Archive for the ‘WIL’ Category

I was trying to extend my Latitude E-6400 warranty. This one was nearly 3 years old and NBD (Next Business Day) services is almost expire. I deposited by cash on 21st Febuary. A month later and nothing happen. My warranty expired! I was trying to call DELL Thailand for my sales rep. Siu Ching is was my Dell’s sale rep. She’s the worst sales I ever dealt.

She must be a tough girl working in a fucking shit industry with pressure and fucking wonderful lifestyle. I called her EVERYDAY and I never reached her. Not even once. After a month I think I lost that money so I tried to brought this to Consumer Report.

Wait a min! Dell still has alternative choice for customer. Web Chat! I was trying to do web chat but unfortunately I was using OS X at my work so Active X (or something) unable to work.

I tweet to note I’ll contact via web chat once I got home. @Dellcare tweeted me and tried to assisted me this trouble. After nearly a week and no progress @dellcare decided to asking me sales rep name and email.

Couple of day after that  (and many called that never reached Siu Ching) @dellcare tweet me the Warranty is now have extended. (I’m now in the middle of April. Month and a half since I deposited)

WTF!

My warranty extended to Febuary 2014 (As it suppose to be) But if I count it correctly I only get 22 month warranty ( Where is that 2 month disappearnce? Yeah, the time I tried to reached my sales. And it never happened)

FFFFFFFF

Day later Siu Ching called my mother. Telling her was mailed from DELL HQ (YEAH! YOU SUPPOSED TO GET THIS!) And she doesn’t understand why! She said if we were facing any problem we can call her at anytime.

OH MY DEAR MOTHER FUCKER, I WAS CALLING YOU EVERYDAY FOR MONTH AND A HALF. And end up never talked to you, never even once.

I think I want Siu Ching to get fired. 2 month warranty is now in the middle of 4th dimension of time and existence.Luckily my laptop was not broke when its status was ‘warranty expired’

You’re very lucky Siu Ching. But not everytime luck stay with your side.

The next time is the death of your career.

I promised.

@bankkung

PS. I recommend everyone who gonna buy Dell in Kingdom of Thailand should be aware!  Every buyer knows South Easts Asians Dell’s sale rep working as Richman. They never called you back, neither services the customer. Actually if I need to specific this I could says “Thailand Dell’s sale rep suck. They never really want to sold us neither computer ,nor services. These team is one of the worse Dell I’ve known.

(I don’t know how cover is this but Malaysia and Thailand share the same Factory HQ)

My Final Verdict? Dell is good, Thai Dell is FUCK!

เมื่อนานมาแล้ว (ตอนแรกจะพิมพ์ว่าไม่นานมานี้ มาคิดอีกที จำไม่ได้ว่าเมื่อใหร่ แปลว่านานแล้วแน่ๆ อย่างน้อยก็น่าจะเกินหกเดือน) เคยเล่นเกมส์ชื่อว่า Game Dev Stories บนไอโฟน

แนวก็ไม่ยากอะไร เป็น Simulation บริษัทสร้างเกมส์ขาย เกมส์นี้เล่นบนไอโฟน ตัวโปรแกรมเพิ่งอัพเดทเมื่อไม่นานนี้ ไม่แน่ใจว่ารองรับระบบ multitasking หรือยัง ก่อนหน้านี้ต้องกดเซฟก่อนกด Home ไม่งั้นหายหมด (ตอนนั้นเคลียร์เล่นครบ 20ปี แล้วแบตหมด ไม่ใช่แค่เซฟโดนย้อนแต่เซฟหายเลย เลยเลิกเล่น)

หลักการของเกมส์นี้ก็ง่ายๆ จ้างคน (จะมี stat ส่วนตัว) รับงานนอก (ทำ CG/Music/Outsource Game/Game Port) ทำ In-house (สร้างเกมส์ขาย) รู้สึกจะมีสร้างเครื่อง Console ด้วยมั้ง แต่ยังไม่ประสพความสำเร็จในการไปถึงจุดนั้น

ทุกๆกี่เดือนกี่ปีจะมีเครื่องเล่นเกมส์แบบใหม่ออกมา ต้องวัดดวงว่าเครื่องนั้นจะเวิร์คมั้ย (ปกติรอสามเดือนในเกมส์แล้วกดดูยอด market share เอา ถ้าต่ำกว่า 20% ก็มองข้ามซะ)

การทำเกมส์ไม่ใช่อยากทำก็ทำ ขั้นต้นต้องซื้อ licensed ในการทำเกมส์ลงเครื่องนั้นซะก่อน (แถมชื่อกับหน้าตากวนตีนมาก มีทั้งเกมส์บอย เกมส์เกียร์ เพลย์สเตชัน วี นินเทนโดเกมคิวบ์ ฯลฯ แน่นอนว่าไม่ใช่ชื่อจริงๆ เช่น Play Status, Nintenboy, Xdog)

จริงๆตอนสร้างเกมส์ก็จะมีโยนภาระให้พนักงานด้วยนะ เช่นงานกราฟฟิกจะให้ใครดูแล หรือจะจ้างภายนอกเอา

