเส้นทางขึ้นๆ ลงๆ ของรถไฟเหาะให้ได้ ส่วนใครที่รถไฟเหาะมีความเสี่ยงจะวิ่งออกนอกเลนเพราะเลนสองข้างอยู่คนละด้าน พวกคุณอะไม่ต้องเล่นแล้ว ไปศูนย์การแพทย์เลย ต่อให้คุณทำงานสายศิลป์และต้องการแรงบันดาลใจไปทำงานก็เถอะ อย่าคิดจะแหย่เท้าไปเล่นเครื่องเล่นอันตรายแบบนี้แล้วทำงานเลย…. มันอันตรายเกินไป

saobmcedbeofdgy shtiojp mke

อย่าเพิ่งหวังอะไรกับฉันมากนักนะ หลายอย่างมันไม่สามารถพิมพ์ได้โดยสวัสดิภาพ อีกทั้งฉันแค่อยากบ่นระบายไปเรื่อยๆ เท่านั้นล่ะ อาจ จะไม่มีการเชื่อมโยงที่ฟังดูลื่นไหล หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องกระทันหัน หรือตัดจบอย่างไร้รูปแบบ เพราะเอนทรี่นี้ฉันอุทิศให้กับความเหนื่อยใจของฉันเท่านั้น

เรื่องแรกที่ฉันอยากจะบ่น แต่ไม่รู้จะบ่นให้ใครฟังก็คือเรื่องอาณานิคม จริงอยู่ยุคนี้ไม่มีใครถือปืนไปยืนหน้าบ้านแล้วบอกว่า ออกมานะ ที่นี่ตกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฉันแล้ว ประเทศไหนทำเช่นนี้คงโดนบรรดาสหประชาชาติประนาม หรืออาจจะยกพวกขโยงใหญ่มารุมกระทืบเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นสิ่งดีมี่เกิดมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง

หลายคนก็โง่เง่าพอที่จะคิดว่าการล่าอาณานิคมสิ้นสุดลงแล้ว โถ เขาเลิกแย่งอาณานิคมด้วยปลายดาบและปืน กำลังเป็นสิ่งต้องห้ามแต่ไม่ได้แปลว่าการล่าจะสิ้นสุดลง ยุคนี้เขาไปโจมตีกันด้วยสมอง และอาวุธที่เรียกว่าเศรษฐกิจแล้ว ใครจะมาเสี่ยงถือปืนให้สหประชาชาติรุมยำตีนกันล่ะ โจมตีกันด้วยเศรษฐกิจจนมันไม่มีทางเลือกสิ ถึงจะเรียกว่าการล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 21

การล่าอาณานิคมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่การใช้เศรษฐกิจเท่านั้น วัฒนธรรมก็ใช้เป็นอาวุธได้เช่นกัน อย่างที่ไอ้บ้าทรัมป์มันใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอเมริกันโง่ๆ ว่าตะวันออกกลางและมุสลิมกำลังจะเข้ายึดประเทศมันนั่นแหละ เพราะคนพวกนี้พาวัฒนธรรมและภาษาของตัวเองเข้าไปด้วย

การยึดอาณานิคมในอดีตนอกจากหาเศรษฐกิจและสินทรัพย์ (เช่นแร่ที่หายากในประเทศต้นทาง หรือผลิตภัณฑ์อย่างผ้าไหม ฯลฯ) อีกอย่างก็คือสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั่นเอง

อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ ยุคนี้ไม่มีการล่าอาณานิคมแบบชัดๆ แล้วก็จริง แต่สิ่งที่เกิดจากการล่าอาณานิคมยังคงอยู่ และทำท่าจะอยู่ไปอีกหลายร้อยปี ดูอย่างพม่าซิ เขาพูดภาษาอังกฤษได้เพราะอะไร และตอนนี้ต่อให้เลิกพูดเพราะได้รับอิสระแล้ว แต่ว่ามันเป็นประโยชน์ในการอยู่ระดับโลก ทำให้สุดท้ายแล้วภาษาอาณานิคมก็ยังอยู่ต่อไป แน่นอนว่าประเทศอื่นๆ ก็ยังพูดภาษาเจ้าอาณานิคมในอดีตแม้ว่าจะได้รับอิสระภาพแล้วก็ตาม (ไม่แน่นะ หลังจากรุ่นปัจจุบันตายหมด อาจจะกลับไปพูดภาษาเหล่านี้ไม่ได้ก็เป็นได้ แต่ฉันว่ายากหน่อยเพราะมันอยู่ในหลักสูตรการศึกษาไปแล้ว ไม่มีเหตุผลจะถอดออก)

