Archive for the ‘Uncategorized’ Category

ผมเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เหมือนเครื่องจักรสังคม เรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะขับเคลื่อนสังคมมวลรวมไปข้างหน้า ผิดบ้างถูกบ้าง ก็เพราะว่าเป็นเพียงมนุษย์ที่มีอารมณ์เป็นหางเสือ ทำให้หลายๆ ครั้งแทนที่เราจะตรงไปข้างหน้าเรากลับอ้อมซ้าย ป่ายขวา และจบลงด้วยการหันหลังกลับทั้งที่เป้าหมายอยู่แค่ข้างหน้า เอื้อมมือไปก็ถึงแล้ว Read the rest of this entry »

ฉันก็มีเพื่อนสนิทกับเขาอยู่เหมือนกันนะ เรียกได้ว่าซี้กันเลยล่ะ สมัยอยู่มัธยมต้นอยู่ห้องเดียวกันตลอดสามปี (โรงเรียนฉันไม่มีการย้ายห้อง ทำให้ต้องอยู่ด้วยกันสามปี) นิสัยก็เรียกได้ว่าเป็นพวกน่ารำคาญ และขี้นินทา คือถ้าเราไม่อยู่กับมัน มันก็นินทาเละเทะ เอาให้แหลก แถมเป็นพวกไร้มารยาท เห็นแก่ตัว เช่นตบหัวคนอื่นได้ แต่ไปตบหัวมันไม่ได้นะ โคตรหวง ถ้าอย่างนั้นมึงก็อยากตบหัวคนอื่นสิวะ

นั่นแหละ ตอนนั้นฉันยังเด็กไง มีเพื่อนถึงมันจะเหี้ยก็ยังคงอยู่ต่อไปนั่นแหละ จนกระทั่งมัธยมปลายถึงถูกจับแยกห้องแล้วความสัมพันธ์เราก็จางๆ ลงไป คือยังเป็นเพื่อนซี้เหมือนเดิม แต่เวลาว่างไม่ตรงกัน ก็ห่างๆ กันไป เป็นเพื่อนซี้แบบจางๆ คือจะซี้ก็ซี้ แต่ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษก็มีโอกาสเจอกันน้อยหน่อย

แต่ก็นั่นแหละฉันคงไม่มาเขียนถึงมันหรอกถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความสัมพันธ์เราควรจะเป็นแบบจางๆ ซี้กันเมื่อนึกถึงกัน และไม่ค่อยนึกถึงกันนัก จนกระทั่งวันหนึ่งฉันอยู่ในสภาวะทิ้งดิ่ง ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้มากนัก เพื่อนคนนี้ก็เรียกฉันกลับมามีสติได้อีกครั้ง…. แต่ไม่ใช่ในแบบที่ดี

ฉันอยู๋ในสภาวะทิ้งดิ่ง ไม่ใช่ทิ้งดิ่งแบบที่ทำงานต่อเนื่องแล้วได้ Productivity ดีหรอกนะ แต่เป็นแบบ… เอ้อ นั่นแหละ ฉันอยู่ในสภาวะก่อนจะเป็นซึมเศร้านั่นแหละ แล้วไอ้เพื่อนคนนี้มันก็คงเป็นห่วง… หรือไม่บางทีก็แค่อยากจะโทรมาอวดชีวิตอันแสนสุข ดี๊ด๊าของมันตามนิสัยที่ฉันรู้จักนั่นแหละ (แต่แน่นอน ถ้ามันมาเห็นบล็อกฉันมันจะต้องหยิบมือถือมาโทรหาฉันแล้วตะโกนใส่ว่า “ควย กูโทรหามึงเพราะกูเป็นห่วงมึงนั่นแหละ”)

เป็นห่วงเหี้ยอะไรล่ะ

เพื่อนฉันคนนี้พูดราวกับไปเข้าคอร์สเรียน NLP พร้อมบอกว่าผู้หญิงมีอีกพันร้อยล้านคนทั่วโลก แน่นอนเพื่อนฉันพูดอีกมากที่ฉันจำไม่ค่อยได้เนื่องจากฉันไม่มีสติและแรงจะตอบสนองอะไรมากนัก จำได้แต่ว่าทุกประโยคที่พูดมันทำร้ายฉันเหลือเกิน แน่นอนว่าจนตอนนี้อดีตเพื่อนคนนี้ก็ยังไม่ยอมรับว่ามีโรคซึมเศร้าอยู่จริง และบอกว่าเป็นที่ใจของมึงอ่อนแอเองต่างหาก สู้ๆ มันดิวะ