จริงๆก็มีกดเทรนพนักงาน กดอัพเกรดสกิล หรือแม้กระทั่งไล่ออก หรือประกาศสมัครงาน ด้วยนะ แต่เราจะไม่พูดถึงแหละเธอว์

ที่มาเขียนบล็อกก็คือเรื่องการจ่ายเงิน จริงๆบล็อกนี้มีไว้เตือนตัวเอง หลายๆคนคงมีหลักการการใช้เงินแบบนี้อยู่แล้วด้วยซ้ำแหละ

เรื่องการเก็บเงิน การมีเงินไว้น่ะดี เพราะจะซื้อของที่เราต้องการได้ แต่ถ้าเก็บเงินเอาไว้ไม่ใช้จะมีประโยชน์อะไร? เราต้องจ่ายให้ถูกสถานการณ์ ถ้าเราต้องการเงินเพิ่มขึ้น เงินที่มีไม่ใช่ธนาคาร(และธนาคารก็ให้ดอกต่ำเหลือเกิน) วางไว้เฉยๆมันไม่ออกลูกออกหลานหรอก เงินมันปี้กันไม่ได้

ตัวอย่างก็คือสมมติเน้นทำเกมส์บน Nintenboy อยู่ มาร์เก็ตแชร์กลางๆ แต่อัด status เข้าไปจนยอดขายทะลุล้าน ใช้เงินอัพไปหลายตัง (ยอดขายสูง กำไรเปล่าก็ไม่รู้)

เอาเงินไปช่วยด้านอื่นดีกว่ามั้ย เอาไปซื้อ Licensed สำหรับเกมส์คอนโซลเครื่องอื่น ที่มี marketshare มากกว่า ยอมลงทุนครั้งนึง แล้วเก็บเกี่ยวจากตรงนั้นให้มากกว่านี้

แต่เพราะงี้แหละ ส่วนใหญ่ชอบซื้อของใหญ่ แทนที่จะซื้อของปานกลาง ชอบคิดเสมอๆว่าจะซื้อ Licensed ของ Xdog ทำไม แพงกว่าอีกสามพันสามารถซื้อของ PlayStatus ได้เลยนะ

เงินก็ดองต่อไป ดองต่อไป

กว่าจะได้ใช้ปั๊มเงินล๊อทถัดไป นาน นาน นานนนนนนนนนนนนนนนนน

ในขณะที่เพื่อนเอาเงินไปซื้อ licensed ของ xdog ปั๊มเงินจนมีพอที่จะเรียกว่าเท่าทุน มีเงินซื้อ licensed PlayStatus ได้ก่อนเราซะอีก

เฮ้ย มันได้ xdog (ที่ไม่อยากได้) น่ะไม่เท่าใหร่ แต่มันปั่นเงินจนได้ PlayStatus ก่อนอีกด้วยแหนะ

เงินน่ะ ใช้่ซะบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้นอนปี้กัน มันไม่ท้องหรอก

แต่ว่านะ ต้องใช้ให้เป็นนะ ต้องมีเก็บสำรองบ้าง เอาง่ายๆก็ถ้าซื้อ licensed แล้วหมดตัวพอดี จะเอาเงินที่ไหนไป startup สร้างเกมส์ล่ะจริงมั้ย

สรุปสั้นๆ เอาเงินไปลงทุนกับอะไรที่มันงอกเงยเพื่อเริ่งให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้นบ้าง แต่อย่าทำจนตังหมด ถ้าล้มเหลวหรือต้องการทำอะไรเพิ่ม (หรือแม้แต่ต่อยอด) จะทำไม่ได้ แล้วจะล้มเหลว(คำนี้อีกแล้ว) แทน

ลงกองทุนกันเถอะ

PS. ความดีก็เหมือนการลงทุน อย่ารอด้วยคำว่า ‘มีเงินก่อนแล้วจะช่วย’ ช่วยได้ก็ช่วยไปเถอะ เงินซื้อความดีไม่ได้นะ ถ้ามีการ offer จากสวรรค์ให้ใช้เงินซื้อความดี ซื้อเถอะ

เรานิยามอะไรต่างๆ ด้วยสังคม ในบางครั้งสังคมก็กำหนดคำนิยามเอาไว้ด้วยกฏหมาย ด้วยคนหมู่มาก ด้วยคนใกล้ตัว ด้วยสิ่งที่ต้องรู้กัน

เราต้องทำงาน ต้องหาเงิน ต้องมีชีวิตที่มั่นคง ต้องแต่งงาน ต้องมีบ้าน ต้องมีรถ ต้องมีสังคม ต้องมีฐานะ ต้องมีหน้าตา ต้องมีอะไรบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ แต่ต้องมี ต้องมีอะไรหลายๆ อย่างที่เด็กมันถามว่าจะมีไปทำไม ต้องมีอะไรหลายๆ อย่างที่ในใจตัวเองก็สงสัยว่าทำไมฉันต้องมี

ทำไมเราต้องทำงาน อันนี้ตอบไม่ยาก เราต้องหาเงิน ต่อให้ไม่อยากทำก็ต้องหาเงิน อันนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้องทำงานมั่นคง ต้องมีชีวิตที่มั่นคง
อะไรคือชีวิตที่มั่นคง อะไรคืองานที่มั่นคง?