พวกเธอรู้หรือไม่ว่าภาษาที่พูดเยอะที่สุดในโลกคือภาษาอะไร ใช่ ภาษาจีน (แต่เธอรู้ไหมว่าตัวเลขนี้คือรวมภาษาจีนทุกอย่าง แต้จิ๋ว กวางตุ้ง จีนกลาง ฯลฯ) แล้วภาษาอันดับสองล่ะคืออะไร? อังกฤษไหมนะ? ผิด คำตอบคือภาษาสเปน ถ้าไม่เชื่อก็ไปกูเกิลหาเอานะ

สิ่วนี้เป็นผลจากการที่สเปนเคยล่าอาณานิคมเอาไว้มาก และส่งผลทิ้งไปอีกหลายศตวรรษเลย

เอาล่ะมาถึงสาเหตุที่ฉันอยากจะบ่นบ้าง ก็ไอ้ประเทศอิสระประเทศหนึ่งน่ะ เพิ่งจะประกาศไปหลายเดือนก่อนว่าจะให้ประเทศนักล่าอาณานิคมสมัยใหม่เข้ามาทำรถไฟให้ ยินดีจะจ่ายค่าทำรถไฟ ค่าราง ค่าลงทุนทุกอย่างแถมยังให้ข้างทางรถไฟไปพัฒนาเอาเงินเข้าประเทศนักล่าฯ อีก

โครงการฯ ใหญ่มาก สามารถเขื่อมต่อรางรถไฟจากประเทศอิสระห่าเหวนี้ไปถึงประเทศที่มีแฝประวัติศาสตร์สี่พันปีได้สบายๆ มิตรสหายท่านหนึ่งบอกว่าโครงการนี้มันใหญ่ระดับสีจิ้นผิงควรจะมาเปิดงานด้วยซ้ำ แต่ที่ทำอยู่แม่งระดับราชการปลายแถวโดยแท้

โครงการนี้จะส่งผลกระทบอีกยาว อาจจะเป็นศตวรรษหลังจากนี้ลูกหลานของเราจะพูดถึง แต่อาจจะไม่ได้ชื่นชมการตัดสินใจนี้หรอกนะ เพราะอาจจะบันทึกว่านี่เป็นการขายชาติครั้งใหญ่ก่อนจะเปลี่ยนประเทศอิสระตรงไหน กลายเป็นฉินทั้งประเทศก็เป็นได้

ถึงวันนั้นประเทศอิสระอาจจะไม่มีแล้วก็เป็นได้ กลายเป็นฉินกันหมดนี่แหละ เพราะความไม่มีสมองของใครไม่กี่คน… ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าเค้าไม่มีสมอง หรือเค้ามีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่า

ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้มาก จะบ่นให้ใครฟังก็ควจะรำคาญ ฉันก็มาบ่นลอยๆ แบบนี้แหละ หวังว่าสักวันฉันจะมีเงินมากพอจะหนีไปประเทศอื่นที่ไม่ใช่สาธารณรัฐอิสระ หรือสังคมนิยมประชาธิปไตยฉิน…

ฉันหวังอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉันโง่เกินกว่าจะคิดเปลี่ยนแปลงประเทศนี้แล้ว ฉันเคยคิดว่าอยากได้อะำรให้ลงมือเริ่มทำที่ตัวเรา แต่วันนี้ฉันคิดว่าบางทีเราเปลี่ยนแปลงระบบให้ดีขึ้นไม่ได้ เราควรจะไปเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีให้ดียิ่งขึ้นอยู่แล้วมากกว่า

เฮ้อ นี่ก็เป็นการถูกบ่าอาณานิคมแบบหนึ่งนะ เมื่อประชากรของประเทศ A ออกไปอยู่ประเทศ B แทน


กรกฎาคม 2017
อา พฤ
« มิ.ย.   ส.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter

Error: Twitter did not respond. Please wait a few minutes and refresh this page.