ควยเหอะ

สิ่งที่เรียกสติฉันได้คือเพื่อนฉันพูดอย่างภูมิใจว่า “ที่กูพูดเนี่ย มันแรงก็จริง แต่มันเป็นยาเว้ย ยามันต้องขมมึงเข้าใจปะ” สติฉันที่หล่นหายอยู่ๆ ก็รวมตัวประกอบเพื่อตอบกลับไปอย่างเรียบง่ายทั้งที่โมโหและโกรธว่า “ยาอะมันขม แต่ขมไม่ได้แปลว่าเป็นยา มันอาจจะเป็นขี้ก็ได้”

แน่นอน เพื่อนฉันถือว่าฉันไม่อยู่ในสถานะที่จะตอบโต้อย่างมีเหตุผลได้ แม้ว่าฉันจะรวบรวมเหตุผลที่ฟังขึ้นในสมอง รันซิมูเลเตอร์ในสมองสามสี่ครั้งว่าถ้าไม่เป็นสภาวะทิ้งดิ่งมันฟังขึ้นหรือไม่ ฉันว่าคำพูดของฉันมันฟังขึ้นอยู่นะ ฉันพยายามจะบอกว่าสิ่งที่อดีตเพื่อนฉันพูดนั่นน่ะ ไม่ใช่ยา กรุณาเลิกอนุมานว่าขมคือยา เพราะบางทีขมก็เป็นเพราะมันเป็นแค่ขยะเท่านั้น

แน่นอน เพื่อนฉันพูดซ้ำ (โดยที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะพูดทำไม) ว่ามันทำตัวขม เพราะมันเป็นยาที่จะมารักษาฉัน ใช่แล้ว กูเป็นยาไงล่ะ วันนึงมึงจะต้องมาขอบใจกู

ควยเถอะ จนถึงวันนี้กูยังสาปส่งที่มึงถีบกูลงเหวดำดิ่งกว่าเดิม

ฉันจำได้แม่นทุกวินาทีหลังจากนั้น… วินาทีที่เขียนบล็อก วินาทีที่ทำอะไรต่อมิอะไรในคืนนั้น

ขออุทิศบล็อกโนดนี้ให้กับ stp ntp ผู้ที่เห็นแก่ตัว อวดตัวเอง และไม่เคยพยายามเข้าใจคนอื่น พร้อมทั้งถีบให้เข้าไปสู่สภาวะที่แย่กว่าเดิมโดยสิ้นเชิง ฉันเชื่อว่าถ้าหากวันนั้นทุกอย่างสำเร็จลุล่วง แทนที่อดีตเพื่อนคนนี้จะรู้ตัวว่าเป็นสาเหตุ คงจะบอกว่าฉันอ่อนแอเอง และผู้อ่อนแอไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลก

ฉันดีใจที่ในที่สุดฉันก็เลิกเป็นเพื่อนถาวรกับมนุษย์คนนี้ได้

อย่าเพิ่งหวังอะไรกับฉันมากนักนะ หลายอย่างมันไม่สามารถพิมพ์ได้โดยสวัสดิภาพ อีกทั้งฉันแค่อยากบ่นระบายไปเรื่อยๆ เท่านั้นล่ะ อาจ จะไม่มีการเชื่อมโยงที่ฟังดูลื่นไหล หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องกระทันหัน หรือตัดจบอย่างไร้รูปแบบ เพราะเอนทรี่นี้ฉันอุทิศให้กับความเหนื่อยใจของฉันเท่านั้น

เรื่องแรกที่ฉันอยากจะบ่น แต่ไม่รู้จะบ่นให้ใครฟังก็คือเรื่องอาณานิคม จริงอยู่ยุคนี้ไม่มีใครถือปืนไปยืนหน้าบ้านแล้วบอกว่า ออกมานะ ที่นี่ตกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฉันแล้ว ประเทศไหนทำเช่นนี้คงโดนบรรดาสหประชาชาติประนาม หรืออาจจะยกพวกขโยงใหญ่มารุมกระทืบเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นสิ่งดีมี่เกิดมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง

หลายคนก็โง่เง่าพอที่จะคิดว่าการล่าอาณานิคมสิ้นสุดลงแล้ว โถ เขาเลิกแย่งอาณานิคมด้วยปลายดาบและปืน กำลังเป็นสิ่งต้องห้ามแต่ไม่ได้แปลว่าการล่าจะสิ้นสุดลง ยุคนี้เขาไปโจมตีกันด้วยสมอง และอาวุธที่เรียกว่าเศรษฐกิจแล้ว ใครจะมาเสี่ยงถือปืนให้สหประชาชาติรุมยำตีนกันล่ะ โจมตีกันด้วยเศรษฐกิจจนมันไม่มีทางเลือกสิ ถึงจะเรียกว่าการล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 21