งานที่มีเงินเดือนเยอะเรียกว่างานมั่นคงไหม? งานที่บริษัทไม่ล้มละลายเรียกว่ามั่นคงไหม? หรืองานที่ไม่หนักมาก แม้เงินไม่เยอะแต่แก่ไปไม่ต้องจ่ายหมอค่ารักษาตัว? อะไรคือคำว่ามั่นคง?

ทำงานที่ทุ่มเท เงินเยอะ ห้าสิบเก้า หนึ่งปีก่อนวัยเกษียณตาย เป็นงานที่มั่นคงไหม? ทำงานชิวๆ อายุสี่สิบ ไปเป็นโฮมเลสไร้บ้าน มั่นคงไหม?

อะไรคือความหมายของงานที่มั่นคง?

ต้องแต่งงาน ต้องมีบ้าน ต้องมีรถ
อันนี้สงสัยไม่ยาก เป็นไปตามเรื่องการสืบทอดลูกหลาน ความมั่นคงในชีวิต (มั่นคง?) ความสะดวกสบาย แก่ไปใครจะดูแลถ้าไม่ใช่ลูกหลาน? (แล้วลูกหลานจะดูแลไหม?)

ผมคงไม่มานั่งไล่ทั้งหมดข้างบนว่า หน้าตาทางสังคม หรืออะไรที่จับต้องไม่ได้แต่ต้องมี หรืออะไรหลายๆ อย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะมีไปทำไม แต่ผมอยากให้คนที่เข้า อ่านข้างบนแล้วถามคำถามกับตัวเอง

เรากำลังต้องการอะไร? เรากำลังเดินตามสังคมเพราะสังคมบอกเราว่าสิ่งนี้ “ดี” หรือเปล่า เรามีตัวเลือกอื่นอยู่ไหม? ตัวเลือกนั้นมีจริงและเลือกได้ หรือมีจริงแต่ห้ามเลือก? (นึกตัวอย่างไม่ออก? สมมติเป็นเรื่องงานละกัน เรามีตัวเลือกว่าจะทำงานหรือว่างงานไหม? หรือเราต้องทำงานเท่านั้น ห้ามเลือกว่างงาน)

ถ้าเราแหวกกฏของสังคม (เช่นว่างงาน) เราจะโดนสังคมลงโทษไหม (มองด้วยสายตาแปลกๆ , บอยคอตต์, นินทา) เราไม่ได้ทำผิดกฏหมาย (ไม่มีกฏหมายห้ามว่างงาน) เราไม่ได้ฆ่าคนตาย เราไม่ได้ทำบาปอะไร

ทำไมเราต้องมีตัวเลือก (ว่างงาน) แต่เลือกไม่ได้

คุณกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจอะไรหรือเปล่า? กำลังกลุ้มใจกับทางเลือกข้างหน้าที่เลือกไม่ได้หรือไม่? ทางเลือกสองอันข้างหน้า (หรือมากกว่า) แต่กลับไม่มีสิทธิ์เลือกตัวเลือกที่อยากได้หรือเปล่า

เลือกในสิ่งที่คุณจะไม่ผิดหวังซะ เลือกตัวเลือกที่เมื่อเดินไปข้างหน้า สามปี ห้าปี สิบปี สามสิบปี หันหลังกลับมาแล้วพูดว่า “วันนั้นผมตัดสินใจว่าจะ …… แม้มันจะผิดพลาด (หรือดีมาก) ผมก็ไม่เสียใจที่ผมเลือก”

เราอยู่ในสังคมที่ “กำหนด และนิยามคำว่าดี” เราอยู่ในสังคมที่ “ถ้าแหวกกฏของสังคม เราก็ต้องโดนลงโทษ แม้ว่าจะไม่รบกวนใคร”
คำแนะนำของผมคืออย่าได้แคร์สังคม จงนิยามด้วยตัวเอง อย่าสนใจกฏของสังคมถ้าเราไม่ได้เบียดเบียนใคร และจงตัดสินใจในสิ่งที่จะไม่มีวันเสียใจที่ได้ทำ

#หมายเหตุ

  1. ตอนแรกที่คิดเรื่องนี้ได้ มันเข้มข้นมาก ทิ้งช่วงไปสี่ชั่วโมง กลับมาบ้านน้องเปิดเดอะสตาร์ นั่งเขียนบล็อกไป โดนเดอะสตาร์ดึงความสนใจไประยะๆ และโดนโฆษณาสาวๆ สวยๆ ดึงความเครียดในเนื้อหาที่จะเขียนไปหมดเยย
  2. ต้องการจะเขียนประเด็น “นิยามสังคม” “นิยามด้วยตัวเอง” ว่าแตกต่าง และเราควรจะแหวกกรอบ โดยให้ความสำคัญ “นิยามของตัวเอง” > “นิยามของสังคม” แต่ไหงๆ จบด้วย “ตัดสินใจด้วยตนเองและก้าวต่อไป จงยิ้มและไม่เสียใจที่ทำ” ซะงั้นล่ะเนี่ย (เป็นเรื่องธรรมดาของผม ที่เวลาเขียนบล็อกแล้วมักจะไหลไปประเด็นอื่นเฉยเลย แต่เวลาคุยไม่เป็นนะ แล้วก็ช่วงที่เลิกทวีตก็ไม่เป็นแบบนี้ด้วย)
  3. ควรจะเลิกทวีตเพื่อเขียนเรื่องที่ยังบล็อกไม่หมด ให้เรียบร้อย แล้วกลับไปทวีตใหม่นะเนี่ย อัฌณีย์เอ๊ยยยยย

เคยดู Law & Order อยู่ตอนหนึ่ง

คนร้ายบอกทนายตัวเองเรียบร้อยว่าตัวเองเป็นคนก่อคดีเอง และแน่นอนว่าทนายก็มีหน้าที่ทำให้รับโทษน้อยที่สุด (หรือไม่ต้องรับโทษ) หลังจากนั้นไม่นานสื่อ อัยการ หรือแม้แต่ลูกขุนก็รู้ว่าชายคนนี้เป็นคนก่อคดี

ปัญหาคือหลักฐานไม่เพียงพอ หลักฐานเดียวบนโลกคือคำให้การของคนร้ายว่าเป็นคนทำ (ที่บอกกับทนาย) ในโลกนี้ ในอเมริกามีข้อตกลงระหว่างทนายกับโจทก์ (ประเภทเดียวกับหมอและผู้ป่วย ว่าไม่มีสิทธิ์เปิดเผยข้อมูล หรือถ้าเปิดเผย ก็ไม่ให้นำมาใช้ในการตัดสินคดี)

แจ๊คบอกทนายคนดังกล่าว ที่เป็นเพื่อนกันว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าหมอนั่นมันฆ่าคน! จะปกป้องมันทำไม”
ทนายบอกแค่ว่า “ฉันไม่ได้ปกป้องคนร้าย สิ่งที่ฉันปกป้อง คือสิ่งที่พวกเราเชื่อมั่น ฉันปกป้องระบบ! ระบบยุติธรรมและความถูกต้อง!”

จริงๆ จะยกเรื่องนี้มาเล่าแค่นี้แหละ แต่จำได้ว่า Law & Order ตอนนี้มัน Epic มาก ขอสปอยล์ต่อละกัน

สุดท้ายผู้หญิงที่เป็นผู้ให้การร่วมมือกับคนร้ายก็เริ่มก่อคดีแบบเดียวกัน เพื่อสร้างความสนใจว่า “มีคนร้ายคนที่สอง” หรือ “คนที่โดนจับไม่ใช่คนร้าย” และสุดท้ายทนายหญิงคนที่ไม่ยอมพูดว่า “ผู้ชายคนนั้นนั่นแหละคือคนร้าย” ก็โดนคู่สมคบคิดฆ่าตาย

ปกป้องระบบ ปกป้องสิ่งที่เขาเชื่อมั่นจนตัวตาย

โอเค ท่อนหลังมันไม่เกี่ยวกับที่จะเขียนบล็อก จะลืมๆ ไปก็ได้

กลับมาที่ประเด็นถูกต้องกับถูกใจ

ในโลกนี้มันมีหลายอย่างที่เราต้องแบกรับ บางอย่างเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเป็นความถูกต้อง (ในสายตาของเรา)

ลองยกตัวอย่างดู

ในอเมริกามีคนร้ายปีนเข้าบ้าน ตอนกำลังขโมยของออกจากบ้านโดนประตูไฟฟ้าหนีบ แล้วระบบไฟฟ้าของประตูพัง คาเป็นจิ้งจกโดนประตูหนีบสัปดาห์กว่าจนกระทั่งเจ้าของบ้านกลับมา ผลคือคนร้ายฟ้องบริษัทระบบป้องกันขโมย

ในอเมริกา คนร้ายฟ้องบริษัทระบบป้องกันขโมย
ในประเทศไทย หนังสือพิมพ์ประจาน “โจรโง่ โดนระบบกันภัยล็อกตัว อดอาหารเจ็ดวันจนต้องขโมยอาหารหมากิน”

ถ้าถามใจ ผมคงบอกว่านั่นสิ! สมควรจะโดนจับตัว ก็เสือกไปเป็นโจรแต่แรกเองนี่หว่า
แต่ตามกฏหมาย (มั้ง ไม่รู้สิ ยกตัวอย่างเฉยๆ อันนี้ผมก็ไม่รู้นะว่าเขาฟ้องกลับด้วยเงื่อนไขนี้รึเปล่า อันนี้ผมเดาเอาเอง) เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ว่าผิด (ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเรียกพิสูจน์ เขาก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่)

ถ้าเป็นไปตามกรณีที่ผมยก ถูกต้องก็คือ “คนที่เข้าบ้าน(ไม่ระบุว่าเป็นคนร้าย) ฟ้องบริษัทระบบป้องกันขโมย” ส่วนถูกใจคือ “โจรโง่โดนระบบเจ๊งจับอยู่หมัด”