การล่าอาณานิคมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่การใช้เศรษฐกิจเท่านั้น วัฒนธรรมก็ใช้เป็นอาวุธได้เช่นกัน อย่างที่ไอ้บ้าทรัมป์มันใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอเมริกันโง่ๆ ว่าตะวันออกกลางและมุสลิมกำลังจะเข้ายึดประเทศมันนั่นแหละ เพราะคนพวกนี้พาวัฒนธรรมและภาษาของตัวเองเข้าไปด้วย

การยึดอาณานิคมในอดีตนอกจากหาเศรษฐกิจและสินทรัพย์ (เช่นแร่ที่หายากในประเทศต้นทาง หรือผลิตภัณฑ์อย่างผ้าไหม ฯลฯ) อีกอย่างก็คือสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั่นเอง

อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ ยุคนี้ไม่มีการล่าอาณานิคมแบบชัดๆ แล้วก็จริง แต่สิ่งที่เกิดจากการล่าอาณานิคมยังคงอยู่ และทำท่าจะอยู่ไปอีกหลายร้อยปี ดูอย่างพม่าซิ เขาพูดภาษาอังกฤษได้เพราะอะไร และตอนนี้ต่อให้เลิกพูดเพราะได้รับอิสระแล้ว แต่ว่ามันเป็นประโยชน์ในการอยู่ระดับโลก ทำให้สุดท้ายแล้วภาษาอาณานิคมก็ยังอยู่ต่อไป แน่นอนว่าประเทศอื่นๆ ก็ยังพูดภาษาเจ้าอาณานิคมในอดีตแม้ว่าจะได้รับอิสระภาพแล้วก็ตาม (ไม่แน่นะ หลังจากรุ่นปัจจุบันตายหมด อาจจะกลับไปพูดภาษาเหล่านี้ไม่ได้ก็เป็นได้ แต่ฉันว่ายากหน่อยเพราะมันอยู่ในหลักสูตรการศึกษาไปแล้ว ไม่มีเหตุผลจะถอดออก)

พวกเธอรู้หรือไม่ว่าภาษาที่พูดเยอะที่สุดในโลกคือภาษาอะไร ใช่ ภาษาจีน (แต่เธอรู้ไหมว่าตัวเลขนี้คือรวมภาษาจีนทุกอย่าง แต้จิ๋ว กวางตุ้ง จีนกลาง ฯลฯ) แล้วภาษาอันดับสองล่ะคืออะไร? อังกฤษไหมนะ? ผิด คำตอบคือภาษาสเปน ถ้าไม่เชื่อก็ไปกูเกิลหาเอานะ

สิ่วนี้เป็นผลจากการที่สเปนเคยล่าอาณานิคมเอาไว้มาก และส่งผลทิ้งไปอีกหลายศตวรรษเลย

เอาล่ะมาถึงสาเหตุที่ฉันอยากจะบ่นบ้าง ก็ไอ้ประเทศอิสระประเทศหนึ่งน่ะ เพิ่งจะประกาศไปหลายเดือนก่อนว่าจะให้ประเทศนักล่าอาณานิคมสมัยใหม่เข้ามาทำรถไฟให้ ยินดีจะจ่ายค่าทำรถไฟ ค่าราง ค่าลงทุนทุกอย่างแถมยังให้ข้างทางรถไฟไปพัฒนาเอาเงินเข้าประเทศนักล่าฯ อีก

โครงการฯ ใหญ่มาก สามารถเขื่อมต่อรางรถไฟจากประเทศอิสระห่าเหวนี้ไปถึงประเทศที่มีแฝประวัติศาสตร์สี่พันปีได้สบายๆ มิตรสหายท่านหนึ่งบอกว่าโครงการนี้มันใหญ่ระดับสีจิ้นผิงควรจะมาเปิดงานด้วยซ้ำ แต่ที่ทำอยู่แม่งระดับราชการปลายแถวโดยแท้

โครงการนี้จะส่งผลกระทบอีกยาว อาจจะเป็นศตวรรษหลังจากนี้ลูกหลานของเราจะพูดถึง แต่อาจจะไม่ได้ชื่นชมการตัดสินใจนี้หรอกนะ เพราะอาจจะบันทึกว่านี่เป็นการขายชาติครั้งใหญ่ก่อนจะเปลี่ยนประเทศอิสระตรงไหน กลายเป็นฉินทั้งประเทศก็เป็นได้