เราสร้างกฏหมายขึ้นมา เผื่อผดุงความยุติธรรมของสังคม (แม้ว่าบางประเทศกฏหมายสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ แต่ก็ช่างมัน ไม่ใช่ประเด็นที่กำลังพูดถึง)

แต่ในบางครั้ง เรามองลัดไปที่ผลลัพธ์โดยไม่ได้สนใจว่าระบบที่เกิดขึ้นคงอยู่ หรือหมดค่าไป

กรณีที่จะกล่าวถึงวันนี้ก็คือรัฐประหาร และนิติราษฏ์ (สะกดถูกมั้ยหว่า)

สลิ่มอย่างผมนั้นมองเห็นแค่ว่า “รัฐประหารเพื่อขับไล่ทักษิณ” (โอเค ผมรู้ว่ามันมีมากกว่านั้น แต่ขอสลิ่มแบบผมมองเห็นแค่นี้ได้ไหม?)

ถูกใจคือ ไล่ทักษิณ เอ้า เฮ~~~~~~~~~
ถูกต้องคือ การปฏิวัติเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นิติราษฏ์ต้องการล้ม และยกเลิกสิ่งที่ชุดคณะปฏิวัติสร้างไว้

ถูกใจคือ ไม่ถูกใจ คุณกำลังจะทำให้ฮีโรผู้ล้มล้างทักษิณของผมกลายเป็นคนร้าย (เพราะหลังปฏิวัติ เขาต้องทำให้ตัวเองพ้นผิด ถ้าล้างสิ่งที่เขาทำ เขาจะผิด) เอ้า โห่~~~~~~~
ถูกต้องคือ เขาไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ อันเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายมาตั้งแต่ต้นแล้ว พวกเรามองแค่อยากไล่ทักษิณออกไปเนื่องจากเราขาดความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย (ชนชั้นกลางเชื่อว่าชนชั้นล่างถูกซื้อไปด้วยสิ่งฉาบฉวยไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริงในสังคม)

ส่วนตัว

ผมไม่ชอบคณะนิติราษฏ์ครับ ปล่อยผ่านๆ ไปเห้อะ แม้ว่าสุดท้ายแล้วการไล่ทักษิณออกไปพร้อมกับคำว่าคณะปฏิวัติ ทำให้ทักษิณสามารถลอยไปลอยมาในประเทศที่เขาให้การสนับสนุนด้วยคำว่า “ผมโดนปฏิวัติ” แต่ก็ยังดีกว่าให้อยู่ในไทยไม่ใช่เหรอ (เหรอออออออออออ?) แต่สุดท้ายแล้วผมมองว่านิติราษฏ์ เป็นสิ่งที่เราต้องการ โอเคครับ ผมอยากให้เรื่องปฏิวัติผ่านๆ ไปแล้วไม่ต้องเกิดขึ้นอีกก็จะดี แต่มันจะถูกต้องจริงหรือ ถ้าหากมี ทักษิณ Mk.II ที่ฉลาดกว่าเดิม หล่อกว่าเดิม เหลี่ยมน้อยกว่าเดิม คมคายกว่าเดิม เกิดขึ้นมาในสังคมไทยในช่วงสี่ห้าปีข้างหน้า มันจะถูกต้องหรือ

แต่ผมก็ยังเป็นสลิ่มนะ

สรุปว่าผมไม่ชอบนิติราษฏ์ แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันผิด หรือเราต้องแบนเขา ห้ามสอนในมหาวิทยาลัย ห้ามอยู่ในสังคมไทย ว้ายๆๆๆๆ พวกล้มเจ้า

เขาก็แค่เชื่อมั่นในระบบมากกว่าคุณ เขาไม่ได้ไม่รักชาติ หรือคิดล้มล้างสถาบัน (คิดหรือไม่คิดวะ? อ้าว กูไม่รู้วส์) แต่ที่แน่ๆ เขาเชื่อมั่นในรากฐานของสังคมที่กฏหมายแน่น และระบบที่วางรากฐานเป็นอย่างดี (ส่วนตัวเลิกเชื่อมั่นในระบบนี้ไปพร้อมกับสันดานคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว)

ที่มาบล็อกเรื่องนี้ไม่ใช่อะไร มีเหตุการสองอย่าง

  • หัวหน้าชอบแชร์เหลือเกิน พร้อมกับอัพสเตตัสจิกกัดนิติราษฏ์ว่าควรจะไปตายเสียให้หมดรกแผ่นดิน (หัวหน้าครับ การที่เราคิดอยากจะให้ใครตายซักคนนี่ มันแย่กว่าปฏิวัติอีกนะครับผมว่า)
  • มีข่าวว่า (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) อาจารย์สมเจตน์ โดนคนขี่มอไซค์เข้ามาทำร้ายร่างกายแล้วก็หนีไป

เขาก็แค่ทำตามสิ่งที่เขาเชื่อมั่น เขาไม่ได้ไปฆ่าใคร (แต่ถ้ายกเลิกอำนาจคณะปฏิวัติ อาจจะมีคนติดคุกเยอะก็ได้นะ) ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับเขา คุณควรจะสู้กับเขาด้วยสิ่งที่เขาเชื่อ “กฏหมาย” ไง อย่าไปสู้นอกกรอบด้วยกำปั้นและพฤติกรรมไร้อารยเลย

ด้วยรัก และความเชื่อว่าสังคมไทยในร้อยปีข้างหน้า จะดีได้ซักครึ่งของสังคมอเมริกาในวันนี้
(ส่วนเลวๆ นี่ไม่ต้องไปแซงเขานะ แค่ตอนนี้ก็แซงไปไกลละ)

อัฌณีย์

แค่ต้นปีมา อัฌณีย์ก็เจอความซวยเรื่องที่เซนซิทีฟที่สุดในชีวิตสามฮิตติด ใช่…. ไม่มีอะไรที่อัฌณีย์เซนซิทีฟไปกว่าเรื่องเงิน

ตอนต้นปี ทีมลาออกหนึ่งคน และประสพปัญหาชีวิต (จนต้องออก) ไปอีกหนึ่งคน

อัฌณีย์ต้องหัวเดียวกระเทียมลีบทำแม่งทุกอย่างคนเดียวงกๆๆๆๆ เสาร์ อาทิตย์ ไม่ได้หยุด สรัด กูอุทิศชีวิตให้บริษัทแทบเป็นแทบตายมากๆ พอเดือนกุมภาพันธ์ เงินฟรีแลนซ์ (งานนอก) ที่คาดไว้ว่าน่าจะได้ประมาณ 21,000 บาท (ก่อนหักภาษี) ก็ปรากฏว่าเหลือแค่ 10,000 บาท (หลังหักภาษี)

ไอ้เชี่ยยยยยย หลอกกูทำงานมาห้าเดือน เงินไม่ออก แล้วมันหายไปหนายยยยยยยยยยยหมื่นกว่าบาททททททททท

ฮิตแรกโดนไปเต็มๆ หายไปวูบเลย เปิดอีเมล์ดูยอดเงินที่เขาพิมพ์เช็คมานี่หน้าซีดเลย กะว่าอย่างมากก็ 19K เหลือ 10k เนี่ย ใจนี่แบบแป้ว อะไรวะ ให้กูทำงานมาห้าเดือน แล้วอยู่ๆ เงินมันออกมาแค่นี้เนี่ยนะ

ดอกต่อมาเจ็บแต่ไม่มาก เพราะเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าโบนัสที่นี่ออกเดือนเดียว กะว่าก็คงได้ซัก  11,000 บาท ไม่ขาดไม่เกิน (ขาดก็แย่ละ แต่ไม่เกินนี่แน่ๆ งกจะตาย)

พอโดนเรียกเข้าไปแจ้งโบนัส หัวกระดาษเขียนซะยิ้มร่า เมื่อหัวกระดาษมันบอกว่าคุณได้โบนัส  1.7 8291 เท่า อ้าปากยิ้มรับ โอยยยยย เงินกรู เงินกรู เหยดดดด 12,000 x 1.7 ได้เท่าใหร่วะ เอาวะ คิดเลขต่ำๆ ไว้ก่อนละกัน หมื่นเจ็ด!

จะบอกทำไมว่าคูณกี่เท่า เมื่อสุดท้ายก็บอกว่าทำงานไม่ครบปี ออกให้แค่เก้าพันบาท (บอกแต่แรกสิครับว่าได้เก้าพันบาท เพราะอะไร ไม่ใช่ 1.7 เท่า แต่เหลือ 9,000 เพราะอะไร)

Orz หลอกให้กรูดีใจ

ดอกสุดท้าย งานที่ผู้บริหารเคยบอกให้ทำแล้วรับเงิน

เนื่องจาก ผบ.  คนที่ว่าออกเดือนนี้ เลยเกิดการปฏิวัติพวกรับเงินจากงานใน จากนอกเวลาแบบผม ไม่ให้เงินซักบาท (อ้าว ซวยกรูอีก) แถมมีการบอกว่า “คนเข้าใหม่จะไม่แคร์เรื่องเงิน คุณสู้กับเขาได้ไหม พวกโดนการเปลี่ยนแปลงแบบคุณจะเอายังไง ผมทำใจไว้แล้วว่ามาคุยกับคุณแบบนี้”

คือจะไล่ผมออก แต่ไม่ใช้คำว่าไล่ออกก็บอกเถอะครับ พอมีทีมใหม่จะเข้า ก็เลยจะไล่ผมออกเนี่ย…. ใช่สิ กรูมันเป็นทีมเก่า (ชุดสอง) คนสุดท้ายนี่หว่า เก็บไว้มันก็จะรู้อะไรเยอะเกินไป บีบออกก็จบสินะ

ถ้าเป็นปกติผมคงไม่ออก กวนตีนต่อละ แต่ว่า……. เอาเหอะ เรื่องเหี้ยๆ เก็บไว้ในใจแล้วหางานใหม่ดีกว่า