ถึงวันนั้นประเทศอิสระอาจจะไม่มีแล้วก็เป็นได้ กลายเป็นฉินกันหมดนี่แหละ เพราะความไม่มีสมองของใครไม่กี่คน… ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าเค้าไม่มีสมอง หรือเค้ามีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่า

ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้มาก จะบ่นให้ใครฟังก็ควจะรำคาญ ฉันก็มาบ่นลอยๆ แบบนี้แหละ หวังว่าสักวันฉันจะมีเงินมากพอจะหนีไปประเทศอื่นที่ไม่ใช่สาธารณรัฐอิสระ หรือสังคมนิยมประชาธิปไตยฉิน…

ฉันหวังอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉันโง่เกินกว่าจะคิดเปลี่ยนแปลงประเทศนี้แล้ว ฉันเคยคิดว่าอยากได้อะำรให้ลงมือเริ่มทำที่ตัวเรา แต่วันนี้ฉันคิดว่าบางทีเราเปลี่ยนแปลงระบบให้ดีขึ้นไม่ได้ เราควรจะไปเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีให้ดียิ่งขึ้นอยู่แล้วมากกว่า

เฮ้อ นี่ก็เป็นการถูกบ่าอาณานิคมแบบหนึ่งนะ เมื่อประชากรของประเทศ A ออกไปอยู่ประเทศ B แทน

มันบีบอยู่ข้างในเหมือนอย่างที่เคย แน่นจนหายใจไม่ออกและไม่อยากจะต่อสู้กับมันอีกต่อไป เรี่ยวแรงยังคงมีอยู่แต่ฉันไม่อยากจะใช้มัน ไม่อยากจะต่อต้านแรงที่กำลังทำลายฉันอีกต่อไป โลกของฉันเอียงกะเท่เร่เหมือนกับว่าแรงโน้มถ่วงกลับข้าง และพร้อมจะเหวี่ยงทุกอย่างให้ลอยไปในอากาศอันไร้พื้นดิน และไม่ปราณีว่ามันจะอยู่ที่ความสูงเท่าไหร่ Read the rest of this entry »

แมคขี้ (หมอนี่) ผู้ซึ่งหยั่งรู้ในรสนิยมสารคดีของข้าพเจ้าดีกว่าตัวเองได้แนะนำสารคดีแนววิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งชื่อว่า Resistance (ตามภาพที่เห็นด้านบน) เป็นสารคดีเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ สิ่งที่มันแก้ไขได้ สิ่งที่มันทำให้แก้ไขไม่ได้ สิ่งที่มันช่วยเหลือ และสิ่งที่มันทำลาย โลกของเราหันไปทิศไหนเมื่อมีการประดิษฐ์ยาปฏิชีวนะที่ชื่อว่าเพนนิซิลลิน
Read the rest of this entry »

ป้ายกำกับ: ,

มนุษย์เราช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่พิลึกพิลั่นและมหัศจรรย์ที่สุดเมื่อคุณสำรวจร่างกายของตัวเอง เซลล์สารพัดรูปแบบอันน่าเบื่อในคลาสเรียนวิชาชีววิทยาอันนับไม่ถ้วนกำลังร่วมกันเป็นร่างกายของคุณในตอนนี้ เซลล์ประสาทตาทั้งแบบแท่งและแบบโคนกำลังถอดข้อมูลแสงที่สะท้อนเข้าตา และแปลงเป็นสัญญาณที่สมองของคุณเข้าใจ ถ้าคุณกำลังอ่านบนรถไฟฟ้าหรือขณะเดินทางคุณอาจจะพบว่าท้องถนนนั้นหนาแน่น และระบบไฟจราจรที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายควบคุมการไหลของรถยนต์นั้นซับซ้อนน้อยกว่าระบบประสาทที่กำลังถอดความหมายของการเบียดเสียดบนรถที่คุณยืนอยู่ว่า ณ วินาทีนี้ผิวของคุณส่วนไหนกำลังเบียดกับเป้คนข้างหน้าอยู่บ้าง Read the rest of this entry »

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี่รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็น มันคอยบีบที่คอ บีบไปทั้งตัว หายใจไม่ออกและอึดอัดบางช่วงขณะเวลา หลายครั้งมันพาอาการซึมเศร้าและความรู้สึกขี้เกียจจะต่อสู้กับมันมาหาด้วย โดยเริ่มจากอึดอัด เจ็บหน้าอก และหายใจไม่ค่อยออก Read the rest of this entry »


สิงหาคม 2017
อา พฤ
« ก.ค.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

Tweet from twitter