จำเอาไว้นะอัฌณีย์ ครั้งหน้าที่มีใครมาจ้างทำอะไร ถามเรื่องเงินก่อนว่าจ่ายยังไง จ่ายเมื่อใหร่ และจ่ายเท่าใหร่

เมื่อตุลาคมที่ผ่านมาอัฌณีย์ได้รับจดหมายมาจากคนรู้จัก ว่าบริษัทมินสเตอร์แอคเนย์ต้องการหาคนไปทำงานฟรีแลนซ์ ง่ายๆ แค่อัพรูป คอนเทนต์ คอมเม้นต์ จุกจิก ทำ CRM กับแฟนๆ บนแฟนเพจ โดยมีงบให้ฟรีแลนซ์เจ็ดพันบาท

ตอนแรกอัฌณีย์ก็กะว่าคงซักสี่พันจะไม่ทำหรอก แต่พอได้ยินคำว่าเจ็ดพันบาท ก็เลยทำสู้ตายถวายหัวจนไม่เป็นอันกินอันนอน ถ้าไม่หาไวไฟฟรี ก็ต้องยอมจ่ายตังค่าเน็ทมือถือ ตอนแรกจะไป outsource ให้เด็กที่รู้จักเดือนละสี่พันห้าทำ แล้วกินหัวคิวสบายๆ ซักสองพันกว่าๆ ด้วยซ้ำไป

บริษัทมินสเตอร์มิชชันเป็นบริษัทที่ออกเงินช้า ทำงานเดือนตุลาคม วางบิลพฤศจิกายน เงินออกธันวาคม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

แต่เดี๋ยวนะ เค้าว่าเจ็ดพันนี่เค้าหมายถึงจ้างเหมา เรารึเปล่าวะ? รึว่าเค้าคิดตามงานเหมือนงานก่อนหน้า? แถมช่วงนี้น้ำท้วม บอกเราไม่ต้องอัพคอนเทนต์ซะด้วย แล้วจะเงินหายรึเปล่านะ?

เอาเถอะ คนรู้จักกัน เดี๋ยวเงินออกก็รู้เองแหละ ถ้าออกน้อยกว่าที่สัญญาก็คิดซะว่าค่าขนม แล้วก็เลิกทำละกัน (ตั้งเป้าไว้ว่าต่ำกว่าสี่พันจะไม่ทำ)

เดือนธันวาฯ อเจนซี่บริษัทมินสเตอร์แรคคูนก็บอกว่า “เดือนนี้เช็คไม่ออกนะคะ จะลากไปมกราคม เนื่องจากมีการ Audit กันภายในค่ะ” (สองเดือนผ่านไป ลืมไปแล้วว่าเรื่องเงินได้รับเท่าใหร่ยังไม่เคลียร์)

ไปขอนแก่น หาไวไฟยากมาก สัญญาณโทรศัพท์ที่ใช้เล่่นเน็ทก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไว้ใจไม่ได้ ยังดีพ่อตาเก่ง เป็นช่าง TOTเก่า ปีนไปต่อสายไฟเองเลย

แต่ตอนออกไปห้างเซ็นทรัลพลาซาขอนแก่นก็ต้องวิ่งวุ่นหาสัญญาณไวไฟอยู่ดี แถมสัญญาณชนกันเยอะมาก (ช่างไร้ระเบียบเรื่องสัญญาณเสียจริง) ทำให้เสียเวลาราวๆ สองชั่วโมง ต่อการหาสัญญาณไวไฟหนึ่งครั้ง (ใช่! หาสัญญาณบ้าอะไร กว่าจะต่อติดล่อไปเป็นชั่วโมง บ้าไปแล้ว)

หลังจากผ่านไป สิ้นเดือนมกราคม อเจนซี่เจ้าเดิมก็ออกมาบอกว่าเงินจะไม่ออก จะออกไปในเดิอนถัดไป เดือนกุมภาพันธ์

อัฌณีย์ผู้โง่เขลา ผู้ซึ่งลืมไปแล้วว่าตัวเองทำงานนี้เพราะอะไร และมีอะไรที่ยังติดค้าง

กลางเดือนกุมภาพันธ์ อัฌณีย์ผู้ฝันหวานจะได้เช็คก้อนโต โอ้โหสามเดือน สองหมื่นหนึ่งพันบาท หักภาษีก็น่าจะเหลือราวๆ สองหมื่นบาทกว่าๆบริษัทออกโบนัสอีก จ๊าฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ แมคแอร์แน่ๆ กรู ไม่มีคอมใช้มันปัญหาใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว

อัฌณีย์นึกขึ้นได้ว่ามินสเตอร์แอคทีฟยังไม่ได้คุยกันให้เคลียร์เรื่องเงิน จึงไปถาม
“พี่ครับ ตกลงเจ็ดพันที่ว่านี่จ้างเหมา หรือคิดเป็นงานชิ้นครับ” (ถาม 13 กภ)
“คิดเป็นงานชิ้นค่ะ” (ตอบ 17 กภ)
“…….. (ช็อค)”

วันที่ 21 อีเมล์จาก HSBC ก็เมล์มาบอกว่าเงินออกทั้งสิ้น
10,010 บาท

FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUUU

จะไม่รับงานที่ไม่รับประกันเงินที่จะได้อีกต่อไปแล้ว ไหนมาบอกให้ดีใจว่ามีงบเจ็ดพัน หลอกควายนี่หว่า

คาดว่าคงจะได้ฉีกเช็ค เผาต่อหน้า ช่างแม่ง หมื่นเดียว

หือ ชื่อบริษัทคุ้นๆ เหรอ? คิดไปเองน่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสมมตินะ

เฟซบุคกำลังทำลายสิ่งที่เรียกว่าเซอร์ไพรส์ โดยเฉพาะเซอร์ไพรส์วันเกิด

ทุกคนคงจำกันได้ในสมัยที่ไม่มี Hi5 , Facebook วันเกิดเพื่อนต้องจดลงในสมุดโทรศัพท์ (ไม่ว่าจะเป็นรูปเล่มหรือบนโทรศัพท์มือถือ) ในบางครั้งแม้ว่าจะรู้วันเกิดเพื่อน แต่ก็ยังลืมอยู่ดี ตัวอย่างเช่นเพื่อนผมชื่อ ‘วันเฉลิม’ วันเกิดวันไหน? ติ๊กตอกติ๊กตอก วันเฉลิมพระชนม์พรรษา แน่นอนว่าวันที่ 5 ธันวาคม… เอาเข้าจริง เราก็นอนตีพุงอยู่บ้านลืมวันเกิดมันเสียฉิบ ทั้งที่โทรศัพท์คุยกันทุกวันแต่ก็ลืมว่า ‘เฮ้ย วันนี้วันเกิดมึงนี่หว่า’

ในเมื่อวันเกิดมันลืมกันได้ ดังนั้นผู้ที่จดจำได้ ก็นับว่าเป็นเซอร์ไพรส์อย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะตั้งโทรศัพท์หรือปฏิทินอย่าง Google Calendar แจ้งเตือนก็ตาม อย่างน้อยนั่นก็แสดงให้เห็นว่า ‘เขาเห็นว่าเรามีค่าพอที่จะจดจำ หรือไม่ลืมเลือน’

แต่เฟซบุ๊ค ไฮไฟว์ หรือแม้แต่สไกป์ กำลังทำลายความเซอร์ไพรส์แบบนี้ลงไป

สิ่งที่เฟซบุ๊คทำ (รวมถึงเจ้าอื่นด้วย) คือการยัดเยียดวันเกิดเพื่อนให้ทุกคนรับรู้ รับทราบ แม้ว่าเราจะไม่อยากรู้เลยก็ตาม และย่อมเป็นมารยาทที่เมื่อรับรู้แล้วก็ต้องตอบรับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปเม้นต์ โพสบนวอล์ แปะรูป หรือ ฯลฯ แล้วแต่จะครีเอทได้

มันไม่ใช่เซอร์ไพรส์จากคนที่คิดว่าวันเกิดเราน่าจดจำ หรือว่าพยายามจะรู้วันเกิดของเรา แต่กลับกัน มันมาจากวัฒนธรรมแดกด่วนที่เน้นปริมาณเยอะๆ บางคนอาจจะชอบว่า เยี่ยม! ปีนี้มีคนมาโพสต์เฟซบุ๊คในวันเกิด 400 คน ในขณะที่ส่วนตัวผมรู้สึกว่า ขอแค่ 10 คน ที่ผมไม่ได้บอกว่าวันนี้เป็นวันเกิด แต่พวกเขาจดจำได้ หรือเลือกที่จะหาทางจำ (เช่นหาทางแจ้งเตือนผ่านปฏิทิน)

ทุกคนที่มาโพสต์โดยไม่ได้มาจากการยัดเยียดข้อมูลของเฟซบุ๊ค ไฮไฟว์ สไกป์ ฮอทเมล์ ช่างเซอร์ไพรส์เหลือเกิน

ปีนี้ปิดการแสดงผลวันเกิดแต่เฟซบุ๊ค ปีหน้าต้องไม่ลืมปิดวันเกิดตัวเองบนสไกป์ ฮอทเมล์ และ ฯลฯ ด้วย แม่ง ใครจะไปคิดว่ามีคนไปหาบน hi5 กันเนี่ย

ขอบคุณครับ สำหรับคนที่จำได้ คนที่จดไว้ คนที่คิดว่าต้องบันทึกแยกไว้โดยไม่อาศัย facebook

ขอบคุณครับ ที่คุณคิดว่าผมมีค่าพอที่จะจดจำ

สำหรับคนที่อวยพรผมเพราะเห็นพวกจำได้ (พวกที่จดเอาไว้น่ะแหละ) มาเม้นต์ มาโพสต์ เลยรู้ว่าเป็นวันเกิด เลยตีเนียนตามก็ขอบคุณครับ

บางคนก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจดวันเกิดไว้ หรือว่าตีเนียนตามคนอื่นที่มาเม้นต์ , โพสต์ เหมือนกันนะ

แต่ก็ขอบคุณครับ

Have a good day. November 8th always a good day to do something.


เมษายน 2020
อา พฤ
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

Tweet from twitter